วันนี้ได้จัดข้าวของโละของที่ไม่ได้ใช้ทิ้ง มาเจอสมุดบันทึกที่เคยขีดเขียนๆไว้ เกี่ยวกับการจากไปของอากงก็เลยเอามาพิมพ์เก็บไว้ เผื่อแบ่งกันอ่าน ซึ่งอากงได้ละสังขารลาจากพวกเราไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ก็เป็นเวลานาน 9 ปีแล้ว
"วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นวันอีกวันนึงแห่งการสูญเสียของบุคคลอันเป็นที่รักและนับถือมาตั้งแต่เด็กจนโต อากงของเราเอง การสูญเสียอากงในครั้งนี้เป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ครั้งที่ 2 ในครอบครัว จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด คนเราเกิดมา มีชีวิตอยู่ แล้วมันก็ต้องจบด้วยการจากไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ยั่งยืนนาน
อากงจากไปเมื่ออายุ 102 ปี นับว่าเป็นบุคคลที่โชคดีเพราะเมื่อมีอายุยืนยาวขนาดนี้และมีลูกหลานคอยดูแลตอบแทนพระคุณ ซึ่งหากคนอายุยืนขนาดนี้แต่ไม่มีใคร ความโชคดีก็กลายเป็นความโชคร้ายก็ได้ การมีอายุยืนนานของอากงนี้ทำให้เราเห็นว่า เรานั้นไม่อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนถึงขนาดนี้ เพราะสังขารร่างกายมันหมดอายุไม่สามารถทำอะไรไหวได้ เมื่อร่างกายหมดสภาพจึงขออยากลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขโดยที่ไม่เป็นภาระใครน่าจะดีกว่า
ความตายของอากงนั้นสอนให้เราเห็นอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่ากลัวของความตาย ความตายไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวแม้แต่นิดเดียว เมื่อมีชีวิตอยู่ ณ เวลานี้ หากเราได้หมั่นเพียรทำความดี สร้างกุศล ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วทำไมเราถึงจะต้องกลัวความตาย ความตายเป็นจุดจบของรูปทางโลก เมื่อร่างกายมันหมดสภาพหมดอายุ จิตหรือนามมันก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ นั่นก็คือความตายเป็นจุดเริ่มต้นของโลกทางวิญญาณ สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือเมื่อจิตทิ้งร่างนี้ไปเพื่อเริ่มการเดินทางอันใหม่นี้แหละ มันจะเดินทางไปทิศทางไหน หากเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่มีหน้าที่ของมนุษย์ที่พึงกระทำและได้กระทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบเต็มที่ เราจะไม่มีวันกลัวความตายแม้แต่เพียงนิดเดียว ทุกคนมีนัดกับความตาย ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ เปรียบเสมือนเราได้วีซ่ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์เมื่อวีซ่าหมดอายุเราก็ต้องกลับไป
การสูญเสียอากงในครั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับตอนที่สูญเสียอาม่า ฝีมือในการรับกับสถานะการณ์นั้นห่างกันเหนือชั้นมาก ตอนที่อาม่าเสียไปในปี 2546 ณ เวลานั้น เหมือนคนเสียสติ ความมีสติ ความแข็งแรงของสตินั้นอ่อนแอมาก มีความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ต้องรับมือกับความสูญเสีย และไม่เข้าใจถึงความสูญเสียว่ามันก็เป็นธรรมดาของโลก คือตอนนั้นความเข้าใจในไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ถ่องแท้ รู้แค่เพียงภาคทฤษฏี ที่ว่า ความพลัดพรากจากของรักของที่พอใจนั้นมันเป็นความทุกข์ เพราะในตอนนั้นไม่มีการหมั่นซ้อมคิดถึงระลึกถึงความตาย แต่คราวนี้ตอนนี้เข้าใจสุดๆ เพราะได้ฝึกฝนปฏิบัติในขั้นนึงที่ไม่ประมาท หมั่นระลึกถึงความตายเป็นเนืองๆ คนที่ตายนะไม่เศร้า คนที่เศร้าคือคนที่ไม่ได้ตาย
ดังนั้นสิ่งที่สมเด็จพระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงตรัสสอนให้เราหมั่นระลึกถึงความตายเป็นเนืองๆ นั้นถูกต้องที่สุด เพราะเมื่อเรานึกถึงความตายมันจะทำให้เกิดคำถามขึ้นกับตัวเราว่า ณ เวลานี้ และเวลาที่เหลือนี้ เราทำความดีเพียงพอหรือยัง เรามีอะไรคั่งค้างที่เรายังไม่ได้ทำหรือยัง เราเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอันแสนยาวไกลหลังจากที่เราต้องทิ้งร่างอันหมดสภาพใช้ไม่ได้นี้ และทิ้งสมมติในโลกนี้กันหรือยัง
เมื่อเราได้พบกับการสูญเสียกับคนที่เรารักหรือรู้จัก เราควรพีจารณาและระลึกถึงคุณความดี และคติชีวิตที่เราได้จากบุคคลที่เราเคารพรักเหล่านั้น และระลึกถึงความรักและเมตตาที่ท่่านมีต่อเรา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราเป็นผู้เป็นคน เป็นคนดีของสังคม สิ่งใดที่ไม่ดีมีการทะเลาะเบาะแว้งในอดีตก็ควรจะอโหสิกรรมกันไป เพราะ ณ เวลานั้น มันอาจมีความจำเป็นที่ต้องมีขัดแย้งกัน ซึ่งความไม่ดีเหล่านั้นก็อาจเป็นเหตุผลักดันที่ทำให้เรามีชีวิตพลิกผันไปในทางที่ดีก็ได้
ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี มีอากงอาม่าที่ดี มีปาป๊ามาม๊าที่ดี และมีญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงที่ดี และมีสามีที่ดี อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาผู้คนเหล่านี้ก็ต้องจากเราไปทั้งสิ้น เราอย่าไปคิดว่าเขาเหล่านี้จะจากเราไปแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนปฏิกิริยาเคมีที่มีปฏิกิริยาย้อนกลับ ว่าเราเองก็อาจจะกลับบ้านเก่าไปก่อนพวกเขาเหล่านั้นก็ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครรู้และก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ หน้าที่ของมนุษย์นั้นก็คือสร้างความดี เมตตาอารีย์ ไม่เบียดเบียนคนอื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในการใช้ชีวิตตลอดมา 36 ปีนั้น ถือว่าโชคดีที่มีชีวิตรอดปลอดภัยมาได้และยังได้มีโอกาสสร้างความดีในชาตินี้ แต่ความดีที่ทำนี้มันก็ยังอาจจะน้อยกว่ากรรมชั่วที่เคยทำมานับไม่ถ้สนในอดีตชาติก็ได้
ธรรมทำให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ธรรมสามารถทำให้เราเข้าใจถึงการเป็นไปของชีวิตและมีการเตรียมตัวก่อนตาย ในชีวิตของเรานั้นมีการสูญเสียพลัดพรากอยู่ตลอดเวลา แค่เอาเพียงพิจารณาจากร่างกายของเรา มีการสูญเสียอยู่ทุกวินาที หากเราเอาจิตเราไปยึดหรือผูกกับสิ่งใดเมื่อมีการสูญเสียก็จะเศร้าหมอง ดังนั้นการปล่อยวางอย่างมีสัมมาทิฐิ มีความเข้าใจการเข้าไปยึดกับสรรพสิ่งทั้งหลายของจิต ก่อให้เกิดทุกข์ จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถรับมือกับความสูญเสียได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเป็นของเรา ถ้าเราไม่จากมันไปก่อน มันก็ต้องจากเราไปในวันใดวันหนึ่งก็ตาม เปรียบเสมือนเรามีแจกันแก้วสวยงามมีค่าและเราก็รักมันมาก ดูแลรักษาทะนุถนอมมันอย่างดี ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องกลัวมันจะแตก วันนึงมันก็ต้องแตกแล้วจากเราไป หรือเราก็ตายก่อนทิ้งมันไว้เอาไปกับเราไม่ได้แม้กระทั่งคนที่เรารัก หรือคนที่เราชัง ถ้าคนที่เรารักเราก็อยากให้เขาอยู่กับเรานานๆ คนที่เราไม่ชอบเราก็ไม่อยากเจอ แต่สุดท้ายไม่ว่าเราจะรักหรือชัง เรากับเขาก็ต้องแยกจากกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิธีจะหลีกเลี่ยงจากการไม่ตาย ก็คือไม่เกิด การเกิดเป็นทุกข์ ณ วันนี้จากการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมมาทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมว่า การเกิดนั้นที่แท้ไม่ได้มีความสุขแม้แต่นิดเดียว ความสุขที่คนทั่วไปคิดถึงก็คือความสำเร็จในการตอบสนองกิเลสที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น คิดว่าการมีเงินนั้นจะมีความสุข มีรถดีๆขับจะมีความสุข มีอาหารอร่อยๆกินแล้วมีความสุข ได้แต่งงานกับคนนี้แล้วจะมีความสุข จะเห็นได้ว่าสุขเหล่านี้มันมีทุกข์เจือปนอยู่ตลอดเวลา มันไม่ได้เป็นสุขจากข้างในจิตใจแม้แต่อย่างใด ดังนั้นมนุษย์ทั่วไปจึงเสาะแสวงหาสะสมเครื่องบำรุงกิเลสอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรน แสวงหาอย่างไม่มีวันรู้จบ เพราะไม่เข้าใจในหลักของสัจธรรมที่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกามสุข บำรุงสุขภายนอกเมื่อเราตายไปแล้วไม่สามารถเอาอะไรไปได้ทั้งสิ้น แม้แต่ร่างกายอันแสนรักของเราเอง
การตายของอากงอาม่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราหมั่นระลึกถึงความตายบ่อยๆ ให้เข้าถึงหน้าที่ความเป็นมนุษย์ และมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาและมุ่งมั่นทำความดีให้มากทวีคูณขึ้นไป เพราะบุญและความดีเ่ท่านั้นที่เราจะนำติดตัวไปในชีวิตหลังความตายนี้ได้ และลดละเลิกบาปอกุศลให้ได้มากที่สุดเพราะมันก็จะติดตามเราไปด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นชีวิตที่เหลือนั้นเราจะต้องดำเนินไปด้วยความไม่ประมาทพลาดพลั้ง ดำเนินชีวิตไปตามมรรคมีองค์แปด อย่างน้อยถึงเราจะไม่พ้นทุกข์อย่างถาวรเข้าถึงมรรคผลนิพพาน เราก็จะดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันที่มีความทุกข์แต่ความทุกข์ไม่สามารถทำให้ใจเราเศร้าหมองได้ และการเดินตามมรรคมรรทาตามองค์สมเด็จพระศาสดานั้นก็จะทำให้เรามีจิตใจที่เป็นบุญกุศล และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายที่เป็นสิ่งที่เราต้องเจออย่างแน่นอน"