Sunday, October 02, 2011

ตั้งแต่กลับมาจากเมืองไทยก็ว่าจะมาอัพเดทบล็อกอยู่หลายวัน แต่งานยุ่งมาก ๆ ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้หยุดเลย เพิ่งจะมีวันนี้ที่มีวันว่างเป็นวันที่มานั่งรอลาสโลวซ้อม ก็ดีได้มาเขียนบล็อคเล่าสู่กันฟังได้
การกลับไปเมืองไทยเพื่อไปปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในการปฏิบัติ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ได้ศีกษาและปฏิบัติมาตลอด ซึ่งการมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ก็ได้พระอาจารย์กิตติ สุธีโร เป็นอาจารย์สอนและแนะนำการจัดระเบียบความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปี ในการปฏิบัติครั้งนี้เป็นคอร์ส 6 วันสั้นๆ แต่เน้นปฏิบัติล้วนๆ ซึ่งใน 3 วันแรกจะเป็นการฝึกสมาธิ และ 3 วันหลังเป็นการเจริญสติ
ในการปฏิบัติธรรมนี้ได้ความรู้หลายอย่าง
  • ในการทำสิ่งใดก็ตาม หากมีความตั้งใจหรือเพียรมากเกิน มันเกินความพอดี ปนไปด้วยกิเลส มันจะทำให้เกิดความเครียด เพราะถ้าตั้งใจมากก็จะหวังผล ว่าจะต้องทำได้ดี การที่เราคิดว่าจะทำให้ได้ดี มันเป็นการทำแบบมีจุดประสงค์ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ฝึกสมาธิแล้วก็ต้องเจริญสติ เราเองนั้นก็มีความเพียรมากฝึกมันแทบทั้งวัน เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่นตั้งใจ โดนกิเลสหลอก เพราะมีความอยากทำให้ได้ดีๆ อยากส่งอารมณ์ดีๆ ให้กับพระอาจารย์ มันก็ทำสมาธิ เจริญสติไปได้ระดับหนึ่ง แต่มันมีกิเลสไม่วาง เราก็เลยไปกะเกณฑ์ว่ามันจะต้องได้ประมาณนี้ แบบนี้ ทำอย่างไรมันก็ได้คำตอบเดิม แบบเดิมๆ ไปส่งอารมณ์พระอาจารย์ ไปส่งอารมณ์พระอาจารย์ท่านก็ถามว่าทำไมกำลังสมาธิถึงไม่ก้าวหน้าเลย ทั้งๆ ที่ทำเต็มที่ แบบเดิม ๆ ที่เคยทำ พระอาจารย์มาเฉลยวันหลังว่า สมาธิเกิดขึ้นเมื่อหมดความตั้งใจ นี่คือคำสอนของหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ที่พระอาจารย์เคยไปสนทนาธรรมกับท่าน แล้วเราก็มาพิจารณากับประสบการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นตัวอย่างเช่น เวลานักเรียนจะไปแข่ง พอตั้งใจมาก ปรากฏว่าแพ้ยับเยิน ทั้งๆที่ตั้งใจมาก มีความมุ่งมั่นซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย นั่นคือคำตอบ ตั้งใจมากเกิน มีความเพียรเยอะเกิน ทั้งๆ ที่แข่งกับซ้อมมันก็ไม่มีความต่างกันเท่าไหร่ และหลายอย่าง ดังนั้นโดยสรุปว่าทำอะไรอย่าซีเครียดมาก เราวางแผน แต่ไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายกับมัน เพราะมันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาทำให้แผนการณ์ของเราต้องเปลี่ยนแปลง หากเราลองปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็นมันก็อาจจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นก็ได้ อะไรเกิดขึ้นมักดีเสมอ
  • คำตอบที่ได้คือการปล่อยวาง ปล่อยวางยอมรับในสิ่งที่มัน ในการปฏิบัติเจริญสติ ได้กำลังสมาธิกลับเข้ามาเต็มเปี่ยม นอนแทบไม่หลับ หน้าร้อนเหมือนมีพลังงานออกมา พระอาจารย์ท่านได้เมตตาบอกว่านี่แหละกำลังสมาธิมันกลับมาแล้ว อย่างที่ท่านได้บอกไว้ว่าเรานั้นมีกำลังสมาธิค่อนข้างมาก พระอาจารย์ท่านให้เจริญสติแบบใช้ความรู้สึก เห็นแล้วก็ให้รู้สึก สัมผัสอะไรมากระทบอายตนะนั้นก็ให้รู้สึก แต่ไม่ต้องไปนิยามความรู้สึกว่าเป็นความรู้สึกอะไร เพราะหากเราไปนิยามมัน มันก็ทำให้เกิดความคิด เราก็มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติครั้งเก่าว่า รู้สึกแล้ว เวทนาเป็นอย่างไร ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ การเจริญสติแบบนี้ดีกับการใช้ในชีวิตปัจจุบัน มันเป็นการตัดวงจรปฏิจจสมุทปบาท คือเมื่อผัสสะมากระทบ เกิดเป็นวิญญาณ การรับรู้ เมื่อรับรู้แล้วหากเราไม่คิดมันก็จบ หากคิดต่อ มันก็สืบเนื่องเป็นการปรุงแต่งเป็นความคิดไปนิยามไปให้คุณค่า แล้วมันก็มาปรุงเป็นอารมณ์ แล้วก็ทำให้เกิดภพ ชาติ การได้คำตอบของการปฏิบัติในครั้งนี้ พอช่วงครึ่ง 3 วันหลัง ก็พยายามฝึก พระอาจารย์ท่านก็บอกให้ไม่ต้องฝึกมากไปนอนตามเวลา ในวันนั้นช่วงเช้า เราก็มาถามตัวเองว่านี่เรากำลังทำอะไร ทำไมต้องมาทำเก๊กๆ กินช้าๆ เดินช้าๆ เป็นซอมบี้ นี่่้เรากำลังทำอะไร เรากำลังไม่จริงใจกับตัวเองอีกแล้ว ที่เรากำลังทำเพื่อต้องการให้ได้อะไร การปฏิบัติธรรมต้องทำแล้วไม่ได้อะไรไม่ใช่เหรอ นี่เราไม่จริงใจกับการกระทำของตัวเองอีกแล้ว กลับไปเป็นคนเดิมๆ ทำอะไร ทำอะไรธรรมดาๆ ดีกว่า วันนั้นก็ปฏิบัติอย่างผ่อนคลาย แต่มันก็ยังไม่ผ่อนคลายจริงๆ มันก็ทำแบบคลายๆ แบบหวังๆ อยู่ แต่ก็พยายามกลบความหวังเหล่านั้น ก็ไปฝึกที่ลานจอดรถ เดินมันบนหินที่ปู เพราะพระอาจารย์ท่านให้รู้ความรู้สึก เหยียบทั้ง แบบเรียบๆ กับแบบหินๆ มันรู้สึกแตกต่างกันจริงๆ เหยียบหิน เราว่ารู้สึกเฉยๆ เฉยจริงเหรอ มันเฉยแบบโทสะ แบบจริงๆ แล้วไม่ชอบ แต่กลัวเสียฟอร์มอะไรประมาณนั้น นี่แหละมนุษย์ พอได้เวลาส่งอารมณ์พระอาจารย์ ก็เดินขึ้นมากะว่าวันนี้คงไม่มีอะไรส่งท่านเกี่ยวกับการปฏิบัติ แต่คงเป็นการที่ได้ประเมินค่าความเป็นคนของตัวเองมากกว่า ว่าเราเป็นใครทำอะไร มีนิสัยแบบไหน บนภาพของความเป็นคนดี จริงๆ แล้วเราดีจริงเหรอ พอขึ้นมาส่งอารมณ์ปรากฏคิวส่งอารมณ์พระอาจารย์ยาวเหยียด ก็เลยเดินจงกรมไปเรื่อยๆ จนเหนื่อย แล้วก็มานั่งสมาธิรอส่งอารมณ์ พอนั่งไปมันก็สงบอาจเป็นเพราะความเหนื่อย ได้อารมณ์สงบพอรู้สึกตัว ปรากฏว่าน้ำตาไหลอาบสองข้างโดยไม่รู้ว่าทำไมแต่มันเป็นความรู้สึกสบายได้พัก หลังจากนั้นก็เลยเจริญสติตามดูอาการของร่างกาย พอได้อารมณ์วิปัสสนาปรากฏว่าคำว่าปล่อยวางมันผุดขึ้นมาในหัว เกิดปีติดีใจมากน้ำตาไหลร้องได้ออกมาอย่างหยุดไม่ได้ น้ำหูน้ำตาไหลน้ำมูกไหลย้อย เมื่อได้อารมณ์เช่นนี้แล้วก็ทบทวนพิจารณา ว่าทุกอย่างจบลงด้วยการปล่อยวาง ชีวิตมันหนักถ้าเราถือไว้ ปล่อยวางได้เมื่อไหร่ก็ลอยตัว พ้นจากทุกข์ ที่คอยถาโถมเหมือนจอมยุทธที่ใช้วิชาตัวเบาวิ่งอยู่เหนือคลื่นที่กำลังปั่นป่วนและถาโถม แต่ตัวเราไม่โดนถาโถมให้จมลงไปเพราะคลื่นนั้น ดังนั้นเมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตบนโลกปัจจุบัน การปล่อยวางนั้นสำคัญมาก และการไม่อยู่ภายใต้การกระทำอย่างมีจุดประสงค์แอบแฝง คนเราต้องมีความจริงใจกับสิ่งที่เราทำ เช่นท่านติช ฮัท นันท์ เคยเขียนไว้ในหนังสือของท่าน ว่าล้างจานเพื่อล้างจาน กินข้าวเพื่อกินข้าว ไม่ใช่ว่าล้างจานหวังให้มีคนชมว่าเราล้างจานสะอาด ล้างอย่างมีจุดมุ่งมั่นกับการล้าง แล้วคนจะชมหรือไม่ชมมันก็เป็นเรื่องของเขา
ก็นี่คือสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติในครั้งนี้

Friday, September 09, 2011


ในที่สุดห้องครัวใหม่ เวปไซด์ใหม่ก็เสร็จสิ้นลง ความยุ่งก็น้อยลง เมื่อปลายสิงหาต้นกันยา ยุ่งมาก ยุ่งจนไม่มีเวลาทำกับข้าวกินที่บ้านเพราะต้องออกไปดูงาน ติดต่อ แล้วก็ซื้อของ ในที่สุดวัฏจักรของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็วนกันไปมา บ้านนักเรียนที่ 23 Misltetoe Street การตกแต่งปรับปรุงก็เสร็จสิ้นลง ได้ครัวใหม่และพื้นใหม่ที่สวยงาม เวบไซด์ www.thesaltpipe.com ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ทุกอย่างล้วนอนิจจัง เกิดดับ ไม่มีอะไรคงทนอยู่ได้
ช่วงนี้เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนอัพเดทมาก ทั้งๆ ที่มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย เพราะมันไม่มีเวลาจริงๆ ตื่น 7 โมงทำอะไรเสร็จเริ่มทำงาน สวดมนต์เข้านอนบางทีก็เกือบตีหนึ่งได้ ก็ได้สวดมนต์ธรรมจักร และคาถาเมตตาใหญ่อย่างสม่ำเสมอ แต่ประสิทธิภาพของการสวดในแต่ละครั้งนั้นไม่เหมือนกัน บางวันก็จิตใจตั้งมั่นดี บางวันก็รวนๆ ง่วงๆ สวดไปตัวโอนเอียงไป แต่ก็สวดมันทั้งๆง่วงๆ นั่นแหละ
พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกเยอะเพราะวันพุธที่ 14 นี้จะเดินทางกลับเมืองไทยไปปฏิบัติธรรม ต้องรีบแพ็คซอลท์ไปป์ให้ลาสโลวเตรียมไว้ ก็หวังว่าจะมีออร์เดอร์เข้ามาพอควรที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ สาธุ

Saturday, August 27, 2011


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมเป็นวันครบรอบที่อาม่าได้เสียชีวิตไปได้ 8 ปีแล้ว ก็พอดีได้ทองแดงจากการซ่อมแซมบ้านที่ให้เช่า ก็เลยจะนำทองแดงนี้ไปบริจาคให้กับทางวัดอ้อน้อย ของหลวงปู่พุทธอิสระ เพื่อที่จะได้นำไปหล่อพระพุทธรูปปางนาคปรกถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตลอด2-3 ปีที่ผ่านมาก็ได้สะสมทองแดงจากการซ่อมแซมบ้านบ้าง จากสายไฟที่ได้ไปตัดออกมาจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เค้าทิ้ง แล้วก็จากท่อทองแดงที่เค้าใช้ต่อท่อน้ำร้อน พอดีช่วงนี้ทำครัวใหม่ก็ได้ท่อทองแดงหลายกิโลเหมือนกัน ซึ่งจะนำไปบริจาคตอนจะกลับไปเมืองไทย ก็ได้นำไปบริจาคไปหลายรอบ นอกจากนี้ในการบริจาคครั้งแรกก็ได้นำทองที่มีซึ่งได้จากอาม่าซื้อสร้อยข้อมือให้ไปบริจาคเพี่อให้ท่านนำไปหล่อพระเกศขององค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ก็ยังได้พี่ตุ้มกับพี่ติ่งช่วยบริจาคทองไปถวายด้วยเช่นกัน พระพุทธรูปองค์นี้มีความสูงถึง 60 เมตร เมื่อตอนปีใหม่ที่แล้วกลับไปก็ได้ถ่ายรูปพระบาทกับพระหัตถ์ขององค์พระมาด้วย ก็ยังไม่รู้ว่าหลวงปู่จะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้คนทำบ้านตรงข้ามมีการซ่อมแซม พอดีเราไปถามเกี่ยวกับทองแดงว่าจะทิ้งหรือเปล่า ตอนหลังเค้าก็นำทองแดงใหม่มาให้ แถมอลันคนข้างบ้านก็ให้สายไฟมาพร้อมทั้งทองเหลืองที่เป็นโคมไฟก็จะนำไปถวายตอนเดือนกันยาที่จะกลับบ้านไปปฏิบัติธรรมประจำปีพร้อมทั้งในช่วงนั้นเป็นวันเกิดด้วย ก็ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้ขอมอบให้ผู้ที่ร่วมบริจาคทุกท่านขอให้มีชีวิตที่ดีมีความเจริญรุ่งเรือง และขอบุญกุศลที่ได้มีโอกาสร่วมบุญกับหลวงปู่พุทธอิสระ อุทิศให้กับอาม่าเซ็งจู แซ่ไหล และเจ้ากรรมนายเวรทุกท่าน และ ขอมอบบุญนี้ให้แก่ปาป๊า มาม๊า และ ลาสโลว ตลอดจนผู้มีบุญคุณทุกท่าน ขอให้ท่านเหล่านี้จงมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีความเจริญในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเทอญ

Monday, August 15, 2011


ในวันนี้ วันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ครูอุปัชฌาอาจารย์ซี่งมีพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในโลกนี้ วันที่หลวงพ่อได้เกิดนั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพราะหลวงพ่อท่านได้เกิดมาเพื่อช่วยเหลือพวกเรามนุษย์ที่กำลังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ อยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาทั้งหลาย หากท่านไม่ได้เกิดมาในวันนี้พวกเราทั้งหลายก็ยังอยู่ในกองทุกข์ การได้เรียนสติปัฏฐานจากหลวงพ่อท่านถือว่าเป็นมงคลในชีวิตอย่างสูงสุด เป็นวิชาของพระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อท่านได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์และท่านก็ได้นำวิชาเหล่านี้มาถ่ายทอดแก่พวกเราสานุศิษย์ทั้งหลายซึ่งได้เคยได้รู้จักท่านในอดีตชาติและได้มาเวียนเพียนพบจนในชาติปัจจุบัน
เราได้มีโอกาสรู้จักหลวงพ่อก็เมื่อสมัยไปอยู่อเมริกาปี ค.ศ.1996 ในเวลานั้นก็ได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา และได้พบกับหนังสือเกี่ยวกับหลวงพ่อเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ซึ่งการอ่านหนังสือเล่มนั้นทำให้ชีวิตได้เปลี่ยนพลิกผัน แต่ยังไม่ทันท่วงทีเพราะในเวลานั้นไม่ทราบว่าหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เนื่องจากในตอนจบของหนังสือเล่มนั้นคือหลวงพ่อท่านได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์คอหัก แต่ไม่ได้บอกว่าเสียชีวิตหรือไม่ หลังจากอ่านหนังสือของหลวงพ่อในเวลานั้น ก็ซาซาไป แต่ได้มาพบกับเรื่องของหลวงพ่ออีกครั้งคือตอนที่อยู่อังกฤษตอนนั้นได้มีพี่คนนึงส่งหนังสือสวดมนต์มาให้เป็นหนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อเล่มเล็กๆ ในหนังสือเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หลวงพ่อมีนามว่าพระครูเจริญ แต่ตัวจริงของหลวงพ่อคือพระครูจรัญ หลังจากที่ได้กลับมาศึกษาประวัติของหลวงพ่ออีกครั้ง ตอนนั้นอินเตอร์เนทมันก็ยังไม่มีอะไรมากยังเป็นแบบหมุนโทรศัพท์ติดต่ออยู่ แต่ก็ได้มีโอกาสอ่านเรื่องมากมายของท่านผ่านเวปของมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเอาหนังสือกฏแห่งกรรมของท่านมาลงไว้ให้ได้อ่านกัน เมื่อได้มีโอกาสอ่านก็มีความศรัทธาในองค์หลวงพ่อมาก ไม่เคยเจอท่านได้แต่อ่านๆ ๆ ๆ แล้วก็มีความรู้สึกว่าอยากไปกราบท่าน ในขณะนั้นทางบ้านยังไม่ค่อยศรัทธาหลวงพ่อเพราะไม่เคยรู้จักหลวงพ่อกันมาก่อนเลย เราก็เลยซื้อหนังสือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และ มักกะลีผล ไปให้อ่าน ต้องเริ่มจากมาม๊าก่อน เมื่อม๊าอ่านก็มีความรู้สึกศรัทธาตามแต่ก็ยังไม่มาก
ตอนหลังได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดของท่านครั้งแรก ก็ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนถวายพานดอกไม้ให้แด่ท่านตอนขอลากรรมฐานและหลวงพ่อก็ยังได้ตั้งคำถาม ว่าผู้หญิงดูที่ไหน เราตอบที่แม่ แต่ ท่านบอกว่าไม่ใช่ให้ดูที่ตา แล้วก็เล่าประวัติของท่านตอนเมียของเพื่อนท่านเอาตาว่า เหมือนกับที่เราเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้
ในขณะนี้ที่บ้านได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอย่างเต็มตัว ได้มีโอกาสไปกราบท่าน และพบท่านเป็นประจำทุกๆ ปี ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตที่เกิดมา
จึงขอโอกาสนี้กราบนมัสการระลึกถึงบุญคุณ และประโยชน์อันมหาศาลที่หลวงพ่อท่านได้ทั้งสร้างคน และวัตถุ ต่อมนุษย์ในโลกนี้
ด้วยบุญกุศลที่ลูกพึงได้กระทำมาทั้งในชาตินี้และชาติแต่ปางก่อน ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้จงดลบันดาลให้หลวงพ่อมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและอยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกและทุกๆ คนตลอดไป และ ลูกจะขอใช้ความรู้ที่หลวงพ่อท่านได้ประสิทธิ์ประสาทให้แก่ลูก เป็นแนวทางในทางดำเนินชีวิตและหากมีบุญกุศลพอเพียง ลูกขอใช้ความรู้ที่ได้เรียนกับหลวงพ่อช่วยชี้ทางให้กับบุคคลที่มีความทุกข์ด้วยเทอญ

อิทังเมฐิตธมฺมสโหตุ สุขิตาโหนตุฐิตธมฺโม ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จแด่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ขอให้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมจงมีความสุข

Saturday, August 13, 2011


วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 13 สิงหาก่อนวันสารทจีนในวันพรุ่งนี้ วันนี้ลาสโลวเค้าก็ได้พาลูกชายกับหลานไปดูการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีคที่นิวคาสเซิล ผู้คนมากมายได้แห่กันมาดูบอล พอดีลูกศิษย์ของลาสโลวเค้ามีตั๋วฤดูกาลแล้ว 1 ในนั้นไปไม่ได้ก็เลยให้โอกาสกับหลานชายลาสโลว แล้วก็ซื้อตั๋วเพิ่มอีกใบนึงให้ลูกชายเค้าเข้าไปดูด้วย ส่วนเรากับลาสโลวก็ไปนั่งรอกินไอติมกับข้าวโพดคั่วอยู่บนห้างสรรพสินค้าฆ่าเวลา
ผู้คนมากมายหลากหลายตกเป็นทาสของฟุตบอล อินกันอย่างมาก ฟุตบอลที่อังกฤษคือพระเจ้า ทีม 2 ทีม คนเชียร์ทั้งสองทีมมากมาย ต่อสู้กันแย่งกันยิงประตู มันก็เป็นการค้าที่มีเงินไหลเข้าออกอย่างมหาศาล นักบอลคนนึงค่าตัวเงินเดือนมากกว่าคนทำงานประจำเป็นสิบเท่า แต่ก็อีกนั่นแหละคนเหล่านี้ก็ต้องทุ่มเทซ้อม
ในสายตาเรามันก็คือการแสดงอย่างหนึ่งนั่นแหละ นักแสดงคือนักฟุตบอล แล้วก็มีคนดูติดตาม แทงพนันกัน มันไม่ได้เป็นกีฬาเพื่อกีฬา แต่เป็นกีฬาเพื่อธุรกิจที่กำไรอย่างมหาศาลบนกามตัณหาของผู้คลั่งไคล้ ทั้งตั๋วบอล เสื้อยืด สินค้าต่างๆ ที่คนคิดว่าถ้าใส่แล้วหรือมีแล้วจะมีส่วนร่วมกับการเป็นกับสิ่งนั้น ภวตัณหานั่นเอง
บนโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ ซี่งสามารถเห็นได้เด่นชัด หรือแฝงตัวมาอย่างที่เราไม่สามารถหาตัวจับได้ คนเก่งๆหน่อย กิเลสก็เก่งตาม ส่วนคนมืออ่อน แค่กิเลสอย่างหยาบนั้นก็เอาอยู่ อย่างพวกฝรั่งนี้ กิเลสอย่างหยาบสามารถจับคนเหล่านี้ได้อยู่หมัด สังเกตจากการซื้อข้าวของ ทิ้งข้าวของ เค้าซื้อของกันใหม่ อัพเดทกันต้องทันสมัยกันอย่างรวดเร็ว ส่วนทางโฆษณายั่วกิเลส แค่ง่ายๆ ก็สามารถทำให้คนซื้อข้าวซื้อของกันได้แล้ว ส่วนของเราก็ยังไม่เก่ง วันนี้เข้าไปดูบ้านข้างที่ติดกับพี่ตุ้มวางขายอยู่บนตลาด ก็อยากซื้อ เกิดกามตัณหา เพราะต้องการความมั่นคง เป็นภวตัณหา แต่ไม่อยากเป็นหนี้ เป็นวิภวตัณหา นี่เห็นไหม กิเลสทั้งสิ้น พออยากได้ก็พยายามหาเหตุผลต่างๆนานามาเป็นข้ออ้างว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่อีกนัยหนึ่ง เรายังเป็นมนุษย์ที่ต้องอาศัยปัจจัยสี่ในการดำรงชีพ นี่ก็เป็นอาชีพอีกหนึ่งอาชีพที่ไม่ได้เบียดเบียนใครไม่ใช่เหรอ แต่มันก็ยังมาจากพี้นฐานของความอยากอยู่นั่นเอง
เอาเป็นว่ายังไงก็หนีไม่พ้น ต้องมีสติเข้มแข็ง แล้วก็หมั่นสร้างบุญทุกบุญที่มีโอกาส ถ้าหากมันจะเป็นของเรามันก็ต้องเป็นของเราวันยังค่ำ ช่วงนี้ของขายไม่ค่อยออก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือต้องโฆษณาอีก เพราะตอนนี้งบมันค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย เมื่อวันก่อนก็ตัดสินใจทำเว็ปใหม่ แต่ตอนนี้ใช้มืออาชีพทำ เพราะมันเกินศักย์ภาพของเราแล้วที่จะทำเอง เทคโนโลยีมันก้าวกระโดด ถ้าเราจะงมทำเองกว่าจะได้เค้าก็ไปกันไหนต่อไหนแล้ว อย่างนี้มันก็ต้องเสียงลงทุนกัน ก็ลองดู ถ้าซอลท์ไปป์ยังอยากจะให้เราทำอาชีพนี้ต่อและร่วมบุญกันต่อไปเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องช่วยลูกด้วยนะเจ้าคะ ก็ยังอยากทำต่อไป แต่พอยอดขายมันตกมันก็อดหดหู่ไม่ได้ ก็รู้ว่าหดหู่ จำคำหลวงปู่พุทธอิสระได้ว่ายอดขายตก อย่าให้จิตตก เดี๋ยวมันก็ดีเอง ต้องมั่นใจในความดีของเรา อย่าหวั่นไหวแม้มีอุปสรรค เพราะอุปสรรคเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเจริญ อ้าวเขียนไปเขียนมาไหงมาจบลงที่การค้าได้หละเนี่ย เอารูปสวยๆถ่ายจาก Angle of the North ไปดูกันแล้วกัน

Friday, August 12, 2011


วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชาชินี และเป็นที่รู้กันว่าวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ จริงๆแล้ววันแม่ไม่ได้มีวันนี้เพียงวันเดียว ทุกๆวันก็ควรจะเป็นวันแม่ที่เราต้องคอยดูแลกันไม่ใช่ว่าจะเป็นเพียงวันนี้เพียงวันเดียว แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นการทำให้ใครบางคนที่จะไม่ค่อยมีโอกาสก็ได้ใช้วันหยุดเหล่านี้มากราบแม่พบแม่และได้แสดงความรักกับแม่
ทุกคนก็ว่าแม่ของตัวเองเป็นแม่ที่ดีที่สุด และแน่นอนในสายตาของเรามาม๊าก็เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก เป็นแม่ที่รักลูกสุดดวงใจ และผลักดันให้ลูกเดินไปในทางทึ่ถูกต้องและเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ ทำอะไรถูกต้องทำนองคลองธรรม และไม่เคยสนับสนุนลูกในการประพฤติที่ผิดทางไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม
มาม๊าเกิดที่คลอง 16 นครนายก เมื่อมาม๊าได้เกิดมาเมื่องวันที่ 9 สิงหา ก็ถูกยกให้กับแม่แก่ แม่บุญธรรมของมาม๊ามาตั้งแต่เกิด เนื่องจากว่าตอนที่มาม๊าเกิด อาอี๊ของมาม๊าซึ่ง 100 วัน 1000 ปีไม่เคยมาหาอาม่า (แม่ของมาม๊า) เลย บังเอิญมาเยี่ยมอาม่าตอนมาม๊าเกิดแล้วก็ทักว่าดวงมาม๊าแข็งแต่ดวงอากงอาม่าไม่สามารถดูแลได้ ถ้าฝีนเลี้ยงมาม๊า อากงกับอาม่าจะต้องสูญเสียชีวิต นั่นก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้มาม๊าถูกยกให้กับแม่แก่ ซึ่งเป็นคนคลอง 24 บังเอิญมาที่ตลาดคลอง 16 แม่แก่ก็ได้มาม๊ามาเป็นลูกบุญธรรม และพายเรือกลับบ้านไปพร้อมกับนำมาม๊าไปให้พ่อแก่(ตาซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของมาม๊า)ซึ่งพ่อแก่ก็ดีใจที่ได้ลูกมาเลี้ยง แต่พ่อแก่กับแม่แก่ก็อายุมาก ก็ได้ช่วยเลี้ยงมาม๊า มาแล้วก็รักมาม๊ามาก พ่อแก่แกเคยเป็นเสือเก่า เป็นคนไทยที่มีอาคมและเก่งมาก เราเองมาม๊าบอกว่าได้เคยพาไปหาตาตอนเด็กๆ แต่ภาพที่จำติดตารูปของตาดันเป็นตอนที่ตานอนเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ในโลงศพซึ่งตอนนั้นเค้าเปิดโลงให้ดูก่อนเผา แต่ภาพของตาไม่ได้สยดสยองเป็นคนธรรมดาไม่น่ากลัวอะไร
ในเวลานั้นลูกของพ่อแก่กับแม่แก่ ซึ่งเราเรียกว่ายายหล่อ แต่มาม๊าเรียกแม่หล่อยังไม่ได้แต่งงาน ก็ได้มาเลี้ยงมาม๊าและก็เอ็นดูมาม๊าราวกับลูก และมาม๊าก็ติดและรักแม่หล่อมาก
ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตคนนี่มันระหกระเหินจริงๆ เพราะหลังจากนั้นพอมาม๊าอายุได้พอประมาณ แม่หล่อก็แต่งงานกับพ่อหยุด มาม๊าก็ติดแม่หล่อมากแล้วก็ตามไปอยู่ด้วย ชีวิตลำบากเพราะพ่อเลี้ยงทารุณกรรมตบตี เหมือนในละครไทยน้ำเน่าแต่มันเป็นชีวิตจริง แล้วตอนหลังก็ตามแม่หล่อเข้ากรุงเทพไปทำงานก่อสร้าง ม๊าเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นม๊าอายุ 12 เข้ากรุงเทพ ไม่มีรองเท้า ที่กรุงเทพนั้นเป็นพื้นคอนกรีตม๊าเดินเท้าเปล่าร้อนมากเท้าพองไปหมด ทำงานจนกระทั้งมีตังค์ซื้อรองเท้าแตะใส่ งานที่ทำในตอนนั้นคืองานก่อสร้างต้องแบกถังปูนขึ้นๆลงที่ไซท์ก่อสร้าง ม๊าอยู่กรุงเทพสักหลายปีมั้ง ก็ได้รับจดหมายจากพ่อแก่ว่าทางอากงอาม่าเค้าอยากได้มาม๊ากลับไปเลี้ยงต่อ ทางพ่อแก่ท่านคงเห็นว่ามันเป็นทางที่มีอนาคตมากกว่าอยู่บ้านนอกหรือทำงานก่อสร้างก็เลยตัดสินใจส่งมาม๊ากลับไปหาอากงอาม่าซึ่งทางนั้นน่าจะเป็นทางที่มีอนาคตที่ดีมากกว่า
เมื่อได้มาอยู่กับอากงอาม่าชีวิตมันก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนในหนัง เพราะทางครอบครัวของอากงอาม่า ก็มีลูกมาก มาม๊าเป็นลูกคนสุดท้องที่เข้ามาเป็นน้องเล็กคนที่ 9 การเข้ามาอยู่ในครั้งนี้มันก็ทำให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง เพราะว่าอากงกับอาม่าเค้าต้องการชดเชยสิ่งที่เค้าไม่เคยให้มาม๊ามาตั้งแต่เกิด แต่ในขณะเดียวกันพี่ๆของมาม๊าบางคนก็มีความอิจฉามาม๊าด้วย มันก็เป็นธรรมดาของโลกมนุษย์
เมื่อมาม๊ามาอยู่กรุงเทพเนื่องจากทางครอบครัวอากงอาม่าเกี่ยวกับเรื่องช่างตัดผมกับตัดเสื้อผ้า ในที่สุดมาม๊าก็ได้ตัดสินใจไปเรียนทำผมเนื่องจากพีๆของมาม๊ามีร้านทำผมอยู่ มาม๊าไปเรียนตัดผมที่เกศสยาม และในขณะที่เรียนเนื่องจากหน้าตาดี ก็เลยได้ถูกเลือกไปเดินแบบหลายครั้ง เมื่อเรียนจบทำผมมา มาม๊าก็มาทำงานอยู่ที่ร้านทำผมของพี่สาวแล้วก็มาอาศัยอยู่กับพี่สาว การอยู่กับพี่สาวนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย ก็โดนกลั่นแกล้งอยู่ด้วย เมื่อทำงานอยู่ร้านทำผมอยู่ซักพัก ก็ได้มาเจอกับปาป๊า
ปาป๊าเป็นเพื่อนของอาเตี๋ยที่เป็นสามีของพี่สาวคนที่สามของมาม๊า ป๊าเค้ามารอเพื่อนที่ร้านทำผมแล้วบังเอิญมาเจอมาม๊า ถูกเสปก แบบเมื่อตาต่อตามาประสาน ป๊าก็ว่าใช่เลย คนนี้แหละที่เหมือนในโปสเตอร์ที่เแปะไว้ในห้อง นางในฝัน ก็เลยมีการสู่ขอและแต่งงานกันมาในที่สุด ส่วนรายละเอียดตอนนี้ยังไม่ได้เป็นประเด็น
เมื่อมาม๊าแต่งงานมาได้ 1 ปีเราก็เกิด ตอนนั้นมาม๊าอายุได้แค่ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่นๆ อยู่เลย อายุน้อยมากซึ่งถ้าเทียบกันกับเราสมัยนี้ อายุ 18 ยังวิ่งเล่นอยู่เลย มาม๊าเป็นแม่ที่อายุน้อย ประสบการณ์ในชีวิตก็น้อย แถมโอกาสทางการศึกษาก็น้อย แต่ยังดีที่ม๊ายังเรียนถึง ปอสี่ เพราะก็ยังสามารถอ่านเขียนออก และสามารถสอนลูกตัวน้อยให้สามารถอ่านหนังสือได้ ยังจำได้เรียนการอ่านสะกดตัว อ่านไปร้องไห้ไป ไม่อยากไปโรงเรียนม๊าก็เคี่ยวเข็ญให้ไป หลายครั้งที่แกล้งป่วยการเมือง ม๊าก็จับได้ แล้วก็ใช้ไม้เรียวพิฆาตความสำออย จำกลืนฝีนไปโรงเรียนอย่างไม่มีข้อกังขา
มาม๊ารักลูกมากและรู้อย่างเดียวว่าต้องการให้ลูกมีการศีกษาที่ดีที่สุดเพื่อที่จะอยู่รอดในสังคมได้ เนื่องจากม๊าเรียนน้อยโดนดูถูกดูแคลน และม๊าก็ไม่อยากให้ลูกมีชะตากรรมเดียวกัน ม๊าจะพาลูกไปโรงเรียนโดยบางทีก็นั่งตุ๊กๆ ไปโรงเรียน แล้วก็กินข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทยที่หน้าโรงเรียน ยังจำได้เวลาม๊าป้อนข้าวให้ได้อยู่เลย จำได้ว่าตอนเด็กๆ เกลียดโรงเรียนมากไปถึงโรงเรียนก็จะร้องไห้ไม่อยากอยู่ทีโรงเรียนกลัวโดนแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน มีคุณครูเพลินพิศนี่แหละที่รักและคอยดูแลตอนอยู่อนุบาลที่โรงเรียนจารุวัฒนาที่วงเวียนใหญ่ ตอนเย็นม๊าก็จะมารับ ม๊าก็กลัวลูกไม่ได้สารอาหารที่ดีก็ไปบอกที่ร้านขายนมโฟร์โมสของโรงเรียนว่าจ่ายเงินไว้แล้วตอนเย็นเด็กหญิงสุธีราจะมารับนมโฟร์โมสชอคโกแลตทุกวันที่ร้านขายนม แล้วม๊าก็จะมีขนมมาให้ด้วย ตอนเย็นเวลาม๊ามารับวันนั้นเป็นวันลอยกระทงม๊าก็ซื้อกระทงอันเล็กๆให้อันนึงแล้วเราสองแม่ลูกก็นั่งรถสองแถวจากวงเวียนใหญ่ถึงบุคคโล แล้วก็ต่อด้วยรถตุ๊กๆ จากบุคคโลถึงบ้านที่มีลุงเป็นเจ้าประจำตุ๊กๆเป็นคนขับ จะเล่าเรื่องแม่มันก็ึยาวเพราะแม่เป็นคนที่เราผูกพันทั้งชีวิต
ตอนนี้แม่อายุ 57 แล้ว เราก็ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดคือการทำให้ม๊าได้เข้ามาศรัทธาและปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งเราถือว่าเป็นการตอบแทนอย่างสูงสุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกมาม๊า เพราะมันเป็นทางเดียวที่ทำให้ม๊าได้เข้าพบถึงความสุขอย่างถาวร การเกิดมาเป็นลูกป๊ากับม๊าเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดในชีวิตเพราะท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีทั้งด้านหยินและหยาง และท่านทั้งสองก็เป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก และรักด้วยความจริงใจ ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นกันตลอด มันก็มีช่วงที่ขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็เข้าใจกันในที่สุด
ก็การที่ได้เกิดมาเป็นลูกป๊าม๊านี้ ลูกก็ขอกราบระลึกถึงบุญคุณของท่านทั้งสองอย่างสุดซึ้ง บุญคุณที่ได้รับมาตลอดชีวิต ชดใช้ด้วยชีวิตก็คงไม่หมด ดังนั้นการเป็นลูกที่ดี และเป็นคนดีของสังคม และคอยดูแลทางด้านสภาพจิตใจของท่านทั้งสองเป็นสิ่งที่ลูกจะพยายามทำให้ดีที่สุด
สุขสันต์วันแม่กับทุกๆคนด้วยจ้า

Wednesday, August 10, 2011

บนโลกนี้ มนุษย์มักใช้ความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นหรือสิ่งอื่นอยู่เสมอ เราเอาบรรทัดฐานของเราไปวัดคนอื่นซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะมนุษย์มีความแตกต่างมีสภาวะความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน คนเรามักจะมองคนหรือสิ่งของกันที่รูปลักษณ์ภายนอกแล้วใช้มาตรฐานหรือสัญญาที่ได้รับการยัดเยียดจากสื่อต่างๆ ไปให้ค่าคนอื่น ในโลกนี้มีการให้ค่าอยู่ตลอดเวลา และในทุกสิ่งทุกอย่าง มีดี ไม่ดี ชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย ถูกใจ-ไม่ถูกใจ ถูก-ผิด ค่าเหล่านี้มากจากไหน มันมาจากเวทนา ความรู้สึกยินดี พอใจ ไม่พอใจ และสังขารเข้าร่วมปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์นั่นเอง ถ้าเราเห็นคนคนนึงแต่งตัวโทรมๆ ซอมซ่อ ซอมซ่อ ผัสสะทางตาเห็น เข้ามาปรุงโดยสังขาร สัญญาจำได้ว่าถ้าคนแต่งตัวแบบนี้น่าจะเป็นพวกไร้บ้านช่องเหมือนที่จำได้ในหนัง เวทนาก็เกิดความไม่ชอบเกิดขึ้น แต่จริงๆแล้วคนคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นคนไร้บ้านก็ได้ อาจเป็นมหาเศรษฐีแต่บังเอิญขมุกขมอมไปหน่อย แต่สัญญา มันจำแล้วก็ได้ตัดสินคนคนนั้นไปแล้ว เนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ เพราะในโลกนี้ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีผิด ไม่มีถูก ที่มันเกิด ดีชั่ว ผิดถูก ก็เพราะคนไปให้ค่าของมันเอง ของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้มีการให้ค่าแต่อย่างใด เหมือนกับเพชร พลอย มันก็เป็นแค่ก้อนหินธรรมดา แต่เราไปให้คุณค่ามัน ว่าเพชรต้องเป็นเครื่องประดับที่มีมูลค่าสูงกว่าก้อนหินชนิดอื่น ทั้งๆ ที่ก้อนหินธรรมดานั้นสามารถมีประโยชน์มากกว่าเพชรซึ่งเป็นได้แค่เครื่องประดับ แต่หินนั้นสามารถเอามาสร้างถนน ก่อสร้างอาคารสถานบ้านเรือนได้
ถ้าเราหยุดให้ค่าสรรพสิ่งมันจะเป็นไปได้ไหม มันคงยากอย่างเช่น รถแบบเดียวกันผลิตจากที่เดียวกัน มีสเปกอย่างเดียวกัน แต่ คันนึงติดป้าย เบ๊นซ์ กับ อีกคัน ติดป้าย โตโยต้า ความรู้สึกของคนที่เห็นก็จะให้ค่าแล้วว่าโตโยต้า กระจอก ทั้งๆ มันเป็นรถแบบเดียวกันทุกกระเบียดนีิว นี่คือในโลกปัจจุบัน นักการตลาดก็เห็นกิเลสของมนุษย์คือการให้ค่า ดังนั้นเราจึงเห็นแบรนด์โน้น แบรนด์นี้ ทั้งๆ ในบรรดาสินค้าจำพวกเดียวกัน มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์เหยียบล้าน หรือนาฬิกาเรือนละ 30 บาท มันก็ทำหน้าที่บอกเวลาเช่นเดียวกันฉันใด ของทุกอย่างในโลกนี้ สุดท้ายเป็นสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องยี่ห้อไหน ทำไมเราจึงปล่อยให้คนมาเอาเปรียบเราโดยใช้จุดอ่อนของการให้ค่าสิ่งเหล่านั้น

Tuesday, August 09, 2011


หายไป 1 อาทิตย์เนื่องจากเครือข่ายโทรศัพท์ล่มตั้งแต่วันอังคารที่แล้ว โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ อินเตอร์เนทก็ใช้ไม่ได้ โอ้วพระเจ้า ชีวิตที่ขาดเครื่องมือสื่อสารนี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ก็เลยมาเป็นหัวข้อในโพสต์นี้ที่ว่าเมื่อก่อนเราอยู่ได้อย่างไรโดยไม่มีสิ่งเหล่านี้ ปัจจุบันชีวิตสิ่่งแรกที่คนมักจะทำก่อนเป็นอันดับต้นๆของวันคือกดมือถือ เปิดคอม ท่องเนต เวลามากกว่า 80 เปอร์เซนต์ของชีวิตจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ การสื่อสารของมนุษย์ ณ ปัจจุบันช่างไร้พรหมแดนเสียจริง อยากคุยกับใคร ก็ออนไลน์ กด สไกป์ คุยกัน หรือ แช็ทคุยกันทางคอม ช่องว่างระหว่างระยะทางมันถูกทำให้ย่นย่อด้วยเทคโนโลยี และการสื่อสารก็รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอ คิดถึงใครก็กดมือถือ หรือส่งข้อความถึงกันได้อย่างรวดเร็ว คนเราไม่มีเวลาให้มีความรู้สึกคิดถึงกัน ไอ้แบบมองดูเดือนเหมือนเตือนให้ใจคิดถึง แบบสมัยก่อนแล้ว ไม่ต้องมองอะไรแล้วมองแต่ว่ามือถืออยู่ไหน หรือมีใครออนไลน์บ้าง มันก็ดีอย่างในแง่ของการรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่บางทีมันก็เร็วเกินไป อย่างนี้ต้องมัชฌิมา ทางสายกลาง
ในช่วงที่อินเตอร์เนทไม่เวิร์คนั้น ตอนนั้นติดหนังซีรีย์เกาหลีเรื่องดงฮี ตอนไม่สามารถดูได้ สามารถเห็นจิตที่สาดส่ายดิ้นรน ความอยากดู อยากให้มันทำงานได้ ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง นี่แหละก่อให้เกิดทุกข์ เพราะทำให้เกิดการปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ก็ต้องดิ้นรนพยายามหาวิธีดูละครเรื่องนี้ให้ได้ ในที่สุดกิเลสก็ชนะเพราะมือถือมีอินเตอร์เนทดูได้ ก็ดูกันอย่างไม่บรรยะบรรยัง ไม่ได้หลับนอนสร้างวิบากกรรมให้กับร่างกายของตัวเอง ช่วงที่ว่านั้นน่าจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แต่กลับสูญสิ้นไปกับการดูละคร แย่จริงๆ นี่เรายังตัดไม่ได้เหรอเนี่ย
วันนี้อินเตอร์เนทกลับมาใช้การได้แล้ว ได้กลับมาบนโลกอินเตอร์เนทได้อย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่งเพราะเมื่อตอนอินเตอร์เนทที่บ้านใช้การไม่ได้ก็ได้ไปซื้อ โมบายบรอดแบรนด์มาใช้ ต้องใช้อย่างจำกัดจำเขี่ยเพราะเดี๋ยวมันจะหมด แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว ใช้ได้เต็มที่

Thursday, July 28, 2011


พอมาเริ่มเขียนโพสต์ลงบล็อก ก็รู้สึกว่ามีอะไรมากมายเหลือเกินที่อยากจะเขียน เอ้าวันนี้เอาไปสามบล็อคที่โพสต์ไปเป็นเทศ1 ไทย 2 ก็แล้วกัน วันไหนมาเจอกันบ่อยๆบนบล็อค แสดงว่าวันนั้นลูกค้าสุขภาพดี การสั่งซื้อไม่ค่อยมาก แต่ถ้าหายหัวกันไปเลย ก็แสดงว่ามีจำนวนลูกค้าที่ป่วยมาก หรือไปซ้อมหนัก ไปสั่งเด็กๆให้ซ้อมหนัก ส่วนโค้ชก็เอาแต่สั่ง แล้วก็ต้องสอนกันไปด้วย ตอนที่เขียนอยู่นี่เจ้าเหมียวน้อย ชื่อว่าซิสก้าก็มาร้องครืดคราดอยู่ข้างๆ สงสัยจะหิว แต่เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยให้อาหาร
วันนี้ไม่ได้ทำไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก ตื่นเช้ามาก็ได้ Skype ไปคุยกับแม่กับป๊าหลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะโทรไปบางทีท่านทั้งสองก็ไม่อยู่ หรือกำลังฟังธรรมบนคอมเลยไม่ได้สลับปลั๊กข้างหลังมาที่หูฟังสะไก๊ปป์ ส่วนมากคุยกับม๊าก็เป็นเรื่องสนทนาธรรมกันเป็นส่วนมาก คุยเรื่องธรรมะแล้วมันช่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะได้คุยกับคนที่คุยกันรู้เรื่อง ถ้าคุยกับคนที่ไม่ศรัทธา เค้าก็หาว่าเรางมงาย เส้นแบ่งของความงมงายกับศรัทธามันแยกกันได้โดยปัญญา ถ้าเชื่อโดยไร้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองก็จะเป็นงมงาย ปัญญาอันนี้เป็นปัญญาทางธรรมอันที่พระพุทธเจ้าท่านทรงได้ตรัสสอนไว้ ไม่ใช่ปัญญาทางโลกที่พิสูจน์กันด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์ หรือการคำนวณอะไร
คนไทยเป็นคนที่เชื่ออะไรง่าย เพราะเป็นคนอ่อนน้อม ขี้เกรงใจไม่กล้าขัดใจ แล้วก็ขี้เกียจคิด ใครว่าไรก็ว่าตามกัน หรือคิดแต่ไม่กล้าโต้แย้ง เพราะสังคมเรามันเป็นระบบ seniority ดังนั้นเค้าว่าไรก็ว่าตามกัน โดยเฉพาะถ้าคนที่ออกมาพูดเป็นพวกคนมีชื่อเสียงทางสังคม ดารา อะไรอย่างนี้ เราก็เชื่อกันดะว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะเค้าว่ากันอย่างนั้น อันนี้ขอยกเว้นครูบาอาจารย์และพระอริยเจ้าทั้งหลายเพราะท่านมีศีลบริบูรณ์ เราอยู่ในสภาวะขาดที่พึ่ง และที่เป็นอย่างยิ่งคือเราไม่พยายามพึ่งตนเอง คอยเพียงแต่จะพึ่งคนอื่น ซึ่งตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนคือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราอาจจะเห็นได้ว่าคนในสังคมเดี๋ยวนี้อ่อนแอ เพราะขาดการพึ่งตนเอง หวังแต่ว่าใครจะมาช่วย ใครจะมาทำให้เราได้ดีขึ้น ทั้งๆ ที่เราเองนั้นต้องเป็นผู้ทำทั้งสิ้น
เปรียบเสมือนการกินข้าว ถ้าหวังแต่คนอื่นจะมาป้อนให้เคี้ยวให้ คงไม่ได้กิน เราเองต้องเป็นผู้ยกตักกินเอง คนอ่อนแอก็ทำให้สังคมอ่อนแอ มันก็คงเป็นไปตามวัฏจักรเพราะสุดท้ายมันก็ขึ้นลง สลับกันไปมา ดังนั้นจงมาพึ่งตัวเองกันก่อนเถิด เราจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติ และมีปัญญา แล้วเราจะได้ไม่หลงไปกับความเชื่อแบบไร้เหตุผล แบบงมงาย
จากเพื่อนถึงเพื่อน
เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ไปทำบุญกับน้องๆ ทุน พสวท ระหว่างขับรถไปก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อยๆ แล้วก็พอดีมีน้องเอฟซึ่งเป็นรุ่นน้องคณะที่จุฬา รุ่นรหัส 47 ซึ่งมันก็รุ่นหลานๆแล้วหละ ก็คุยกันถึงเรื่องว่าในตอนที่เราเรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์นั้นมีเพื่อนๆ ที่เป็นพสวท เยอะ เพราะกลุ่มที่อยู่เป็นกรุ๊ป 4 ฮ่า ฮ่า ก้อเลยถามน้องเค้าว่าเคยเรียนกับเพื่อนของเราบ้างไหม ซึ่งพอเอ่ยชื่อของเพื่อนๆ ไป เช่นไอ้ใหม่ อาจารย์ภาคฟิสิกส์ น้องเค้าอยู่ภาคนี้ก็เคยเรียน แล้วก็ถามถึงเพื่อนอีกคนนึง คือเอก อาจารย์ภาคชีวะ น้องมันไม่รู้หรอกว่าชื่อเล่นอาจารย์ว่าไร มันก็บอกซะเต็มยศนั่นแหละ แล้วไอ้น้องอีกคนนึงมันก็ว่าอ๋ออาจารย์คนนี้นี่เองที่ออกมาแฉความจริงเรื่อง GT 100 เอ๊ย 200 ไอ้เรามันก็คนไม่ค่อยติดตามข่าวซะด้วย ไอ้ GT 100-200 นี่มันอะไรหว่า จะถามพวกน้องๆ ก็กลัวเสียฟอร์ม มันจะว่าอะไรวะพี่ฤทธิ์ไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองไทยอะไรเลย พอกลับบ้านมาก็มากดกูเกิ้ลดู โห เฮ้ย อะไรเนี่ย เพื่อนเรามันจะอะไรป๊อปปูล่า แต่หัวข้อที่น่าดีใจที่สุดก็คือเอกได้แต่งงานแล้ว เย้ ในที่สุดก็มีครอบครัวซักที จะได้มีศรีภรรยาที่ดีคอยดูแล กด กด เข้าไปดูรูปงานแต่งงาน เออน้องเค้าก็น่ารักดี ท่าทางจะเป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือนที่ดีสำหรับเพื่อนเราได้ เสียดายรูปเล็กไปหน่อย หรือตาเริ่มไม่ดีวะ

หลังจากนั้น ก็มาไล่กดกูเกิ้ลดูข่าว อ๋อ ไอ้เครื่อง GT200 นี่มันไม่ใช่เรือบินอะไร TG200 แต่มันเป็นเครื่องตรวจระเบิดที่เค้าใช้มาตรวจสอบว่ามีระเบิดอยู่ตรงไหนนี่เอง มันมีข่าวกันตอนไหนหว่า หรือเรามัวแต่ฟันดาบ ขายของจนพลาดกระแส นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเพื่อนเป็นผู้ตรวจสอบคงไม่มานั่งเสียเวลากด Youtube ดูหรอก เออ มันก็เก่งดีแฮะ มีหลักการน่าสนใจ เคยเห็นเอกครั้งนึงบนทีวี ไอ้เรื่องโรงเรียนปิดตาอ่านโน่นอ่านนี่อยู่ แต่พอดีต้องไปทำอย่างอื่นเลยอดดู ก็ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับ GT 200 ที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมเพื่อนมากก็คือการไม่กลัวกับความอยุติธรรม ความไม่ซื่อตรง ซึ่งไอ้หมอนี่มันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพื่อนเราคนนี้เป็นคนที่แบบรักความยุติธรรม แต่บางทีก็ซะจน น่ากลัวว่ามันจะโดนรุมสกรัม ก็น่าห่วงอยู่เพราะ การที่ออกมาแฉมันก็ไปเหยียบตาปลาชาวบ้านที่เค้ามีผลประโยชน์ ก็อยากเป็นกำลังใจให้ หลังจากนั้นก็ กด กด ไปดูอีกหลายอัน ไปอันนึงเพื่อนเรามันพูดถึงไอ้เหรียญควอนตัม อ้าว เฮ้ย ไอ้เหรียญอันนี้ ป๊าเอาให้ลาสโลวมาอันนึงนี่นา อยู่ในห้องครัว วางอยู่บนชั้น ไม่ได้ใส่ ฟังๆ ดูหลักการแล้วเออหรือว่าป๊าโดนเค้าหลอกขายมาเนี่ย ซื่อไว้หลายอันอยู่ ฮ่า ฮ่า เดี๋ยวกลับไปเมืองไทยจะไปเปิดให้ป๊าดูหน่อย ไอ้ตอนป๊าเอามาให้ทดสอบอย่างที่นายเอกได้ทดสอบ เราเองก็เชื่อเป็นตุเป็นตะไปกะเค้า เพราะจริงๆ ถ้าเป็นพวกเซรามิก ถ้าเผาที่อุณหภูมิสูง พวกเฟลสปาต์จะปลดปล่อยรังสี Far Far infrared ออกมาและรังสีนี้เป็นประโยชน์กับร่างกายในเรื่องของเซลล์ซึ่งเคยเรียนในไบโอเซรามิกส์ แต่พอมาเหรียญภูเขาไฟ สุดสยองตอนที่เอาเครื่องไกเกอร์มาตรวจนี่ดิ โห ตัวปลดปล่อยสารกัมมันตภาพรังสีดีๆ นี่เอง นี่ยังไม่รู้จะเอาไง จะเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนดีเนี่ยเหรียญควอนตัมเนี่ย

ฮ่า ฮ่า ก็ดูอีกเรื่องก็เรื่องโรงเรียนสอนปิดตาอ่านไพ่ ระบายสี และอื่นๆ จริงๆ มันก็เป็นแง่จิตวิทยาที่ทำให้จิตมีสมาธิมีความสงบ ที่เด็กๆไปเรียนที่นี่แล้วความประพฤติดีขึ้น แล้วมีสมาธิขึ้น เรียนดีขึ้นก็คือเป็นกุศโลบายปิดตา มีสมาธิ ก็เอาเรื่องปาฏิหารย์มาล่อ เมื่อเด็กมีสมาธิดีขึ้น ตัวสติก็จะตามมา ความแยกแยะผิดชอบชั่วดีก็จะดีขึ้น ก็ไม่ได้น่าเป็นเรื่องแปลก แต่ไอ้ที่เห็นหรือไม่เห็นนั้นไม่สามารถสรุปได้ตายตัว เพราะในทางพุทธศาสนาถ้าทำได้ขณะนั้นก็ได้อภิญญาแล้ว มีตาทิพย์หูทิพย์ ก็เด็กมันยังจิตประภัสสร บางคนเค้าก็อาจทำได้ก็ได้ อันนี้ไม่ฟันธง ส่วนผู้ปกครอง ก็แล้วแต่วิจารณญาณ ถ้ามีตังค์จะพาไปเรียนก็ได้ แต่คนไหนไม่มีตังค์ก็ขอแนะนำพาลูกเข้าวัดปฏิบัติธรรม อันนี้ประหยัด แล้วก็เด็กก็จะได้ซึมซับในรสพระธรรมไปด้วย

ก็เห็นในสิ่งที่เพื่อนทำก็รู้สึกประทับใจ และยินดีกับเพื่อนที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม คนเราไม่ว่าจะเรียนมากเรียนน้อย ได้ดอกเตอร์หรือไม่ได้ มันไม่ได้วัดคุณค่าของความเป็นคนกันที่ตรงนั้น แต่มันวัดกันที่ความมีความรับผิดชอบต่อสังคมและคนอื่นนั้นมีมากน้อยกันแค่ไหน ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก เพราะสิ่งที่รัฐต้องการใช้เครื่องนี้ ก็เพราะมีความคิดว่ามันเป็นประโยชน์ แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้วมันไม่ได้ผลจริง ก็ต้องมีการพิจารณากันไป ก็อย่างที่เอกว่า ถ้าเอาไปใช้ชี้จุดว่าระเบิดอยู่ตรงไหน มันก็โอเค แต่ถ้าเอาเครื่องนี้ไปชี้วัดว่าใครเป็นคนมีระเบิด อย่างนี้มันไม่แฟร์ ก็จริงอย่างนั้น เพราะมันมีการ Bias กันได้

ก็หลังจากอ่านข่าวดู Youtube ก็ได้มีโอกาสติดต่อกับดร.เจษฎา อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี เพื่อนเรามันเป็น รอ ศอ ดอ รอ ไปแล้ว มียศติดหน้า แต่ก็เป็นเอกเพื่อนเราคนเดิมที่เคยชอบกันคุยกัน ช่วยเหลือกันยามปี 1 ก็บัดนี้อายุอานามก็กำลังจะเข้าหลักสี่แล้ว ก็แก่กันไป ยังดีที่มีโอกาสแก่ บางคนอาจไม่มีโอกาสมีชีวิตถึงยามนี้เลยก็ได้ ก็สู้ สู้ เพื่อน ทำดี ต้องได้ดี แต่ต้องมีสติด้วยนะเฟ้ย

Wednesday, July 27, 2011


ความสุขนั้นอยู่ที่ไหนหนอ ความสุขทางโลกนั้นจริงๆแล้วไม่มี มันสุขๆ ทุกข์ๆ สลับกันไปมา หรืออีกนัยหนึ่ง ทุกข์น้อยกับทุกข์มากสลับกันไปมา หากเห็นแบบนี้แล้วจะเข้าใจว่าอย่าไปกลัวมันเลยความทุกข์มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง
ในชีวิตของคนเรานั้นเกิดมาย่อมมีอุปสรรค แต่อุปสรรคเหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่นในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าไม่มีโทรศัพท์ มันมีอุปสรรค ดังนั้นก็เกิดการประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาอุปกรณ์เหล่านั้นขึ้นมา พอมีโทรศัพท์แบบมีสายไม่สะดวก เวลาอยู่ข้างนอก จะติดต่อกันก็ลำบาก ก็มีการพัฒนาโทรศัพท์ไร้สาย เกิดขึ้นมาเป็นโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน อุปสรรคเหล่านี้ก่อให้เกิดทุกข์มาบีบคั้น ทำให้มีการคิดค้นพัฒนา เปรียบกับชีวิตของคนเรา หากมีแต่ความสุขสมหวัง ประสบความสำเร็จตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดความประมาท ไม่มีการพัฒนาใดๆ เพราะมันราบรื่นไหลไปได้ตลอด ดังนั้นมันเป็นธรรมชาติที่เวลาทำสิ่งใดแล้วมันไม่ราบรื่น เราก็ต้องมีการมาคิดค้น สำรวจความบกพร่องว่ามันเกิดอะไร จะพัฒนาในทางด้านไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ทุกสิ่งประดิษฐ์ ความคิดใหม่ๆทั้งหลายนี้เกิดจากความทุกข์บีบคั้นทั้งนั้น แต่เมื่อได้ประดิษฐ์สิ่งที่สามารถบรรเทาทุกข์มาได้ ความทุกข์ก็ไม่หมดไป ก็เกิดทุกข์อย่างใหม่ขึ้นมาอีก เช่นประดิษฐ์โทรศัพท์มือถือขึ้นมาได้ ก็ต้องมีแบบถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ ใช้อินเตอร์เนทได้ จะเห็นได้ว่า มันก่อทุกข์อย่างไม่สิ้นสุด เมื่อตอบสนองอย่างหนึ่งได้ มันก็อยากได้อีกอย่างหนึ่ง
นี่คือกิเลสนี่เอง กามตัณหา ความชอบใจในรูปรสกลิ่นเสียง ภวตัณหา ความชอบใจในภพ สภาวะ และวิภวตัณหา ความไม่ชอบในสภาวะ หรือขณะเหล่านั้น
คนบนโลกนี้ถูกตัณหาครอบงำ หากไม่มีสติก็จะต้องหมุนไปตามกระแสของกิเลสอย่างไม่จบสิ้น ทำอย่างไรจึงจะหยุดวงจรนี้ได้
จะหยุดได้ ก็ต้องใช้ มรรคมีองค์แปดของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะหยุดกิเลสเหล่านี้ได้ มรรคมีองค์แปดนั้นคืออะไร เอาไว้จะมาอธิบายให้ฟังในวันหลัง เมื่อเราเห็นทุกข์ก็ให้รู้ รู้แล้วก็ละ แล้วเราก็จะมีความสุขในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

Tuesday, July 19, 2011

วันนี้ได้ฟังธรรมเกือบตลอดทั้งวัน จากเวปกัลยาณธรรมซึ่ง เป็นเวปที่เราได้พบครุบาอาจารย์ที่เป็นอริยบุคคลหลายท่าน ฟังแล้วก็มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม
ในปัจจุบันในโลกนี้กิเลสมันเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างรวดเร็ว การตลาดเป็นการกระตุ้นกิเลสให้คนมีความอยาก อยากมี อยากเป็น ซึ่งหากสติไม่มั่นคงก็จะไม่สามารถยับยั้งก็ไหลไปตามกระแสได้
ต้องมีสติให้ดี

Sunday, July 17, 2011


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันอาฬาสหบูชา และวันเสาร์เป็นวันเข้าพรรษา วันอาฬาสหบูชาเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงได้แสดงปฐมเทศนาให้แก่ปัญจวัคคี เรื่องของอริยสัจสี่ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงสี่ประการของธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งแสดงถึงเหตุและผลและการแก้ไขทุกข์ และการดับทุกข์ ซึ่งพระองค์ท่านได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ เห็นถึงทุกข์ว่าทุกข์นั้นคืออะไรซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าสิ่งที่ทรงแสดงนั้นเป็นจริงอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ ทุกข์นั้นคือการเกิดแก่เจ็บตายนั้นเป็นของแน่แท้ และยังมีทุกข์จรอีกคือความโศกร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย และความพลัดพราก ผิดหวัง และ ความอยากได้แล้วไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา และพระองค์ก็ได้ชี้แจงว่าเหตุของทุกข์นั้นมันมาจากตัณหา ความเพลิดเพลินในราคะที่เกิดขึ้น ได้แก่ กามตัณหา ความพึงพอใจในรูปเสียงกลิ่น รส ภวตัณหา ความพอใจในสภาวะที่เป็นอยู่ และ วิภวตัณหา ความไม่พอใจในสภาวะที่เป็นอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ถ้าเราดับได้ละได้ เราก็จะพบความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งวิธีดับนั้นก็ต้องใช้มรรคมีองค์แปด เป็นวิธีในการกำจัดตัวตัณหาเหล่านั้น หลังจากที่ท่านอัญญาโกณฑัญญได้สดับฟังพระธรรมของพระองค์ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ ณ วันนั้นเลย
และในเนื่องจากฤดูกาลเข้าพรรษาได้มาถึงในปีที่ผ่านมาเราก็ได้สวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรเป็นเวลาสามเดือนเต็ม และในปีนี้ก็ตั้งจิตอฐิษฐานเช่นเดิมและขอสวดเมตตาใหญ่ควบคู่ไปด้วยเป็นการทดสอบสัจจบารมี และการสวดนั้นก็ต้องใช้วิริยะบารมีอย่างยิ่งยวด และการทำอย่างนี้เป็นการวัดใจในการทำความดีอย่างยิ่งยวดเช่นกัน
ในวันนี้ก็ได้ไปทำบุญเนื่องในวันเข้าพรรษา จริงๆ ก็ไปทำบุญตามปกตินั่นแหละ แต่พอดีมันตรงกับเทศกาลพอดี และก็ได้ชักชวนพี่น้องมาสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรโดยพร้อมเพรียงกันซื่งนั่นก็เป็นความดีอย่างหนึ่ง ขอให้กุศลผลบุญในการวันนี้น้อมถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพระองค์มีพระกรุณาธิคุณแด่ชาวโลก และขอผลบุญนี้จงสำเร็จแด่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว และขอผลนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลาย ดวงวิญญาณทั้งหลาย ณที่นี้ ขอให้ท่านจงมีความสุขปราศจากความทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเทอญ

Monday, June 13, 2011


ไม่ได้เข้ามาอัพเดทโพสท์มาตั้ง 2 เดือนเนื่องจากยุ่งมากมีซ้อมกับแข่งค่อนข้างเยอะ ตอนนี้ก็ใกล้หมดฤดูกาลแข่งขันแล้ว เหลืออีกแค่การแข่งขันเดียวคือวันที่ 25 มิถุนายน เป็นการชิงแชมป์ประเทศอังกฤษรุ่นเยาวชน ที่ผ่านมาการแข่งขันก็ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างใช้ได้ เนื่องจากเด็กๆ มีความเพียร ดังนั้นการได้ชัยชนะหรือรองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เด็กๆ ที่นี่ซ้อมกันอย่างน้อย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ แต่บางคนก็ซ้อมได้ถึง 4 ครั้งต่ออาทิตย์ซึ่่งก็มากกว่าเด็กๆทั่วไป ไม่รู้ว่าเด็กๆ มันจะตระหนักหรือไม่ว่า
ผลของการแข่งขัน = f(จำนวนการซ้อม, คุณภาพของการซ้อม,โค้ชที่ซ้อมให้,เพื่อนร่วมซ้อม,ความมุ่งมั่นในจิตใจ,ความแข้มแข็งของจิตใจ,ทัศนคติที่เป็นบวก)
ถ้าปัจจัยพวกนี้ลงตัว ก็จะได้ผลการแข่งขันที่ดี จะเห็นได้ว่า 4 ปัจจัยแรกเป็นปัจจัยทางกายภาพ แต่ 4 ปัจจัยหลังเป็นปัจจัยทางด้านจิตใจ
ผลการแข่งที่ผ่านมา
แข่งชิงแชมป์สหราชอาณาจักร ก็มีเด็กคนนึงได้ที่ 3 ในประเภทหญิงอายุต่ำกว่า 16 ส่วนสองอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีแข่งซีรีส์ที่สก็อตแลนด์ ได้กวาดมา 10 เหรียญ ทอง 3 เงิน 4 ทองแดง 3 ไม่ได้เหรียญแค่ 3 คน
ก็ผลที่จะได้ในการแข่งวันที่ 25 ก็ต้องมาลองดูกัน

Friday, March 18, 2011

ณ ริมสระว่ายน้ำ ขณะนั่งรอลาสโลวซ้อมฟันดาบ เมือง Nottingham
13 มีนาคม 2011
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 นี้ได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหวและสึนามิได้เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดินใต้ทะเลใกล้ๆกับชายฝั่งของญี่ปุ่น ค่าความสั่นสะเทือนตามที่ข่าวได้รายงาน 8.9 ริกเตอร์ซึ่งเป็นการสั่นอย่างรุ่นแรง ดังนั้นจึงทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ โถมเข้าหาชายฝั่งของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด รายงานความเสียหายจากที่ดูในข่าวและอินเตอร์เนท ภาพความเสียหายน่ากลัวและสะเทือนขวัญเป็นอย่างมาก เพราะบ้านช่องถูกกระแสน้ำจากคลื่นยักษ์พัดพังไปก็มาก แล้วผู้คนที่สูญหายไปก็มีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 10000 คนเหตุการณ์จากภัยธรรมชาติสอนอะไรเราได้บ้าง สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน ทุกสิ่งตกอยู่ภายใต้กฏของไตรลักษณ์
อนิจจัง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงซี่งเป็นไปได้ทั้งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม และชีวิตของมนุษย์เรานั้นก็ตกอยู่ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่สามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงโดยประสาทสัมผัสทางทั้ง 5 และความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสที่จะรับรู้ได้ จะมารู้อีกครั้งก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และถูกกระทบโดยผลของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราอยู่บนโลกของความเปลี่ยนแปลง และตัวเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อย่างที่สอง ก็คือทุกขัง ซึ่งหมายถึงความคงทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะเดิม ในการเกิดแผ่นดินไหวนี้เพราะแผ่นดินมันไม่สามารถคงทนอยู่ได้ในสิ่งที่มันเป็นมันเลยต้องมีความเคลื่อนไหวออกจากกัน
และอนัตตา ไม่สามารถควบคุมได้ มันจะเกิดก็เกิดขึ้น ไม่มีอะไรไปห้ามมันได้ ไม่มีใครสามารถหยุดแผ่นดินไม่ให้เคลื่อนไหวออกจากกัน ไม่มีใครสามารถหยุดคลื่นที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็หยุด ไม่มีตัวตนอีกต่อไป คงเหลือไว้แต่ซากปรักหังพังของบ้านเรือนที่ถูกทำลายไปตามเหตุปัจจัย
แล้วเราควรจะวางใจอย่างไรในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
เมื่อเราเข้าใจในกฏของไตรลักษณ์นี้แล้วเราก็จะสามารถเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและทำใจยอมรับกับมันให้ได้ คนอื่นอาจจะว่าก็เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้สูญเสียอะไร แล้วเราจะไปเดือดร้อนอะไร มันก็เดือดร้อนอยู่ในแง่ของหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ว่าต้องมีหลักพรหมวิหาร คือเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หลายคนได้ดูทีวีหากไม่วางใจเป็นกลางและไม่เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติแล้วจิตใจก็จะเศร้าหมองเกาะติดสถานการณ์ ประหวั่นพรั่นพรึงทั้งๆ ที่ทำอะไรก็ไม่ได้ อยู่กันคนละขั้วโลก สึนามิก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาทำให้จิตใจหดหู่ อย่างนี้โดนครอบงำด้วยความกลัว มีการปรุงแต่งกันไปต่างๆนานา จริงๆแล้วชาวพุทธควรจะเข้าใจในเหตุปัจจัย หากมีอะไรที่เราจะช่วยเหลือได้ก็อย่าได้รีรอ แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาปรุงมาเก็บเป็นอารมณ์ ควรจะพิจารณาถึงความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าความตายนั้นมาถึงเราได้อย่างไม่ต้องมีอะไรมาเตือนกันล่วงหน้า เราหมั่นทำความดีให้ถึงพร้อมกันหรือยัง อย่าไปคิดกันว่าชั้นยังเด็กยังสาวยังหนุ่มยังไม่ตาย ความตายไม่มีอะไรมาแบ่งขั้นอายุ ในผู้ประสบภัยเสียชีวิตนั้นก็มีทั้งเด็ก สตรี บุรษ และคนชรา หากเราไม่เตรียมตัวพร้อมรับมือกับมัจจุราชแล้วจะไปเกิดในภพภูมิไหนก็ไม่มีใครรู้ได้
เราควรเตือนใจเราจากอุบัติภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท มีทาน ศีล และภาวนา เป็นกิจวัตรประจำวันที่จะอย่างน้อยเป็นทุนรอนในโลกหลังความตาย และ การหมั่นเพียรทำความดี ใครที่กระทำความชั่วผิดศีลผิดธรรมก็ควรจะละเลิกสิ่งเหล่านั้นซะ หรือหากยังละไม่ได้ทั้งหมดก็ทำให้มันน้อยลง ชีวิตเราที่กินดีอยู่ดีมีที่อยู่อาศัยได้ก็เพราะบุญ ที่ได้เกิดมาอยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติได้ก็เพราะบุญเก่าที่เราได้เคยทำสะสมมา ดังนั้นขอให้ได้ตระหนักอย่าประมาทในบุญที่มีอยู่ใช้จนหมด โดยที่ไม่สร้างเพิ่ม เพราะสิ่งที่ตรงข้ามกับบุญก็คือบาป และบาปนั้นพวกเราก็มีเหมือนบุญ แต่ว่าสิ่งใดมากกว่าสิ่งใดสิ่งนั้นก็จะแสดงผลออกมา หากเราไม่หมั่นทำความดีเติมบุญของเราแล้ว เมื่อบุญลดกำลังเหลือน้อย พลังของบาปก็จะส่งผลทำให้เกิดความวิบัติเดือดร้อนต่อชีวิตของเรา
หากจะถามว่าประเทศญี่ปุ่นมีบาปหรือคนที่ตายหรือได้รับผลกระทบนั้นบาปหรือไม่ มันก็ตอบไม่ได้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ แต่เหตุปัจจัยของคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็มีผลมาจากวิบากที่ต้องส่งให้คนเหล่านั้นไปอยู่ที่นั้นในเวลานั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ถ้าจะมองในแง่ของกรรมส่งผล มันก็อาจจะมีส่วน ซึ่งในสมัยก่อนญี่ปุ่นก็ได้ถล่มหลายประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนล้มตายบ้านเรือนเสียหาย แต่เรื่องของกฏแห่งกรรมมันซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาฟันธงกันว่าเพราะกรรมเก่าญี่ปุ่นถึงเป็นแบบนี้
ดังนั้นเราควรเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นเห็นมันเป็นไปตามสิ่งที่เป็น ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ณ วันหนึ่งเมื่อชีวิตเราต้องดับไปด้วยเหตุการณ์อะไรก็ตาม เราเป็นผู้ไม่ประมาท คนเราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ทำทั้งกรรมดีกรรมชั่วมาในอดีตชาติ เมื่อเราเข้าใจในสิ่งเหล่านี้แล้วเราก็จะเลือกได้ว่าเราจะทำกรรมดี หรือกรรมชั่ว ในชีวิตที่ไม่แน่นอนของเราที่เหลืออยู่ในโลกมนุษย์นี้

Wednesday, March 09, 2011

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอนไว้ การจองเวรคืออะไร การจองเวรก็คือการไม่ปล่อยไปยึดอยู่กับความเจ็บแค้นและผู้ที่ทำให้เราเจ็บแค้นหรือเจ็บใจ
สิ่งที่เรียนรู้ครั้งนี้มาจากการทำบ้านเช่าที่คนเช่าบ้านที่เคยเช่ามาเกือบ 6 ปี ทำตัวงี่เง่า และไร้มารยาทก้าวร้าว ทั้งที่เราก็ทำให้เค้าอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างดีที่สุดแล้ว ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาคนที่เช่าบ้านหลังนี้ก็เรียกร้องต่างๆ นานา เราเองก็ไม่เคยที่จะเป็นเจ้าของบ้านที่ใจร้าย ก็ทำให้ตลอดไม่ว่าจะซ่อมแซมสิ่งเล็กสิ่งน้อยทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้าน เช่นการเปลี่ยนหลอดไฟ ทำความสะอาดในสิ่งที่เค้าควรจะต้องทำเอง เหตุมันเกิดตรงที่เพดานห้องซักล้างมันก็เก่ามากและมันเกือบจะพังแล้ว แต่คนที่อยู่เค้าไม่ใส่ใจเค้าจะเอาตู้เก็บของในห้องครัวซึ่งเราไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องติดตั้งให้ เมื่อลาสโลวเข้าไปตรวจบ้านก็มันเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนเพดานแต่เค้าไม่ต้องการ แต่ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเปลี่ยน ซี่งเค้าก็ไม่พอใจ พอวันเปลี่ยนช่างมาซ่อม เพดานมันก็ถล่มลงมาเลยเพราะว่าไม่มีตะปูติดซักตัว เค้าเห็นแล้วก็ตกใจ แล้วก็โมโหไม่พอใจยืดค่าเช่าบ้านไม่ยอมจ่าย ซึ่งเค้ามีพฤติกรรมที่ค่อนข้างก้าวร้าวคิดโน่นคิดนี่ตอนหลังเราเลยไม่ต่อสัญญา พอเค้ารู้เค้าก็บอกว่าเค้ากำลังหาบ้านใหม่อยู่ด้วย ตลอดเวลาที่เค้าอยู่บ้านหลังนี้ ก็ไม่ได้ดูแลให้เลย แล้วก็บ้านสกปรกรกรุงรังยังกับรังหนู ห้องครัวก็สกปรก แต่เราไม่เคยว่าเลยทั้งๆที่เป็นเจ้าของ มีวันนึงเข้าไปซ่อมที่อาบน้ำ บ้านไฟเปิดทั้งบ้านแถมยังเปิดฮีทไว้อีกทั้งบ้าน ซึ่งเราก็ว่าจบๆกันไปซะก็ดี เมื่อเค้าต้องหาบ้านเค้าก็ต้องให้เราเป็นบุคคลอ้างอิง ซึ่งต้องให้คำรับรองว่าเค้าเป็นอย่างไร ถ้าตอบแบบจริงๆ ยายนี่ก็ต้องไม่ได้บ้านแน่ๆ ก็เห็นว่าจิตตัวเองว่าเราต้องไม่จองเวร ปล่อยเค้าไป ก็เลยต้องตอบไปแบบกลางๆ สุดท้ายเค้าก็ได้บ้าน นี่ถ้าเราจองเวร เวรอันนี้ก็ต้องติดตัวเราไปสร้างปัญหากันไม่ละเว้น
ก็โชคดีก็แล้วกันสำหรับพวกเค้า เราไม่จองเวรกัน แล้วก็ขอให้เรามีผู้มาเช่าบ้านที่ดีไม่มีปัญหาด้วยเถิด
เดือนกุมภาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยงานบุญ ทำกันจนอิ่มบุญกันไปเลย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้เป็นเจ้าภาพร่วมงานบวชของผ้าขาวกาโบ้เลื่อนขึ้นเป็นสามเณรกัมภิโร ก็ในการบวชครั้งนี้ลาสโลวได้มีโอกาสถวายบาตรให้แก่สามเณรองค์ใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสดีในครั้งหนึ่งของชีวิตที่มีลูกชายแต่ไม่ได้บวช แต่ได้มาอุปปัฐฐากกาโบ้ซึ่งเป็นชาวฮังการีเหมือนกัน ซึ่งจะได้มีสาวกของพระพุทธศาสนาช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวฮังการี และในวันนั้นก็เป็นวันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันที่พระอรหันต์ 1250 รูปมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก็มีญาติโยมมาทำบุญกันมาร่วมงานกัน แต่ก็ไม่มากเพราะเป็นวันศุกร์ที่ทุกคนต้องทำงาน

และในอาทิตย์ที่ผ่านมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของลาสโลวซึ่ง ก็ได้จัดงานทำบุญเป็นงานทำบุญประจำปีครั้งที่ 1 ในปีนี้ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะจัดให้ได้ 2 ครั้งต่อปีที่พี่น้องชาวเดอแรมจะได้มาทำบุญร่วมกัน ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 65 ปีของลาสโลว ก็ได้ให้ของขวัญเซอร์ไพรส์โดยการเชิญลูกชายทั้งสองคนของเค้ามาร่วมงานในปีนี้ การทำบุญในครั้งนี้ก็จัดที่ Vane Tempest Hall ที่เดิม ก็การจัดเตรียมก็เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่จะต้องไปซีื้อข้าวของมาเตรียมทำกับข้าวที่จะถวายพระและเลี้ยงญาติโยมที่มาร่วมงานกัน ในวันเสาร์ก็ต้องจัดเตรียมอาหารบางอย่างและจัดสถานที่ให้เรียบร้อยก่อนวันงาน และวันอาทิตย์ก็จะเป็นวันงานที่ทุกคนมาร่วม ก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาผัดหมี่และย่างไก่ ส่วนบ้านพี่ตุ้มก็ต้องเตรียมเกี่ยวกับเรื่องของแกงและขนมจีบและผลไม้ พระอาจารย์ท่านเมตตามาในงานนี้ 3 รูปจากวัดสันติวงศาราม เบอร์มิงแฮม ส่วนญาติโยมก็พี่น้องชาวเดอแรมนี่แหละ ก็ทุกคนก็หน้าเปื้อนยิ้มอิ่มบุญไปกันทุกคน เมื่อวานซีนทางวัดส่งใบอนุโมทนามาได้รับปัจจัยจากการทำบุญในครั้งนี้เป็นจำนวน 675 ปอนด์ ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านด้วยคะ อยากดูรูปก็เชิญได้ที่ www.facebook.com/ritsutera


Sunday, February 13, 2011

วันนี้ก็ปาเข้าไปวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 วันนี้ก็ได้ไปทำบุญที่วัดอรุณรัตนคีรี เป็นปกติ ก็ทำอาหารไปถวายเพลก็จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย เพราะการวางใจให้เป็นนั้นมันทำให้เราเข้าใจในสัจจธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้มากขึ้น ว่าจะพ้นทุกข์นั้นมีทางเดียวคือวิปัสสนา คือเข้าใจและเห็นสรรพสิ่งนี้มันเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ วันเวลาล่วงเลยผ่านไปชีวิตคนก็ล่วงเลยผ่านไปเหมือนสายน้ำซึ่งไม่มีวันไหลกลับ ดังนั้นในชีวิตคนเกิดมาจะทำอะไรก็อย่าผลัดวันประกันพรุ่งและเมื่อได้โอกาสทำงานหรือทำสิ่งใดก็ควรจะทำให้เต็มความสามารถไม่ว่าผลมันจะเป็นอย่างไรก็ตามเพื่อในวันข้างหน้าเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่าเราควรจะทำสิ่งนั้นให้ดีกว่านี้
พรุ่งนี้ก็เป็นวันวาเลนไทน์ที่เป็นวันอุปโลกว่าเป็นวันแห่งความรัก ซึ่งวันแห่งความรัก ก็ควรจะเป็นทุกวัน มิใช่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นวันใดวันหนึ่ง มนุษย์ทุกคนอยู่ด้วยความรักและความเมตตาชีวิตจึงจะมีความสันติสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ความรักคืออะไร ถ้าความรักทางโลกก็อาจจะเป็นการยึดเอาสิ่งใดหรือบุคคลใดมาเป็นภาระทางใจ มีความคาดหวังซึ่งกันและกัน หากมีการสูญเสียหรือจากไปก็จะเป็นทุกข์ จะถามว่ามนุษย์รักใครมากที่สุด คำตอบก็คือตัวเอง รักตัวเองกลัวตัวเองผิดหวัง กลัวตัวเองถูกตำหนิ หรือกลัวที่จะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ดังนั้นรักทางโลกก็คือทุกข์นั่นเอง แต่รักทางธรรมคือพรหมวิหาร 4 ที่เป็นธรรมอันประเสริฐ คือเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา ทำให้ผู้นั้นมีความสุข มุทิตตา ยินดีเมื่อผู้นั้นมีความสุข และ อุเบกขา คือวางใจเป็นกลางเมื่อผู้นั้นยังอยู่ในความทุกข์ รักทางธรรมนั้นลึกซึ้งไม่คาดหวังเพราะหากมันไม่เป็นไปในสิ่งที่เราหวังเราก็สามารถวางใจให้เป็นกลางไม่ทุกข์ไปได้
ความรักนั้นก็ไม่ได้หมายถึงความรักฉันท์ชายหญิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความรักของพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนๆ ซึ่งมีต่อกันและกันได้อีก ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำในวันแห่งความรักคือระลึกถึงความรัก ความเมตตาของคนรอบๆข้าง แม้แต่ศัตรูของเรา มีเมตตาต่อเขาให้ความรักกับเขา นี่คือความรักอย่างแท้จริงไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่เราชอบเพียงอย่างเดียว คนที่เราไม่ชอบเราก็แบ่งความรักให้กับเขาก็ได้ เมื่อเราแบ่งความรักให้เขา เขาก็จะเริ่มพิจารณาและเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
จริงๆ ทางโลกเค้าน่าจะประกาศห้ามมีการสู้รบ ฆ่ากันในวันวาเลนไทน์มากกว่า คือเอาเป็นว่าเอาให้ทั่วโลกในวันนี้มีศีลข้อ 1 อย่างเคร่งครัด แต่ในเมื่อวันแห่งความรักยังการฆ่ากันในสงครามอันไร้เหตุผล ยังมีการวางระเบิด ยังมีการสังหารกัน ประหัตรประหารกัน วันวาเลนไทน์ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรนอกเสียจากเป็นวันธรรมดาที่ยังมีการเบียดเบียนกันเหมือนทุกวันเช่นเดิม
สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือสวดมนต์แผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดสิ้น
อเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

Wednesday, January 26, 2011


นี่ก็เกือบหมดเดือนแรกของปี ไม่ได้เข้ามาเขียนบล๊อกซะนาน ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาก็ได้กลับเมืองไทยไปทำบุญประจำปี งานแรกก็คือการไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดหลวงพ่อจรัญ และได้ช่วยพระอาจารย์เก็บขยะหลังจากงานได้เสร็จสิ้น ปีนี้เป็นปีที่สามที่ได้ทำงานนี้ก็ได้รู้จักน้องๆ พี่ๆ มากขึ้น ที่ร่วมกันทำงานนี้ งานเก็บขยะไปที่รถขนขยะนี้จะทำหลังจากการสวดมนต์ได้เสร็จสิ้นลงและผู้คนก็เริ่มพักผ่อนนอนหลับแล้วก็ทยอยกันกลับบ้าน ในปีนี้ได้ทำหลายอย่างก็ได้ช่วยลุงปาท่องโก๋แจกปาท่องโก๋ แล้วก็ในวันปีใหม่ ก็ได้ช่วยลุงปาท่องโก๋ชงกาแฟแจกญาติโยมทั้งหลาย ลาสโลวก็ได้ช่วยอย่างเต็มที่ ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านในวันที่ 1 มกราคม แต่ได้ไปพักที่รีสอร์ทใกล้ๆกับวัดของหลวงพ่อเพราะวันที่ 2 มกราคม ได้เป็นเจ้าภาพถวายเพล และได้ถวายปัจจัยแด่หลวงพ่อเป็นเงิน 1 แสนบาท ก็ถวายท่านมาหลายปีแล้ว เงินนี้ก็ได้มากจากการทำธุรกิจการค้า นำมาถวายและจะได้นำส่งผลบุญให้กับสัมมาอาชีพและปัจจัยสี่ และบรรดาลูกค้าทุกท่านที่ได้มาอุดหนุน ซื้อสินค้าไปใช้เพื่อรักษาสุขภาพของตนเอง







ก็ทำมาทุกปีเป็นสิริมงคลกับชีวิตและครอบครัว ก็ได้พาปาป๊ากับมาม๊ามาทำบุญด้วยในฐานะลูกที่ดีพาพ่อแม่เข้าวัดเรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นกุศลอันสูงสุด และการที่ได้มากราบหลวงพ่อจรัญ ครูปัชฌายาจริยาของพวกเราทุกคน นับว่าเป็นบุญอย่างมากเพราะหลวงพ่อท่านมีเมตตาที่ไม่สามารถจะประมาณได้

ก็ขอให้พวกเราอนุโมทนาและมีความสิริมงคลตลอดปีใหม่นี้ด้วยเทอญ