Tuesday, September 03, 2013

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่โรงพักนานกว่า 5 ชั่วโมง

วันนี้เป็นวันที่ใช้เวลานานแสนนานอยู่ที่โรงพักที่เดอแรม ไม่ต้องตกใจไปโรงพักไม่ได้หมายความไปมีเรื่องมีราวกับใคร แต่ได้รับงานด่วนเมื่อเช้านี้จากบริษัทล่ามแปลให้ไปแปลเคสที่โรงพัก ตอนได้รับข้อความก็ตอบกลับไปว่าวันนี้คงไม่ได้งานยุ่งเพราะยังไม่ได้ห่อของส่งให้ลูกค้าเลย และก็คิดว่าจะหยุดงานแปลไปสักพักก่อนเพราะว่างานของบริษัทยุ่งอยู่ พอขึ้นไปอาบน้ำก็ขบคิดอยู่ว่าควรจะไปเพราะเคสที่โรงพักเรียกตัวไปส่วนมากจะเป็นเคสด่วนและคนไทยกำลังมีปัญหาเรื่องภาษา เราควรจะไปช่วย เพราะอยู่ในฐานะที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่าจะยุ่งแค่ไหน คนเค้ากำลังลำบาก ก็เลยโทรไปบอกว่าจะไป ลงมาบอกลาสโลวว่าจะรับงาน ลาสโลวก็เลยถามว่าไหนว่าไม่รับงานแปลแล้วไง ก็ตอบลาสโลวว่าคนที่จะให้ข้าพเจ้าไปเป็นล่ามให้มันต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญ ดังนั้นขอรับงานนี้แล้วกัน

พอไปถึงที่โรงพักก็นั่งรออยู่สักพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกมาพบแล้วก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆให้ฟังว่าพี่คนนี้แกถูกทำร้าย ที่บ้านพักรวม เดี๋ยวก็จะเดินทางมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร พอเจอพี่เค้าก็ทักทาย พูดคุยถามเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เค้าก็รัวมาเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าก็งง อะไรฟะ ถ้าภาษาอังกฤษได้แล้วจะให้ตูมาทำไม ก็เลยบอกพี่เค้าให้พูดภาษาไทยก็ได้ แกก็บอกว่ามาอยู่ที่นี่ 18 ปีพูดจำไทยไม่ค่อยได้แล้ว อ้าวไหงเป็นงั้น ตูเป็นล่ามแปลไทยเป็นอังกฤษ แล้วก็อังกฤษเป็นไทย นี่ต้องมาแปลอังกฤษ เป็นอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษแกก็เป็นคนไทยพูดอังกฤษแบบไทยๆ ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการสอบปากคำว่าให้แกตอบเป็นภาษาอังกฤษก็แล้วกันแต่อันไหนที่ไม่เข้าใจเดี๋ยวจะทรานสเสต แปลให้เข้าใจกัน แต่ว่าข้าพเจ้าตอนโต้ตอบกับพี่คนนี้ก็พูดเป็นภาษาไทย เพราะเธอเข้าใจ

เรื่องของเรื่องก็คือพี่เค้าได้รับคำสั่งศาลให้มาอยู่บ้านหลังนี้ แล้วโดนเพื่อนร่วมบ้านทำร้ายทุบตี ซึ่งแกพยายามไม่สู้ไม่โต้ตอบ แล้วก็ต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกัน ยัยคนฝรั่งที่เริ่มเรื่องก็เอากรรไกรมางับๆจ่อที่หน้าแก ข่มขู่ ซึ่งแกก็ไม่รู้ว่าทำไมยัยฝรั่งคนนี้เค้าถึงเป็นแบบนี้ แกคิดว่ายัยคนนี้เป็นเจ้าของบ้านก็กลัวเค้าด้วย แต่จริงๆแล้วยัยฝรั่งคนนี้ก็เป็นแค่ผู้มาอยู่เหมือนกัน สู้กันจนตอนหลังแกวิ่งหนีออกนอกบ้านไม่คิดชีวิตไปถึงตู้โทรศัพท์แล้วแจ้งตำรวจ ตำรวจก็มารับตัวแกไปไว้ที่โรงพัก

เมื่อให้ปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจก็จะพาแกกลับไปที่บ้านพัก แต่แกไม่อยากกลับ ก็กลัวว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก แต่ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก แล้วต่างคนต่างแยกย้าย ข้าพเจ้าก็กลับมาบ้านทำกับข้าวให้ลาสโลว และก็ว่าจะแพ็คของส่ง ปรากฏว่าได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกว่าพี่เค้าไม่ยอมกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนี้เพราะกลัว เหตุการณ์มันยังหลอนอยู่ จึงอยากให้ข้าพเจ้ากลับไปเพื่อพูดคุยกับพี่เค้า

เมื่อกลับไปถึงที่โรงพัก เจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเค้าก็บอกว่าพี่เค้ามีอาการหลอนทางประสาทเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลยต้องติดต่อโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อน เพราะตำรวจก็ไม่แฮปปี้กับการที่พี่เค้าจะต้องกลับไปอยู่บ้านหลังนั้นอีก ก็ตอนนั้นไปถึงโรงพักตอนบ่ายสามครึ่ง คุยกับตำรวจ ก็ได้เข้าไปคุยกับพี่เค้าสนทนากันไปเรื่อยๆ ถามไถ่กัน ก็ปรากฏว่านัดหมอได้ตอน ทุ่มครึ่ง เลยต้องนั่งรอกันต่อไป แบบคุยกันจนหมดเรื่องคุย ก็กลัวพี่เค้าจะหิวก็ออกไปซื้อน้ำซื้อขนมให้พี่เค้า แล้วก็ซื้อมาม่าราเม็งให้พี่เค้าไปอีกสองห่อกันเหนียวเผื่อไปอยู่ที่ไหนก็เอาต้มน้ำกินได้ประทังชีวิต รอกันจนถึงทุ่มครึ่ง ตำรวจก็มาบอกให้ออกเดินทางไปโรงพยาบาล ก็ได้นั่งรถตำรวจไปโรงพยาบาล

ที่โรงพยาบาลก็ได้พบคุณหมอพูดคุย ก็ได้ทราบว่าพี่เค้ามีประวัติของการป่วยทางจิตมาอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็จะได้ยินเสียงแว่ว แบบคนคุยกัน แบบมาบอกโน่นบอกนี่ หมอเค้าซักประวัติ ซึ่งในระหว่างที่นั่งรอจะไปโรงพยาบาลอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้สังเกตว่าอยู่ดีๆ แกก็พยักหน้างึดๆ เหมือนคุยกับใครอยู่ ข้าพเจ้าก็ถาม พี่แกก็ตอบว่าเสียงบางอย่างมาคุยด้วย ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็คอยสังเกตการณ์อยู่ เพราะจำได้ครั้งนึงไปโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อแปลให้ป้าคนนึงซื่งป่วยทางจิต มีอาการคล้ายๆกันคือ พูดไทยไม่ได้แล้วแต่ฟังได้ จำได้ว่าหมอให้ถามอะไรก็ไม่รู้ แกก็ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษแบบฟัง โคตะระยากเลย หมอก็บอกวาไหนแปลซิป้าแกว่าไง โธ่หมอแกตอบเป็นอังกฤษ หมอไม่รู้ แล้วล่ามจะรู้ไหมเนี่ย ข้าพเจ้าก็เลยเดาไว้นิดๆว่า พี่คนนี้แกคงต้องมีอาการป่วยทางจิตอยู่บ้าง ซึ่งตอนถูกสัมภาษณ์จากหมอ ก็ อ๋อเลย ว่าแล้ว ปรากฏว่าแกก็ต้องไปอยู่บ้านที่รับคนที่ได้รับวิกฤติ ซึ่งหมอแกก็ถามว่าแกมีเงินติดตัวหรือเปล่า ข้าพเจ้าก็บอกหมอไปว่าไม่มี แต่ไม่ต้องกังวลข้าพเจ้ายินดีให้เงินข้าพเจ้ากับพี่แกไว้ เพราะกันเหนียว เผื่อฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้ เดชะบุญค้นในกระเป๋าตังค์มี 15 ปอนด์ ก็ให้แกไปหมดเลย แกก็ห่วงว่าเราเอาเงินให้ก็เลยบอกแกไปว่าไม่เป็นไรข้าพเจ้าทำงานได้ค่าแปล อันนี้ให้เพื่อช่วยเหลือพี่ที่กำลังลำบาก ไม่ต้องกังวลงานที่รับมานี่ก็ไม่ได้หวังเงินมากมาย ที่รับก็เพราะต้องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน แกก็ขอบคุณข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ตอนออกมาคุณหมอก็ถามว่าได้ให้เงินพี่เค้าไปเท่าไหร จะได้คืนไหม ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่ต้องห่วงถือว่าข้าพเจ้าบริจาคแล้วกัน

ตอนกลับตำรวจก็ขับรถตำรวจมาส่งถึงบ้าน ก็เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง ก็ถือว่าข้าพเจ้าได้ทำเต็มที่ในวันนี้ ถ้าไม่รับงานนี้พี่คนนี้ก็คงลำบาก ก็ได้ช่วยเหลือทางด้านจิตใจและทรัพย์ ไปโรงพักได้ช่วยคนไม่มากก็น้อย ก็ขอแบ่งบุญให้กับทุกๆคนด้วยคะ

Sunday, September 01, 2013

งานถวายองค์พระประธานวัดสันติวงศาราม

ในวันนี้ข้าพเจ้าและลาสโลวขอนำบุญมาฝากเพื่อนๆพี่น้องชาวเฟซกันคะ วันนี้วันที่ 1 กันยายน 2556 ข้าพเจ้าและลาสโลวได้มีโอกาสไปร่วมงานทอดผ้าป่าซึ่งพี่ไก่ กีรติพงศ์ เป็นเจ้าภาพ และงานถวายพระประธานพระพุทธชินราชหน้าตัก 32 นิ้ว มาประดิษฐานที่ห้องสวดมนต์ใหม่วัดสันติวงศาราม
บรรยากาศในตอนเช้างานทอดผ้าป่าก็มีโรงทานมาร่วมบุญกันพี่น้องก็อิ่มหนำสำราญและทำพิธีถวายผ้าป่าในช่วงเช้านี้ ได้ปัจจัยรวมทั้งหมดประมาณ 14000 กว่าปอนด์ก็ขอร่วมอนุโมทนากับทุกท่านรวมทั้งเจ้าภาพด้วยคะ
ในตอนบ่ายเป็นพิธีถวายองค์พระประธาน ซึ่งข้าพเจ้าได้เคยเล่าสู่กันฟังถึงประวัติความเป็นมาขององค์พระพุทธชินราชองค์นี้ไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอเล่าอีกครั้งท้าวความว่า ในครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เดินทางกลับไปปฏิบัติธรรมที่ร่มอารามสถานธรรม ข้าพเจ้าก็ได้เห็นองค์พระประธานในห้องปฏิบัติธรรมมีความงดงาม และองค์พระท่านดูมีความเมตตาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งองค์พระนี้หาดูได้ในปฏิทินในปี 2553 ซึ่งข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก และตอนนั้นคิดเล่นๆว่าหากว่ามีโอกาสก็อยากได้มีองค์พระแบบนี้มาประดิษฐาน ณ ประเทศอังกฤษให้คนได้กราบไหว้บูชา ณ เวลานั้น ทางวัดสันติวงศารามได้เริ่มโครงการขยับขยายพื้นที่ที่จะเพิ่มเนื้อที่เพื่อการปฏิบัติธรรมและศาสนกิจ เพราะอาคารวัดหลังที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเริ่มคับแคบในขณะที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ทางวัดยังมีกิจกรรม การปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นกิจกรรมที่ญาติโยมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความจำกัดในพื้นที่ จึงต้องจำกัดจำนวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ซึ่งบางคนมีความตั้งใจอยากมา แต่ต้องอกหักเพราะคอร์สเต็มแล้ว เพราะสถานที่ที่จะให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ และที่พักนั้นไม่อำนวย
ในขณะนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยเหลือทางวัดในการทำปฏิทินในปี 2553 และได้ฟังคำดำริของพระอาจารย์อ๊อดว่าอยากสร้างห้องสวดมนต์ใหม่ ข้าพเจ้าจึงเรียนพระอาจารย์อ๊อดท่านว่าถ้าหากพระอาจารย์ต้องการสร้างห้องสวดมนต์ ข้าพเจ้าและสามี (ลาสโลว) ขอเป็นเจ้าภาพพระประธาน ณ ห้องสวดมนต์ เพราะ พี่ชายของข้าพเจ้าเป็นเจ้าของโรงหล่อพระ และ ได้เป็นผู้หล่อพระประธานในสถานปฏิบัติธรรม ร่มอารามที่ข้าพเจ้ามีความประทับใจในองค์พระองค์นั้นเป็นอย่างมาก และในขณะนั้นก็ไม่ทราบว่าพระอาจารย์ต้องการพระพุทธรูปปางค์ไหนเป็นพิเศษ แต่คิดอยู่ในใจว่าถ้าท่านต้องการแบบไหน ข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะให้หล่อพระประธานขึ้นมาใหม่เพื่อความสวยงาม  เรื่ององค์พระก็ยังไม่เป็นจริงเป็นจังกันในขณะนั้นเพราะยังไม่ได้เริ่มงานอะไร
ในช่วงฤดูร้อน ปี 2554 ข้าพเจ้าได้เดินทางไป Coventry เพื่อไปติดต่อเรื่องการทำเวปไซด์และวีดีโอของบริษัท ข้าพเจ้าก็เลยชวนลาสโลว ว่าเรามากันทางใต้ประมาณนี้ ก็อยู่ไม่ไกลวัดสันติวงศาราม ประกอบกับลาสโลวยังไม่เคยมาที่วัดนี้ ก็เลยถือโอกาสเดินทางไปที่วัดและขอพักที่วัด 1 คืนเพราะไปถึงที่วัดก็เป็นเวลาเย็นมาก ขับรถเดินทางกลับก็จะไม่สะดวก ก็ได้รับความเมตตาจากพระอาจาย์ ให้เข้าพัก ณ ห้องเบอร์ 3  ในห้องเบอร์ 3 ที่วัดปัจจุบัน หากพี่น้องได้เคยเข้ามาพัก ในห้องนั้นจะมีรูปของพระพุทธชินราชองค์จริงอยู่ที่ผนัง ข้าพเจ้าและลาสโลวรู้สึกชอบมากเพราะสวยงาม แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ได้ร่วมทำวัตรเช้าและเย็นกับทางวัด ตลอดจนได้รับการดูแลจากคุณพี่ปิ๋วเป็นอย่างดีจนเดินทางกลับ
หลังจากนั้นไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้รับข่าวจากพระอาจารย์อ๊อดว่า อยากได้พระพุทธชินราชมาเป็นพระประธานที่ห้องสวดมนต์ ตอนนั้นก็ประมาณปลายปี 2554 ซึ่งข้าพเจ้าและลาสโลวได้เดินทางไปเมืองไทยประจำปีตอนปีใหม่ และพอดีปาป๊าและแม่ของข้าพเจ้าต้องเดินทางไปเสาชิงช้าเพื่อไปเช่าองค์พระปางค์ไสยาสน์ไปประดิษฐาน ข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้มีโอกาสได้เข้าชมองค์พระพุทธชินราชที่ร้านขายพระ แต่ก็ยังไม่ถูกใจ เพราะความปราณีตมันยังไม่ใช่อย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ แต่เข้าไปชมขนาดดูก่อนจะได้กะประมาณได้ ข้าพเจ้าในใจอยากได้ประมาณ 40 นิ้วที่กะไว้  แต่ก็ต้องกลับมาปรึกษาพระอาจารย์อีกที ซึ่งคุณแม่ของข้าพเจ้าได้เกริ่นว่าไม่รู้ว่าพี่ชายของข้าพเจ้ามีองค์พระพุทธชินราชหรือเปล่า หรือถ้ายังไงอาจจะต้องหล่อใหม่หรือเปล่าเพราะที่ร้านไม่ค่อยสวยเลย
เมื่อข้าพเจ้ากลับมาที่อังกฤษ ปี 2555 ข้าพเจ้าก็อีเมลไปถามขนาดกับราคาขององค์พระที่ร้านเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล ณ เวลานั้น คุณแม่ของข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสคุยกับพี่ชายของข้าพเจ้า ขอเรียกอาเฮียนะคะเพื่อความเป็นกันเอง อาเฮียบอกว่าเค้ามีพระพุทธชินราช ขนาดหน้าตัก 32 นิ้ว แม่ของข้าพเจ้าบอกอาเฮียว่าข้าพเจ้าอยากได้ 40 นิ้ว อาเฮียเค้าก็บอกว่า 32 ดีกว่า ร่างกายเรามีอาการ 32 และไม่อยากให้ข้าพเจ้าไปเช่าตามร้านขายพระเพราะเป็นร้านตลาดไม่มีความปราณีต แม่ของข้าพเจ้าก็บอกว่าจะลองคุยกับข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าขนาด 32 นิ้วองค์พระจะใหญ่ขนาดไหน แต่อยากได้องค์ใหญ่ๆ ให้ห้องสวดมนต์ดูขลังๆ พอดีช่วงนั้นจะต้องกลับเมืองไทยไปปฏิบัติธรรม ก็เลยบอกอาเฮียว่าเดี๋ยวจะขอลองไปดูขนาดก่อนยังไม่ชัวร์
เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเมืองไทย ตอนเดือนกันยายน ปี 2555 ข้าพเจ้าก็ได้แวะไปที่ร้านของอาเฮียที่อยู่ที่นนทบุรี แต่โรงงานอยู่ที่บางปะกอก ไปกับมาม๊า ก็ได้เห็นองค์พระองค์จริงแต่ท่านอยู่ในห่อพลาสติกอย่างที่พวกเราได้เห็นกันในวันนี้ ข้าพเจ้าดูขนาดก็น่าจะพอได้ พอดีพี่คนที่เฝ้าร้านก็บอกว่าองค๋พระพุทธชินราชนั้นหน้าตัก 32 นิ้วจริงแต่รวมฐานแล้วมากกว่า 32 นิ้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์พระตั้งอยู่ข้างพระอีกองค์นึงซึ่งขนาดหน้าตัก 50 นิ้วดูใหญ่มากเกิน ข้าพเจ้าก็เลยปรึกษากับมาม๊าว่าเดี๋ยวลองถ่ายรูปส่งไปให้พระอาจารย์ดูก่อน แต่ก็ไม่ได้ส่งเพราะไปปฏิบัติธรรมแล้วคอมก็ไม่สามารถต่อกับกล้องได้ไม่ค่อยสะดวก แต่ก่อนกลับมาก็ได้โทรคุยกับอาเฮียว่าจะมาปรึกษาพระอาจารย์ก่อน และขอราคามาด้วย อาเฮียบอกว่าถ้าข้าพเจ้าอยากได้จะลดให้ราคาพิเศษ และองค์พระองค์นี้เป็นองค์ที่ถอดแบบออกมาจากพิมพ์ ซึ่งพิมพ์นี้มีคนมาจ้างหล่อแต่อาเฮียเห็นว่าพิมพ์สวยก็เลยหล่อเก็บเอาไว้ชื่นชมเอง แต่ถ้าใครสนใจก็ติดต่อขอเช่าได้ การหล่อเป็นหล่อแบบเหล็กหนากว่าปกติด้วย เฮียเค้าเอาไปตั้งที่ร้านไว้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว มีคนมาดูๆ ขอต่อราคานิดๆ หน่อย แต่เฮียไม่ให้เช่าเพราะก็รู้สึกผูกพันและมีความรักในองค์พระองค์นี้ แต่ถ้าข้าพเจ้าอยากได้อาเฮียเต็มใจจะให้เช่า
เมื่อกลับมาที่อังกฤษแล้ว ได้นิมนต์พระอาจารย์มาที่เดอแรมเพื่อทำบุญประจำปี ตอนเดือนตุลาคม 2555 ได้เอารูปให้ท่านดู ก็เป็นรูปองค์พระห่อพลาสติก รายละเอียดไม่สามารถเห็นได้ พระอาจารย์อ๊อดท่านก็ว่า เอาองค์นี้เลยโยม ข้าพเจ้าก็รีบโทรไปบอกมาม๊าให้รีบบอกอาเฮียว่าขอจองอย่างด่วนเลย เอาองค์นี้แน่นอน หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฝากเรื่องมาม๊าไปบอกอาเฮีย วันถัดไปก็มีคนมาติดต่อขอเช่าองค์พระนี้ พี่ชายของข้าพเจ้าก็บอกว่าได้ให้เช่าไปแล้ว เค้าก็โวยวายว่าอะไรกันเค้าจะเอาทำไมไปให้คนอื่นเช่า แล้วก็มาอีกหลายรายที่เคยมาดูไว้ระหว่างสองปีที่องค์พระตั้งอยู่ที่หน้าร้าน
เมื่อได้ตกลงกันแล้วว่าขอเช่าพระพุทธชินราชองค์นี้ ปัญหาต่อไปก็คือเรื่องชิปปิ้ง ซึ่งข้าพเจ้ากังวลอยู่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกมืดแปดด้านเพราะอยู่ที่อังกฤษจะทำอย่างไรดี ติดต่อใครดี ก็ปรึกษากับคุณพ่อ คุณพ่อของข้าพเจ้าก็รีบบอกว่า ไม่ต้องกังวล ป๊าเคยเกริ่นเรื่องนี้กับเพื่อนชื่อคุณอาชูชัย และคุณอาบอกว่าเรื่องชิปปิ้งเดี๋ยวคุณอาจะจัดการให้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกโล่งอกว่าจะได้นำองค์พระมาที่นี่ได้อย่างไม่ขัดข้อง การนำองค์พระออกนอกประเทศก็ไม่ง่ายต้องไปทำเรื่องติดต่อกับกรมศิลปากร ทางวัดก็ได้ส่งเอกสาร และข้าพเจ้าก็ได้นำกลับไปเมืองไทยเพื่อที่จะนำไปให้คุณอาชูชัย


เมื่อได้กลับไปเมืองไทยตอนเริ่มปีใหม่ 2554 พี่ชายของข้าพเจ้าก็ได้นำองค์พระมาที่โรงงาน เพื่อทำการถ่ายรูปประกอบเอกสารส่งกรมศิลป์ ข้าพเจ้า คุณแม่ และลาสโลว ก็ได้เดินทางไปที่โรงงานของพี่ชายข้าพเจ้าเพื่อชำระเงิน และถ่ายรูป ข้าพเจ้าก็ได้เห็นองค์พระตอนแกะพลาสติกออก ท่านดูงดงามมาก เหมือนกับที่พี่น้องได้เห็นกันในวันนี้ สวยมาก ลาสโลวและคุณแม่ของข้าพเจ้า ก็รู้สึกประทับใจมาก ถ่ายรูปกัน ดูแล้วดูอีก เมื่อนำเอกสารไปให้คุณอาชูชัย เอารูปจริงให้คุณอาดู คุณอาเกิดความประทับใจในความสวยงามขององค์พระ ก็เลยขอร่วมบุญโดยไม่คิดค่าชิปปิ้งที่ดำเนินการในเมืองไทย ข้าพเจ้าจึงรับผิดชอบแค่ค่าเรือและค่าภาษีตอนออกของ  และการขออนุญาตทางกรมศิลปากร คุณอาชูชัยก็ได้จัดการทำให้อย่างเรียบร้อย
เมื่อข้าพเจ้ากลับมาอังกฤษ คุณพ่อกับคุณแม่ของข้าพเจ้าก็รับดำเนินเรื่องต่อ คือการแพ็คเข้าลังเพื่อส่ง คุณอานพภรณ์ เจ้าของโรงแพ็คลัง เมื่อเห็นองค์พระก็มีความศรัทธาและประทับใจในความสวยงามขององค์พระ ก็ขอร่วมบุญโดยไม่คิดมูลค่าการแพ็คลังและส่งขึ้นเรือ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ ก็แสดงถึงความมีจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และตามที่ว่าเราคงมีบุญมาร่วมกัน
การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลขององค์พระเริ่มเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เดินทางมาถึงท่าเรือวันที่ 5-6 มีนาคม รอออกของและมาถึงวัดสันติวงศารามวันที่ 14 มีนาคม 2556 ในช่วงระหว่างที่ข้าพเจ้าได้กลับมาอังกฤษพระอาจารย์อ๊อดท่านบอกว่ามีคนอยากร่วมบุญองค์พระ ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจและขออนุโมทนากับพี่น้องทุกท่านที่ได้รับข่าวและได้ร่วมส่งปัจจัยมาให้ซึ่งก็ได้ใช้ไปในการรับและขนส่งองค์พระมาที่วัดสันติวงศาราม ปัจจัยปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 327.23 ปอนด์ ก็จะถวายให้กับทางวัด หรือหากท่านใดอยากจะร่วมบุญก็ยังติดต่อมาได้คะ
เมื่อองค์พระมาถึงก็ถูกแพ็คลังมาอย่างดี แต่ได้นำเก็บไว้ที่วัดปัจจุบันเพราะวิศวกรช่างก่อสร้างกังวลว่าอาจจะโดนขโมยไปได้เพราะขโมยชุกชม เข้ามาขโมยของหลายอย่างที่วัดใหม่ไปในขณะก่อสร้าง เมื่อช่วงเวลาประมาณเดิอนเมษาข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้เดินทางไปที่วัดสันติวงศารามเพื่อเยี่ยมชมดูว่าลังส่งมาเรียบร้อยหรือไม่ และพอดีวันนั้นพี่จีและน้องแอ๋วได้จัดงานทอดผ้าป่า ในตอนบ่ายพระอาจารย์ท่านก็เลยให้ตัดลังเปิดดูองค์พระเพื่อให้ญาติโยมได้ชมกันว่าองค์พระประธานมีลักษณะความงดงามเป็นอย่างไร ก็ตัดลังให้เห็นบางส่วน แต่องค์พระก็ถูกห่ออย่างแน่นหนาด้วยพลาสติก และถูกเก็บไว้ในลังเป็นอย่างดีเพื่อความสะดวกในการขนย้าย
ตลอดเวลา จากวันที่ 14 มีนาคม 2556 จนถึงวันนี้ 1 กันยายน 2556 เวลาเที่ยงวัน ก็ยังไม่มีใครที่อังกฤษได้เห็นองค์พระองค์จริงๆ ซักที ที่พระอาจารย์ทุกรูปได้เห็น หรือพี่น้องที่อยู่ช่วยงาน ตลอดจนช่างได้เห็น ก็คือองค์พระที่ถูกหุ้มด้วยพลาสติก หรือเคยเห็นจากรูปถ่าย  ความงดงามขององค์พระในห่อพลาสติกก็ยังเป็นที่ปรากฏว่ามีความละเอียดพิจิตรบรรจงและพิถีพิถันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีใครได้เห็นผ่านห่อพลาสติก  ก่อนถึงวันงานพระอาจารย์อ๊อดก็ได้ทำฐานพระด้วยท่านเองด้วยไม้เก่าจากตึกอายุ 180 ปี และได้นำองค์พระขึ้นประดิษฐานบนแท่น ซึ่งขนาดขององค์พระช่างเหมาะพอดีกับห้องสวดมนต์ ได้เป็นอย่างดี หน้าตัก 32 นิ้วขององค์พระบวกฐานไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป กลมกลืนสวยงามเป็นอย่างมาก

ในวันนี้วันที่ 1 กันยายน 2556 พระอาจารย์ท่านได้เมตตาให้ข้าพเจ้าและลาสโลว นำกล่าวคำถวายองค์พระแด่วัดสันติวงศาราม ในการกล่าวถวายนั้นข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งเป็นอย่างมาก แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันรู้สึกปลาบปลื้ม และดีใจที่ได้ทำงานนี้สำเร็จ โดยการนิมนต์พระพุทธชินราชอันงดงามและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยข้ามน้ำข้ามทะเลมาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้  และข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่ 40 ในสองอาทิตย์ข้างหน้านี้  และได้มีโอกาสทำงานสืบสานพระพุทธศาสนา และนำพาได้มีโอกาสนำพาลาสโลวซี่งเป็นชาวฮํงการี นับถือศาสนาคริสต์มาร่วมถวายองค์พระ และสามารถนำองค์พระมาให้พี่น้องชาวไทยผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนามากราบสักการะ และร่วมยินดีกับองค์พระนี้ บางจุดของการกล่าวคำถวายพี่น้องบางท่านก็จะได้ยินเสียงข้าพเจ้าไม่คงที่ เพราะต้องกลั้นน้ำตาแห่งความปีติในครั้งนี้ ตลอดทั้งข้าพเจ้ารู้สึกระลึกถึงบุญคุณของปาป๊า, แม่, ครูบาอาจารย์ทุกท่านในได้อบรมสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดทั้งบุญคุณของสัมมาอาชีพของข้าพเจ้าและลาสโลวก็คือการขายซอลไปท์ ลูกค้าทุกคนที่ซื้อของข้าพเจ้าทั้งรายย่อย

รายใหญ่ ข้าพเจ้ามีความรำลึกถึงบุญคุณของท่านเหล่านั้น หากไม่ได้ท่านเหล่านี้สนับสนุนสินค้าของข้าพเจ้า ก็คงจะไม่มีวันนี้อย่างเด็ดขาด และนักเรียนฟันดาบที่เสียเงินเสียทองมาร่ำเรียนกับข้าพเจ้าและลาสโลว บุญคุณของแผ่นดินนี้ เจ้าของประเทศนี้ที่ได้มาให้อยู่อาศัยทำกิน ต่างๆ นานพรั่งพรูมา แต่ว่าก็ต้องตั้งสติ เพราะต้องกล่าวนำให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงพี่ๆบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ยินดี กับการถวายองค์พระนี้ หลังจากนั้นพระอาจารย์ท่านสวดบทกรวดน้ำและชยันโต และให้ข้าพเจ้ากับลาสโลวแกะพลาสติกที่ห่อองค์พระออก
นี่ก็เป็นครั้งแรกของพระอาจารย์ทุกรูป และพี่น้องชาวพุทธศาสนิกชนที่วัดสันติวงศารามได้เห็นพระพุทธรูปองค์จริงว่ามีความงดงามเป็นอย่างมาก องค์พระพักต์ท่านเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเมตตา ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่เห็นพี่ๆน้องๆทุกท่านมีความสุข หน้าเปื้อนยิ้มกันทุกคน ได้ถ่ายรูปกับองค์พระด้วยความสุข
แต่งานองค์พระยังไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซนต์เพราะยังเหลืองานปิดทองที่จะมีขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งอาเฮียและพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าจะมาดำเนินการปิดทององค์พระ เจ้าของโรงงานมาเอง ก็ต้องลุ้นวีซ่าว่าให้ได้ก่อนวันที่ 10 กันยายน เพราะตั๋วจองไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากปิดทององค์พระ องค์ท่านก็จะดูสง่างามเปล่งปลั่ง ให้พุทธศาสนิกชนได้ปลาบปลื้มกันอีกครั้งคะ
 

 

ก็ขออาราธนาผลบุญในครั้งนี้ ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้าทุกรูปทุกองค์ และขอถวายบุญกุศลในครั้งนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาลของสยามประเทศ, พระจุลจอมเกล้า (เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ขอถวายบุญกุศลในครั้งนี้ให้กับประเทศอังกฤษที่เราได้มาอยู่อาศัย สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธและพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกท่าน และวิญญาณบูรพกษัตริย์และบรรพบุรุษของประเทศนี้ และขอส่งผลบุญนี้แด่ดวงวิญญาณและเทวดาอารักษ์ของอาคารสถานที่แห่งนี้ที่ได้เป็นสถานที่ให้ผู้คนได้พบทางพ้นทุกข๋ และขอส่งผลบุญนี้ให้แด่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม พระอาจารย์ใหญ่ของข้าพเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าเดินทางในกระแสธรรม และคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า และญาติพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าและลาสโลว
ขอผลกุศลเหล่านี้จงสำเร็จแด่พี่น้องพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ขอให้ท่านมีความสุข มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีความเจริญในธรรมได้มีโอกาสเข้าสู่กระแสนิพพานกันทุกท่าน ด้วยเทอญ
ข้าพเจ้าและลาสโลวขอกราบในความเมตตาของพระอาจารย์ทุกท่านที่ได้ให้โอกาสในการสืบสานพระพุทธศาสนาในครั้งนี้เจ้าคะ
อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควา    พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ      (กราบ)
สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธัมมัง นะมสามิ (กราบ)

สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

Tuesday, June 18, 2013

เมื่อได้รับเชิญเข้าไปร่วมงานการ์เด้นปาร์ตี้ของพระราชินีอลิซาเบ็ทแห่งประเทศอังกฤษ


เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556 (2013) ได้มีโอกาสติดตามลาสโลวเข้าวังบัคกิ้งแฮม เนื่องจากลาสโลวเค้าเป็นหัวหน้าโค้ชของนักกีฬาพาราลิมปิคฟันดาบที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิค พาราลิมปิค ลอนดอน 2012 ทุกๆครั้งหลังการแข่งขันก็จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระราชินีให้เข้าร่วมงานจัดเลี้ยงนักกีฬาในพระราชวังบัคกิ้งแฮม แต่ครั้งนี้มีจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก ก็เลยให้ร่วมแค่งานการ์เด้นปาร์ตี้ที่จัดขึ้นที่สวนในพระราชวังบัคกิ้งแฮม

ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นผู้โชคดีที่เป็นคนไทยธรรมดาคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปในพระราชวังบัคกิ้งแฮมนี้ในฐานะผู้ร่วมงาน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป นับว่าเป็นโอกาสอย่างดีในชีวิตอีกหนึ่งครั้งที่ได้มีประสบการณ์อันมีเกียรติอย่างนี้ การเข้าวังในวันนั้นก็วุ่นวายพอสมควร ทั้งเสื่อผ้าหน้าผม เดชะบุญที่เคยได้ตัดชุดไทยประยุกต์เป็นผ้าไหมไทยเลื่อม สีเขียวทองไว้ ไม่เคยมีโอกาสได้ใส่เลยในชีวิตก็มาได้ใส่ในงานนี้นี่แหละ ก็ถือได้ว่าเป็นตัวแทนคนไทย โชว์เอกลักษณ์ความเป็นไทย เสื่อผ้าไทย โดยเฉพาะความสวยงามของการถักทอผ้า พูดถึงชุดก็คิดว่าน่าจะดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์มากกว่าคนทั่วไปที่ใส่ชุดแบบสากล ตอนแรกก็ยังลังเลเพราะกลัวอลังการเกินเหตุ แต่ได้มีพี่ๆให้การสนับสนุนว่าเราควรจะภูมิใจในชุดของเราชาวไทย แล้วก็ยังได้กลัดเข็มกลัดพระราชทานที่มาม๊าให้มาเข้าไปในวังด้วย



ภายในพระราชวังนั้น ห้ามถ่ายรูปเพราะเต็มไปด้วยรูปวาด เฟอร์นิเจอร์งดงาม  แต่ตรงสวนถ่ายได้ไม่มีปัญหา เมื่อได้เข้าไปในวังแล้วก็คนเยอะมาก ทางพระราชวังก็จัดเตรียมของว่างให้แขกได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากนั้นตอน 4.00 พระราชินีกับพระสวามี ก็เสด็จจากตัวตึกของพระราชวังมายังเต๊นท์ของว่าง ซึ่งเป็นระยะทางค่อนข้างไกล ระหว่างทางท่านก็ได้มีปฏิสันถารกับคนในงาน ข้าพเจ้าไม่รู้เท่าทันเลยได้ยืนอยู่แค่แถวหน้าเต๊นท์ แต่ก็ได้เห็นพระองค์ท่านในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล พระองค์ท่านทรงแข็งแรงมาก เพราะตลอดเวลาจาก 4 โมงถึง 5 โมงกว่าท่านไม่ได้นั่งเลยแม้แต่นิดเดียว และท่านก็ไม่ได้หยุดทักทายอาคันตุกะของท่านอยู่ตลอดเวลา ท่านและพระสวามีก็พระชนมพรรษามาก พระราชินีท่านพระชนมายุ 87 พรรษา และพระสวามีท่านพระชนมายุ 91 พรรษา ณวันที่ได้เข้าเฝ้า แต่ท่านอายุ 92 ในอีกสองวัน และหลังจากงานนี้ พระสวามีของพระราชินี ดุ๊คออฟเอดินเบอร์ค ท่านก็ได้เข้าผ่าตัดทันที  ก็รู้สึกซาบซึ้งถึงความใจดีของพระองค์ท่านเพราะท่านดูเป็นกันเองกับทุกๆคนมาก และท่านดูธรรมดา ธรรมดา ไม่ต้องพิธีรีตรองมากมาย และเจ้าหน้าที่ในพระราชวังทุกคนก็เป็นกันเองกับแขกทุกท่าน ไม่ได้ถือตัวถือตนเลย ก็เป็นความประทับใจเป็นอย่างมาก

ก็นับว่าเป็นโอกาสดีของชีวิตที่ได้มีโอกาสนี้ ก็ต้องขอขอบคุณลาสโลว ที่ทำงานหนักและได้รับโอกาสนี้ และอนุญาตให้ติดตามไปด้วย

Thursday, May 16, 2013

พระประธานวัดสันติวงศาราม อัพเดท 3



หายไปนานไม่ได้มาอัพเดทบล็อคเป็นเวลาประมาณ  3 เดือน เอาเรื่องแรกก่อนก็คือเรื่องขององค์พระประธานวัดสันติวงศารามในขณะนี้ได้มาถึงที่วัดสันติวงศารามเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 15 มีนาคม 2556 แต่ในขณะนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้ ณ อาคารเก่าเนี่องจากทางวิศวกรได้เกรงว่าถ้าอัญเชิญองค์พระท่านไปไว้ ณ อาคารใหม่ขณะก่อสร้างจะมีขโมยมือดีมาละเมิดศีลข้ออทินนาทานาได้ ถึงแม้ว่าองค์พระท่านจะหนักมาก แต่ยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้ ก็ยังมีพี่น้องที่เข้ามาร่วมบุญถวายองค์พระแด่ทางวัด ถึง ณ ปัจจุบัน ดังนี้คะ
1. พี่ทิดสี (ส.ศาลา ทุ่งช้าง
2. พี่จอย (นิรมล  Moore)
3. น้องโซรี่ (พณรัตน์ พรรณาภพ)
4. คุณลักษณา ฟอสเตอร์
5. พี่ไก่ (Keeratipong)
6. น้องแอนนา (ฐิติรัตน์ เรืองบุญ) และครอบครัว
7. น้องบังอร Murray
8. Mrs. Nutjarn Suridale and Mrs. Wongchaya Miller
9. พี่แหม่ม (เต็มดวง Goodchild) และครอบครัว
10. น้องแจ๋ว(ตรีบุษย์ชญา)
11.พี่นุช และเพื่อนๆ จาก Durham
12. ป้าอารีย์ อยู่บูชา
13. น้องปุ๊ก (ยุวพา) และ Ian Gibbson
14. น้องเล็ก (ทวีศักดิ์ นาคสงคราม)
15. พี่รมย์ (จิรนันท์ Howard)
16. พี่หวาน (ฝากฝัน วงศ์มั่น)
17. พี่สมปอง Carr
18. พี่ณี (วรรณี Clark)
19. พี่เกสร
20. พี่ poppy  (ประทุม มัวร์)
21. คุณโสภาวดี คุณสิติ และมาร์ค เยลแลนด์
22. คุณจินดาวรรณ ภักดี และครอบครัว
23. คุณพรหมพร  Moore
24. น้องนก (พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก)
25. ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

ตอนนี้ปัจจัยอยู่ที่ 327.23 ปอนด์ หลักจากได้หักค่าการขนส่งและเคลียร์ภาษีองค์พระไปเป็นจำนวนพันกว่าปอนด์คะ

การร่วมบุญก็ยังเปิดโอกาสให้อยู่นะคะจนถึงวันที่จะทำการถวายองค์พระหลังจากปิดทอง ส่วนเรื่องการปิดทองก็คงจะเป็นช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่ได้สนทนากับพระอาจารย์ เพราะทางช่างขอเลื่อนการปิดโปรเจคไปอีกเดือนหนึ่ง  แล้วใกล้ๆ ปิดทองจะมาบอกบุญกันให้ทราบอีกครั้งนะคะ

ขออานิสงส์การร่วมบุญถวายองค์พระในครั้งนี้จงส่งผลให้ทุกท่านมีความสุข เจริญด้วยอายุ วรรณ สุขะ พละ และคิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาทุกประการเทอญ

ปล. หากขาดตกบกพร่องรายชื่อของท่านใดไปก็กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี่นะคะ


Wednesday, February 13, 2013

วันแห่งความรัก (รักมันอะไรกันแน่)


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คนทั่วไปถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งความรัก ตามร้านทั่วไปก่อนหน้าวันนี้ก็จะมีดอกไม้สีแดง การ์ดนานาสารพัดแบบที่จะเป็นสื่อแห่งความรัก ความรักคืออะไร นั้นก็บอกกันไม่ได้ขึ้นๆแต่นิยามของแต่ละคน ความรักเป็นความรู้สึก รู้สึกอะไรในทางโลกก็จะรู้สึกว่าคนสองคนมีความผูกพันซึ่งกันและกัน เรารักเฉพาะคนที่เราเลือกอยากรัก ยังเป็นรักแบบเจาะจง เมื่อพูดถึงความรักประเภทนี้ก็มีประสบการณ์มาแชร์ ก็น่าจะเป็นหัวข้อในเรื่องเดียวกัน พอดีวันนี้ต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ใช่ว่ามีคดีหรือแต่อย่างไร แต่มาเป็นล่ามแปลให้กับคนไทยที่เมืองนอทติ้งแฮม ก่อนจะมาก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องอะไรแต่รู้เพียงแค่ว่ามาแปลให้ฝ่ายจำเลย คดีนี้เป็นคดีที่ขึ้นศาลอาญามีอยู่ว่าน้องหญิงคนนี้ได้ถูกกล่าวหาในข้อหาว่าทำร้ายร่างกายฝ่ายชายไม่ทราบว่าเป็นสามีหรือไม่ โดยการเอามีดไปปาดโดนมือฝ่ายชายเป็นรอยที่อุ้งมือ และอีกข้อหาคือการกักขังบริเวณฝ่ายชาย ซึ่งทางน้องหญิงคนนี้ก็โดนตำรวจจับเข้าคุกมาเป็นเวลา 12 อาทิตย์ในข้อหาทำร้ายร่างกาย และเธอมาขึ้นศาลในวันนี้ก็เพื่อยอมรับผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายฝ่ายชาย มาเข้าเรื่องว่าทำไมมันจะโยงมาถึงเรืื่องความรักได้ โปรดติดตามกันต่อไป

พอดีข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับนัองหญิงคนนี้ว่าเหตุมันเกิดได้อย่างไร เพราะนี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะทางฝ่ายทนายได้บอกว่าก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทะเลาะวิวาทกันโดยฝ่ายหญิงได้แทงฝ่ายชายที่ไหล่แต่ผลปรากกฏ ณ ขณะนั้นฝ่ายชายก็ล่อเอาฝ่ายหญิงซะน่วมถึงกับขั้นกรามหักกันเลยทีเดียว ได้เห็นรูปถ่ายที่ทางทนายให้ดูแล้วก็สยองเพราะเล่นเอาจำหน้ากันแทบไม่ได้เลยทีเดียวเชียว น้องหญิงคนนี้เค้าก็บอกว่าสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันนั้นสืบเนื่องมาจากความหึงหวง เพราะฝ่ายชายหึงหวงฝ่ายหญิงกลัวว่าจะมีกิ๊กใหม่ส่วนฝ่ายหญิงก็หึงหวงฝ่ายชายในทำนองเดียวกัน ก็เลยทะเลาะกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งแต่น้องหญิงคนนี้เค้าก็สารภาพว่าก็รักฝ่ายชาย แต่ก็บางทีก็ประชดฝ่ายชายทำทีว่ามีเพื่อนชายใหม่ๆ มาสนใจ(แบบเรียกร้องความสนใจ)เพราะฝ่ายชายก็หน้าตาดีมีสาวๆมาเหล่บ่อย ในขณะที่อยู่ที่ศาลน้องหญิงก็ได้ติดต่อกับฝ่ายชายทั้งๆที่ศาลสั่งห้ามก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะเข้าห้องตัดสินทนายก็ให้คำปรึกษาว่าฝ่ายหญิงควรจะยอมรับผิดทำร้ายร่างกายฝ่ายชายจริงแต่ถ้าหากไม่ยอมรับผิดและขอฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเรื่องก็จะยืดเยื้อต่อไปและเหตุการณ์ที่มีดเสียบไหล่และกรามหักนั้นก็จะถูกนำมาดำเนินคดีซึ่งทางทนายเห็นแล้วว่าทางฝ่ายหญิงอาจจะเสียเปรียบและหากเมื่อศาลมีการตัดสินว่าทำผิดจริงเพราะเธอจะถูกมองจากผู้พิพากษาว่าเป็นมือมีดไปเสียแล้ว เพราะเอะอะอะไรก็มีมีดมาเกียวข้องก็จะได้รับโทษหนักซึ่งทางทนายได้ชี้แจงข้อดีข้อเสียนี้ให้ฟัง น้องหญิงนางนี้ก็เลยยอมรับผิดแต่โดยดีและศาลตัดสินจำคุก 18 อาทิตย์ แต่เนื่องจากว่ายอมรับผิด ก็ลดหย่อนโทษให้เหลือแค่จำคก 12 อาทิตย์ และเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ก็ลดหย่อนโทษให้เหลือเพียงแค่ 11 อาทิตย์ เนื่องจากว่าน้องหญิงนางนี้ได้ถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา 12 อาทิตย์ก็เลยถือว่าได้รับโทษไปแล้วล่วงหน้า วันนี้ก็เลยถูกปล่อยตัวกลับบ้านได้และการฟ้องร้องดำเนินคดีก็ถูกทำให้เสร็จสิ้นลง เป็นอันว่าจบคดีความกันไป

ก่อนที่น้องหญิงนางนี้จะถูกปล่อยกลับบ้านก็้ได้มีโอกาสคุยกัน ระหว่างทางที่เดินมาหาน้องหญิงคนนี้ในคุกข้างล่างในศาล(น้องเค้าเข้าคุก ศาลตัดสินว่าออกจากคุกได้ก็ต้องกลับเข้าไปเพื่อทำการออกอย่างเป็นทางการ) กับทนายก็ได้ยินเค้าคุยเดากันว่าน้องหญิงนางนี้จะกลับไปอยู่กับกระทาชายฝ่ายฟ้องร้องหรือไม่ ข้าพเจ้าก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันคงเป็นสิ่งแน่นอนเพราะหล่อนเพิ่งไปหาเค้าเมื่อวานนี้นี่เอง ทางทนายก็มาคุยกับเธอผู้นี้และบอกว่าคดีได้จบสิ้นแล้ว แล้วทางทนายก็บอกว่าหากหล่อนจะกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับกระทาชายหนุ่มนี้มันก็เป็นเรื่องของเธอ ก็ต้องระมัดระวังเพราะในมุมของเค้ามันเป็นความสัมพันธ์ที่แย่มาก แต่หากน้องหญิงเลือกทางเดินที่จะกลับสืบสานความสัมพันธ์กับเค้าต่อ ทนายก็เตือนว่าอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิิดขึ้นอีกเพราะเธอได้มีประวัติและได้ยอมรับผิดว่าได้ทำร้ายร่างกายฝ่ายชาย หากเกิดเรื่องแบบเดิมๆอีก คราวนี้จะไม่รอดเเหมือนคราวนี้แน่

เมื่อระหว่างรอปล่อยต้วก็เลยถามน้องหญิงว่าจะกลับไปสืบสานความสัมพันธ์กันต่อไม๊ หล่อนก็ตอบว่าคงสานสัมพันธ์กันต่อเพราะรักฝ่ายชาย และฝ่ายชายก็รักเธอ ก็มาถึงประเด็นที่ว่าถ้ารักกันทำไมถึงสามารถทำร้ายทำลายกันได้ปานนี้ พอดีได้นึกถึงประโยคที่พระอาจารย์ภาสกรได้เคยพูดว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมาจากคนที่เราเคยรักทั้งสิ้น ก็เพราะรักจึงยึด ยึดจึงอยาก อยากเก็บเธอไว้คนเดียว อยากให้เธอเป็นอย่างที่ฉันอยากให้เป็น พอไม่ได้ดังใจก็เริ่มเกลียด ไรือไากฝ่ายใดฝ่ายหนึงเปลี่ยนใจก็จากรักก็กลายเป็นเกลียด จากเกลียดก็กลายเป็นแค้นผูกอาฆาตพยาบาทจองเวรกันบางทีถึงขั้นข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว ความรักทางโลกนั้นช่างอันตรายเพราะเป็นความรักที่หวังผล เช่นเรารักเขา ก็อยากให้เขารักตอบ ให้ความรักกันไปเต็มที่เมืื่ออีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเปลี่ยนใจก็สามารถเปลี่ยนจากสุดที่รักเป็นสุดที่แค้นกันถึงกับฆ่าแกงกันถึงชีวิตกันเลยเลยก็ว่าได้ ก็เลยอบรมไปว่าเมื่อเรารู้สาเหตุของปัญหาก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการกระทำของเราให้มันดี ไม่ต้องไปประชดยั่วยวนให้เค้ามาโมโหว่าเราไปมีกิ๊ก เพราะถ้าเราไม่ทำแบบนั้นปัญหาแบบนี้ก็จะไม่เกิิด แล้วก็ให้มีสติยับยั้งควบคุมอารมณ์โกรธ อย่าเล่นมีดหรือของมีคมอีก เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง และก็ให้หนังสือสวดมนต์ตามแบบหลวงพ่อจรัญไป 1เล่มและบอกให้หมั่นสวดเป็นประจำ

พอมาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงคดีที่โด่งดังในประเทศไทยเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมาคดีแจ้งเกิดของคุณหญิงอาจารย์หมอพรทิพย์ นั่นก็คดีฆ่าหั่นศพนักศึกษาแพทย์สาวเจนจิรา โดยเพื่อนชายนักศึกษาหนุ่มนายเสริม สาครราษฏร์ ทำไมคดีนี้จึงประทับจิตประทับใจข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ก็เพราะนายเสริมนี้เคยเป็นรุ่นน้องที่ชมรมฟันดาบที่ข้าพเจ้าเป็นนักกีฬารุ่นพี่ของนายเสริมนี้ ตอนที่อยู่อเมริกาเพื่อนได้ส่งข่าวมาบอกก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะในสายตาของข้าพเจ้าน้องคนนี้เป็นเด็กดีสุภาพเรียบร้อย ตอนเรียนอยู่วิศวะ และแอบชอบรุ่นน้องของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่งแต่ฝ่ายหญิงไม่ใส่ใจและความสัมพันธ์มันก็เลยไม่สานต่อ กลับเข้าเรื่องนายเสริมน่าจะเอกจากวิศวะมอสอบเรียนหมอและเป็นแฟนกับนางสาวจันจิรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักที่ทางฝ่ายหญิงมีต่อฝ่ายชายก็ได้จืดจางและได้ไปเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับชายหนุ่มนักศึกษาแพทย์ือีกคนหนึ่ง ฝ่ายหญิงก็ขอเลิกลาจากฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ได้นัดหมายมาเจอกันที่ที่จอดรถห้างแห่งหนึ่งแล้วเอาปืนขู่ไปที่โรงแรมแล้วก็จัดการสังหารซะเลย

เมื่อความรักกลายเป็นความแค้น และขาดสติถึงกับปลิดชีวิตหญิงอันเป็นที่รัก เมื่อได้สติก็คงตกใจและพยายามที่จะหาวิธีอำพรางความผิด หรืออาจจะคิดวางแผนมาล่วงหน้ามาแล้วเป็นอย่างดี ว่า ถ้าเธอไม่เป็นของฉัน ก็อย่าไปเป็นของใครเลย แต่วิธีของน้องเสริมออกจะโหดผิิดมนุษย์มนาไปไม่หน่อยเลย น้องเสริมคนนี้เค้าก็เลยทำการแยกส่วนน้องเจนจิราไม่รู้ว่าได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาหรือเปล่า โดยการตัดคอ แล้วก็แล่เนื้อของสาวอันเป็นที่เคยรักกดลงทิ้งชักโครกไปทีละชิ้น และตอนหลังทางพ่อแม่ของน้องเจนจิราได้มาฟ้องตำรวจว่าลูกสาวหายไปก็เลยมีการสืบคดีกัน แล้วมีคนพบกะโหลกศีรษะของน้องเจนจิราที่แม่น้ำบางปะกง แล้วก็พบหลักฐานดีเอนเอของน้องเค้าในถังส้วมของโรงแรม ตอนหลังนายเสริมโดนตำรวจจับได้และ ณ บัดนั้นก็ได้ใช้เรือนจำเป็นบ้านอยู่เป็นเวลา 8 ปี เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาไม่นานมานี้ (สนใจคดีนี้ก็ลองกดหาอากู๋เกิ้ลดู)

จะเห็นได้ว่าความรักทางโลกนั้นนำมาซึ่งทุกข์เพราะเป็นความรักที่ต้องการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แล้วความรักจริงๆมันรักกันอย่างไร ความรักในทางพุทธศาสนานั้นไม่ค่อยได้เคยถูกพูดถึงในทางบวก พระพุทธองค์ท่านก็ได้เคยตรัสไว้ว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ในพุทธศาสนานั้นจะกล่าวถึงความเมตตากันมากกว่าความรัก เพราะความเมตตานั้นคือความปรารถนาอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ จะความรักนั้นเปรียบเหมือนอยากให้เราพ้นทุกข์เพราะได้คนนั้นสิ่งนั้นมาตอบสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง แต่รักนั้นบางทีก็เป็นหัวขบวนของความเมตตา เพราะพอรักเค้าก็อยากให้เค้ามีความสุข ความรักและเมตตาแบบนี้ถ้าอยากให้ยกตัวอย่างนั้นหาได้ง่ายมาก นั่นก็คือรักและเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกนี่เอง แม่ทั้งรัก และเมตตาต่อลูก ความรักดึงเข้าตัวหาตัวเอง แต่ความเมตตาผลักออกนอกตัวมีให้กับคนอื่น อันนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอุปมาอุปไมยขึ้นมาเอง ก็เนื่องในเทศกาลแห่งความรักนี้ก็ขอให้ทุกคนมีความรักและเมตตากับทุกๆคนและสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะวันแห่งความรักนั้นก็หวานชื่นพอผ่านไปก็มาลุยสู้รบกันต่อ เรื่องที่เล่ามาทั้งสองเรื่องก็คงจะเป็นหนุกๆเกี่ยวกับความรัก ซึ่งอาจออกแนวโหด หวีด สยองกันหน่อยแต่ก็ Happy Valentine คะ

Monday, February 11, 2013

งานร่วมบุญถวายองค์พระ ตอนที่ 2

ขออัพเดทเรื่องขององค์พระนะคะ ในขณะนี้องค์พระประธานวัดสันติวงศารามได้ออกเดินทางจากประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 และกำหนดประมาณการว่าอาจจะมาถึงท่าเรือที่น๊อทแฮมตั้น (north hampton) ประมาณวันที่ 5 มีนาคม 2556 ในการดำเนินการเรื่องชิปปิ้งและค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตที่เมืองไทย ก็ต้องขอกราบอนุโมทนบุญกับปาป๊าและมาม๊าที่ได้คอยตามเรื่อง และขอกราบขอบพระคุณ คุณอาชูชัย รังสีศิริกุล เจ้าของบริษัทชิปปิ้งที่ได้ช่วยจัดการเรื่องขอใบอนุญาตและค่าใช้จ่ายในการขนส่งขนส่งองค์พระที่เมืองไทยและคุณอา เจ้าของบริษัทแพ็คกิ้งตอกลัง คุณนพภรณ์ อาภาภรณ์นพรัตน์ ที่มีจิตศรัทธาร่วมบุญเมื่อท่านได้เห็นองค์พระขณะที่กำลังตอกลังก็ไม่คิดมูลค่าการใช้จ่ายในการแพ็คกิ้งและตอกลังในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการนำองค์พระมาที่วัดสันติวงศารามในครั้งนี้เปี่ยมไปด้วยผู้ที่มีเมตตาจิตศรัทธามากมาย
องค์พระในลังที่ตอกไว้                                        กำลังปิดลัง


 

คุณแม่ (เสื้อขาว) และคุณอานพภรณ์เจ้าของบริษัทตอกลัง และรูปขวาคือคุณอาชูชัยผู้จัดการเรื่องชิปปิ้งองค์พระมาที่ประเทศอังกฤษคะ



ซึ่งในทางประเทศอังกฤษ หลังจากที่ได้มีการบอกบุญผ่านทางเฟซบุ๊คไปนั้นก็มีผู้สนใจที่ได้ติดต่อร่วมบุญมาและผู้ร่วมอนุโมทนากันก็มาก สำหรับผู้ที่ได้ทำการโอนปัจจัยมาแล้ว ก็ขออัพเดทได้แก่
1. น้องโซรี่ ปัจจัยถวายองค์พระ จำนวน 50 ปอนด์
2. น้องแอนนา ปัจจัยถวายองค์พระ จำนวน 50 ปอนด์
3. น้องบังอร Murray จำนวน 10 ปอนด์
4. ทิดสี (ศรีโสภา) 500 บาทสำรับองค์พระ และ 500บาทสำหรับปิดทอง
5. พี่แหม่ม (เต็มดวง Goodchild) พี่ชนิดา เจริญสุขและครอบครัว พี่นิตยา ตันวิเชียร จำนวน 60 ปอนด์

และมีผู้แสดงความจำนงค์ต้องการร่วมบุญมาอีกหลายท่าน ได้แก่ พี่ป๊อปปี้ พี่จอย น้องลักษณา และพี่ไก่ จากเบอร์มิงแฮม ส่วนทางเดอแรมก็มีพี่นุช ซึ่งกำลังทำการบอกบุญกันต่อไปซึ่งข้าพเจ้าจะทำการอัพเดทให้ทราบกันและจะอัพเดทยอดจำนวนในพี่น้องได้ร่วมอนุโมทนากับบุญในครั้งนี้นะคะ

ก็ขอร่วมอนุโมทนากับทุกท่านด้วยคะและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมบุญกันในครั้งนี้ การถวายพระประธานนั้นมีอานิสงส์มากและการถวายพระประธานในวัดต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องยากกว่าการถวายพระประธานในเมืองไทย เพราะต้องมีกระบวนการ มีขั้นตอนมากกว่า ดังนั้นนอกจากทานบารมีแล้วก็ยังได้วิริยะบารมีอีกขั้นตอนหนึ่งเพราะต้องมีความเพียรในการติดต่อจัดการในกระบวนการต่างๆ ทั้งก่อนจะนำองค์พระออกมาจากประเทศไทยและหลังจากเมื่องค์พระได้มาถึงแล้ว ก็จึงอยากให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธามีส่วนร่วม เพราะถ้าเมื่อเราได้มีโอกาสไปกราบองค์พระก็จะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจ มีจิตเป็นกุศล ว่าเรานั้นได้มีส่วนร่วมในการสืบสานพระศาสนาโดยการนำเอาองค์รูปเคารพของสมเด็จพระศาสดามาประดิษฐาน ณ แดนตะวันตก ที่ไม่ได้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งในชีวิตของพวกเราทั้งหลาย ส่วนท่านใดที่ไม่สะดวกเรื่องปัจจัยก็ไม่ต้องกังวล ก็ขอให้ร่วมอนุโมทนากับบุญในครั้งนี้เพราะการอนุโมทนาบุญนั้นก็เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งก็สามารถทำให้เราได้บุญเช่นเดียวกัน
หากผู้ใดสนใจที่จะร่วมบุญตอนนี้มีบัญชีสำหรับร่วมบุญแล้วนะคะ
ธนาคาร Lloydstsb
Sortcode: 772021
Account: 32210860
ชื่อบัญชี Sutera Ritrawe
หากท่านใดได้ทำการโอนปัจจัยมาร่วมบุญแล้วรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะคะบนเฟซบุ๊คก็ได้หรืออีเมลก็ได้คะ ที่ info@thesaltpipe.co.uk
ก็ขอจบการอัพเดทข่าวคราวขององค์พระมา ณ ที่นี้ และ สามารถติดตามข่าวได้ใน เฟซบุ๊คกันต่อไปนะคะ

Tuesday, January 29, 2013

คุณพี่ฝรั่งผู้ใจดี

วันนี้ได้เดินทางมาลอนดอนเพื่อทำวีซ่าไปประเทศฝรั่งเศส ก็ได้พบกับเรื่องน่าประทับใจเรื่องนึง คือเรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่กำลังเดินทางมารอรถไฟเพื่อเดินทางกลับไปเดอแรม ก็ว่าจะหาที่นั่งคอยซักหน่อย ก็ได้แวะไปที่ร้านขายอาหารแล้วก็สั่งนำ้ชามาดื่ม 1 ถ้วย เมื่อได้น้ำชามาแล้วก็เดินมานั่งที่โต๊ะตัวนึงที่เราคิดว่าเป็นโชคดีที่ได้มาพบเห็นคุณพี่ฝรั่งผู้แสนจะใจดีที่นั่งอยู่ข้างๆ คือคุณพี่คนนี้แกก็นั่งรับประทานอาหารของแกเกือบเสร็จแล้วในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้เดินไปนั่งข้างๆ เมื่อข้าพเจ้าได้นั่งลงจิบน้ำชาสักครู่หนึ่งก็มีคนผิวดำคนหนึ่งเดินตรงมาที่โต๊ะคุณพี่คนนี้ แล้วก็ถามพี่คนนี้ว่า คุณพอจะมีเศษสตางค์พอที่จะให้เขาได้ไหมเพราะเค้าดูท่าทางคุณพี่คนนี้แล้วน่าจะเป็นคนที่จะให้ความช่วยเหลือได้ ข้าพเจ้าเองนั้นก็หูผึ่งตอนที่คนนี้เดินมาถามคุณพี่คนนี้ก็ว่าถ้าคุณพี่คนนี้แกไม่ให้สตางค์ก็จะช่วยเค้าซักปอนด์ค่ารถเมล์ไปสถานีชาร์ลิ่งครอส แต่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นคุณพี่คนนี้พยายามหาเศษสตางค์ให้และก็ถามชายผิวดำคนนี้ว่าคุณหิวไม๊ ให้ผมซื้ออาหารให้คุณด้วยดีไม๊ (ร้านนั้นเป็นร้านแบบในสถานีรถไฟ จะซื้อแล้วนั่งกินตรงนั้นหรือซื้อแล้วเอาไปกินที่อื่นก็ได้) ชายผิวดำคนนั้นก็ไม่ปฏิเสธ คุณพี่ฝรั่งที่แสนจะใจดีนี้ก็พาชายคนนั้นไปเข้าคิวเลือกซื้ออาหาร ส่วนข้าพเจ้านั้นเมื่อเค้าทั้งสองซื้ออาหารกันเสร็จก็วิ่งเอาเศษสตางค์ไปให้ชายผิวดำ 1 ปอนด์แล้วก็บอกกับเค้าว่าช่วยค่ารถเมล์ เค้าก็ขอบคุณข้าพเจ้าแล้วเดินจากไป ระหว่างทางเดินกลับไปที่โต๊ะก็ผ่านคุณพี่ฝรั่งคนนี้ ก็เลยบอกเค้าว่า คุณใจดีมาเลยขอชื่นชม (ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือขอร่วมอนุโมทนาสาธุกับความใจดีของคุณพี่ด้วย) เค้าก็ขอบคุณและเค้าก็บอกว่าเค้าก็อยากเพียงแค่ซื้ออาหารให้ชายผิวดำคนนี้เท่านั้นเพราะเค้าคงลำบาก แล้วเค้าก็ยิ้มแล้วเดินจากไป แต่ข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก เพราะบนเมืองหลวงของประเทศอังกฤษนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ธุรกิจ การงาน แต่ก็ยังมีคนที่มีน้ำใจในโลกใบนี้ มีน้ำใจกับคนแปลกหน้าที่มาขอความช่วยเหลือ และได้ให้ความช่วยเหลือทันทีอย่างไม่มีข้อกังขาหรือสงสัยว่าไอ้หมอนี่เป็นพวก 18 มงกุฏมาหลอกขอตังค์รึเปล่า ซึ่งคุณพี่ฝรั่งคนนี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจที่บริสุทธิ์และไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ เป็นการให้ทานที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองนั้นก็ยังมีความเคลือบแคลงนิดๆว่าไอ้หมอนี่มาหลอกขอตังค์หรือเปล่า แต่ถ้ามันเป็นความจำเป็นจริงๆ หละที่เค้าต้องเดินทางไปสถานีชาร์ลิ่งคอร์ส เพราะมีเหตุด่วน แล้วเรามัวแต่มาคิดอย่างนี้ได้อย่างไร ตัวเราเองนั้นใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งอาจมีเหตุที่จะต้องใช้เศษสตางค์เช่นลืมเอาโทรศัพท์มือถือแล้วก็ลืมกระเป๋าตังค์แล้วกุญแจรถหาย ต้องโทรศัพท์กลับบ้านแต่ไม่มีเงินซักแดงดียว แล้วมันจำเป็นต้องแบกหน้าไปขอคนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหากไม่ทำเคยทำบุญประเภทนี้ไว้บ้างหรือมัวแต่สงสัยก็จงอย่าหวังเลยว่าจะมีใครเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เราในยามคับขันเช่นนี้

เรื่องแบบนี้มีตัวอย่างเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเองเมื่อครั้งเดินทางกลับไปเมืองไทยเพื่อร่วมงานศพอากง ณ เวลานั้นเป็นเวลาที่เหตุการณ์วิกฤตเสื้อเหลืองปิดสนามบินโชคดีที่ข้าพเจ้าได้เดินทางมาถึงก่อนเหตุการณ์ปิดสนามบินได้เพียงหนึ่งวัน เมื่อถึงกำหนดกลับเมืองไทยปรากฎว่ากลับไม่ได้สนามบินโดนยึด ก็ต้องเลื่อนวันกลับไปเรื่อยๆ จนสนามบินเปิด เมื่อสนามบินเปิดก็ต้องไปทำเรื่องเปลี่ยนตั๋วกับทางสายการบินซึ่งในขณะนั้นเดินทางโดยสายการบินเอมิเรต ก็ได้เดินทางไปกับมาม๊าเพื่อทำการติดต่อจองตั๋ววันกลับใหม่ คนมากมายมหาศาลมาก โดยส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะตัวข้าพเจ้าเองเป็นคนไทย มีบ้านที่อยู่อาศัย มีป๊ากับแม่และครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังสามารถกินอิ่มนอนหลับมีที่ซุกหัวนอนอยู่ได้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เค้ามาเที่ยวและเมื่อถึงเวลากลับแล้วก็ยังกลับไม่ได้ พ่อแม่พี่น่้องก็ไม่มี เงินที่นำมาใช้จ่ายก็หมดงบประมาณเหลือน้อยเต็มที ที่พักก็ไม่มี น่าสงสารเป็นอย่างมาก ในขณะที่รอ ก็ได้นั่งอยู่ข้างๆ คนเยอรมันคนนึง คาดว่าเป็นนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค ก็จะมาเปลี่ยนตั๋วขอเดินทางกลับให้เร็วที่สุด ในขณะสถานการณการณ์อันล่อแหลมแบบนั้นการเดินทางมีแค่ตัวเลือกว่าต้องไปเดินทางขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอื่น เช่นอู่ตะเภา หรือหาดใหญ่ ฯลฯ คนเยอรมันคนนี้เมื่อได้คุยกับเค้า เค้าบอกว่าต้องการกลับเร็วที่สุดแม้ว่าต้องเดินทางไปอู่ตะเภาก็ตาม เพราะในขณะนี้เค้าเหลือเงินแค่เพียง 1000 บาทเท่านั้น ซึ่งหากว่าไม่มีเครื่องบินกลับยืดเยื้ออยู่ไปเกินอาทิตย์เค้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้เค้าก็ต้องการติดต่อสื่อสาร แต่ก็ไม่รูว่าจะซื้อซิมการ์ดอะไรที่ไหน ในขณะนั้นมือถือมันยังไม่ค่อยยอดนิยมเหมือนปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าก็เลยพาเขาไปซื้อซิมการ์ด แล้วก็ให้เบอร์ของข้าพเจ้าไว้ให้เผื่อเหตุฉุกเฉินก็บอกเค้าติดต่อข้าพเจ้าได้ เมื่อนั่งรอไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้ากับมาม๊าก็คุยกันว่าน่าสงสาร มาต่างบ้านต่างเมืองไม่มีคนรู้จัก ตังค์ก็หมด ข้าพเจ้ากับแม่ก็สงสารเค้าก็เอาสตางค์ให้เค้าไป 1000 บาท เค้าก็ดีใจยกมือไหว้ขอบคุณเราสองแม่ลูกเป็นอย่างมาก ซักพักนั่งคุยกับม๊าต่อในขณะที่ถึงคิวของคนเยอรมันคนนี้เข้าไปจัดการเรื่องตั๋ว ว่า 1000 บาทมันจะพอเหรอเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินยืดเยื้อไปอีกหละ เค้าจะทำอย่างไร ก็เลยว่าเดี๋ยวเราจะให้เขาอีก 1000 บาท เมื่อเค้าติดต่อได้วันกลับซึ่งตอบไปขึ้นเครื่องบินที่อู่ตะเภา เค้าก็มาร่ำลา ข้าพเจ้ากับมาม๊าก็ให้เงินเพิ่มไป เค้าตกใจและซาบซึ้งใจมาก แล้วข้าพเจ้าก็บันทึกเบอร์โทรของเค้าที่เมืองไทย แล้วกำชับบอกเค้าว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้ติดต่อมา หริือถ้าได้กลับบ้านก็ช่วยส่งข้อความหรือโทรมาบอกด้วย แล้วพวกเราก็ร่ำลากัน แต่ว่าข้าพเจ้าก็ยังต้องคอยคิวอันยาวเหยียดอีกต่อไป หลังจากนั้นสัก 3-4 วันข้าพเจ้าก็ได้รับข้อความ จากคนเยอรมันผู้นี้ว่าเค้ามาถึงอู่ตะเภาและกำลังจะเดินทางกลับไปเยอรมันแล้วก็ขอบคุณสำหรับความใจดี และช่วยเหลือของข้าพเจ้าและมาม๊า เราสองแม่ลูกก็มีความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากกับการช่วยเหลือคนที่มาจาก ต่างบ้านต่างเมืองที่มาลำบากในบ้านเมืองประเทศเราที่เรานั้นเป็นสาเหตุมาจากข้าพเจ้าได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ จึงเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีแต่คนแปลกหน้า และอยากได้ความช่วยเหลือก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนตอนข้าพเจ้าไปอเมริกาเพื่อศึกษาต่อโดยเดินทางไปคนเดียวและไม่มีใครรู้จักที่นั่น

ใครจะรู้ว่าอานิสงส์ของการช่วยเหลือคนเยอรมันในครั้งนี้ จะย้อนกลับมาหาข้าพเจ้า เมื่อปี 2009ข้าพเจ้าและลาสโลว สามีของข้าพเจ้าได้จัดการเดินทางไปซ้อมที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน กับชมรมฟันดาบที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่งซึ่งข้าพเจ้ามีน้องคนจีนที่รู้จักกันและเรียนฟันดาบกับลาสโลวคอยช่วยจัดการดำเนินเรื่องให้ การไปเมืองจีนนั้นก็เรียบร้อยด้วยดี จนกระทั่งถึงวันกลับที่พวกเราก็พร้อมที่จะเดินทางกลับมาที่ประเทศอังกฤษ เมื่อถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อย ก็เข้าไปรอทีประตูเพื่อเตรียมตัวเดินทาง นั่งรออยู่นานแสนนานไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซักพักทางสายการบินก็ประกาศว่าเครื่องบินดีเลย์อย่างไม่มีกำหนดเพราะภูเขาไฟทีประเทศไอซ์แลนด์ได้เกิดระเบิดขึ้น และเถ้าละอองฝุ่นได้ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าทำให้การเดินทางถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ในระหว่างนั้นข้าพเจ้า ลาสโลว ผู้ปกครองและนักกีฬาก็ต้องรอคอยกับเวลาที่เมื่อไรเราจะได้เดิินทางกลับบ้าน รอจนกระทั่งเขาประกาศให้ขึ้นเครื่องบิน พวกเราก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ก็ได้เข้าไปนั่งบนเครื่องบินเรียบร้อยเครื่องก็ยังไม่ออก ก็รอนานพอควร เครื่องบินก็เริ่มมีการเคลื่อนออกไปบนรันเวย์ แล้วก็รออีกนานสองนาน จนกระทั่งได้ยินประกาศงดเที่ยวบินในครั้งนี้เพราะมันอันตรายเกินไปที่จะทำกาบินเพราะเถ้าฝุ่พนภูเขาไฟนี้สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุในการบินได้ไม่ปลอดภัยและทางสายการบินก็ไม่สามารถเสี่ยงกับเหตุการณ์นี้ เครื่องบินจึงต้องกลับเข้าทีจอดเช่นเดิม ในช่วงระยะเวลานั้นความโกลาหลก็ได้เกิดขึ้นเพราะทางสายการบินก็ต้องหาที่พักให้กับผู้โดยสาร ซึ่งกลุ่มคณะของข้าพเจ้าก็ได้ถูกพาไปพักที่โรงแรมซึ่งเค้าให้พักฟรีได้แค 1-2 คืนเท่านั้น หลังจากนั้นค่าห้องจะแพงมาก พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บ้านเราก็ไม่ใช่ ภาษาก็ไม่เป็นถึงแม้จะมีบรรพบุรุษมาจากเมืองจีน หน้าจีนแบบไม่ต้องสงสัย แล้วก็ความรับผิดชอบกับเด็กและผู้ปกครองในหมู่คณะด้วย ปัญหาใหญ่เลยแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับอังกฤษวันไหนเพราะ ต้องขึ้นอยู่กับกลุมควันนี้ว่าจะถูกลมพัดไปทางไหน น่านฟ้าจะเปิดหรือไม่

เดชะบุญน้องได้ติดต่อน้องคนจีนที่เป็นลูกศิษย์ลาสโลวและเค้าก็ติดต่อกับเจ้าของชมรมคุณอาหวัง ซึ่งมีฐานะร่ำรวยพอที่จะช่วยเหลือพวกเราได้ คุณอาหวังก็ได้ติดต่อจ้ารถทัวร์มารับและเข้าพักในโรงแรมที่พักเก็บตัวของ นักกีฬาให้พวกเราได้เข้าพักในราคาถูกมาก แต่บริการดีมาก และในระหว่างที่รอการเปิดสายการบิน ลาสโลวก็มาป่วยทีองเสียอาหารเป็นพิษ เป็นลมล้มหน้ฟาดลงที่พื้นต้องเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือ 7 ขวด และหน้าผากแตกต้องเย็บแผลหลายเข็ม ก็ได้คุณอาหวังกับบอย่าน้องคนจีนช่วยเหลือซึ่งนักกีฬาก็ได้ กลับไปซ้อมพลางๆที่ชมรมคุณอาหวังจนกระทั่งทยอยกลับ ก็ความช่วยเหลือของคุณอาหวังนั้นใครจะรู้ว่ามันอาจ จะมาจากอานิสงส์ของการได้ช่วยเหลือคนเยอรมันผู้นั้นก็ได้

เล่ามาเสียตั้งเยอะก็สรุปได้ว่าหากเราจะช่วยเหลือใครก็ช่วยไปเลยไม่ต้องคิดมาก โดยเฉพาะคนที่มาขอควรมช่วยเหลือจากเรา ถ้าเขาไม่ลำบากเขาก็คงไม่มาร้องขอ หรือถ้าเราเห็นใครลำบากก็อย่าลังเลใจที่จะช่วยเหลือเขาอย่างมีสติและเต็มความสามารถ ถ้าเขาจะเป็นพวก 18 มงกุฏมันก็เป็นเรื่องของเขา เมื่อเราได้ช่วยเหลือเขาไปแล้วความบริสุทธิ์ใจ คนที่มีความสุขที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง ส่วนผลของการทำดีนั้นเราไม่ต้องหวังอะไรเลย ทำความดีเพื่อความดี ถึงเราไมได้หวังอะไรรับรองได้ผลแห่งกรรมดีนั้นย่อมย้อนกลับมาหาเราอย่างแน่นอนอย่างที่เราไม่ต้องร้องขออะไร ดังนั้นทำดีด้วยความจริงใจนั้น จะทำให้เราทีความสุขอย่างแบบกินอาหารแสนอร่อยแล้วมันบอกใครไม่ได้ว่ามันแสนอร่อยเพียงไหน ก็ขอจบเรื่องเล่าจากการมาลอนดอนในครั้งนี้

Thursday, January 24, 2013

ขอเชิญร่วมบุญถวายองค์พระประธาน ณ ห้องสวดมนต์ใหม่ วัดสันติวงศาราม


ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญในการถวายพระพุทธชินราช แด่วัดสันติวงศาราม

เนื่องจากข้าพเจ้าและสามีได้ขออนุญาตทางวัดสันติวงศารามเป็นเจ้าภาพถวายพระประธาน พระพุทธชินราช แด่วัดสันติวงศาราม เพื่อนำมาประดิษฐาน ณ ห้องสวดมนต์ใหม่ ข้าพเจ้าจึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมบุญในการถวายพระพุทธรูปนี้ พระพุทธรูปนี้เป็นพระหน้าตัก 32 นิ้ว และได้เช่ามาจากโรงหล่อขอพี่ชายของข้าพเจ้าซึ่งได้รับงานหล่อพระพุทธชินราช และได้มีความรักในองค์พระองค์นี้จึงได้ถอดแบบองค์ที่สองออกมาเพื่อนำมาตั้งโชว์ไว้ที่ร้าน พระพุทธรูปองค์นี้ได้ตั้งอยู่ที่ร้านมาเป็นเวลานาน 2 ปี ในระหว่างสองปีนี้ได้มีคนมาสนใจอยากเช่าองค์พระ และได้ต่อรองราคา แต่พี่ชายข้าพเจ้าได้มีความรักในงานองค์พระองค์นี้และไม่ยอมจำหน่ายให้ เพราะรู้สึกเสียดายองค์พระ ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้สนทนากับพระอาจารย์อ๊อดเรื่องขอเป็นเจ้าภาพพระประธานห้องสวดมนต์ใหม่ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทราบว่าพระอาจารย์อยากได้พระแบบใดเป็นพระประธาน คิดไว้ในใจว่าถ้าท่านอยากได้แบบเดิม ก็อาจจะต้องมีการปั้นและหล่อใหม่ ในช่วงระหว่างเวลานั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปที่วัดและค้างคืน ถึง 2 ครั้ง และในห้องที่พักนั้นก็จะมีรูปของพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลกเป็นภาพแขวนผนังอยู่ ข้าพเจ้าก็ได้แต่ชื่นชม เพราะเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามและมีปฏิมากรรมที่วิจิตรบรรจงสมกับเป็นงานของบรรพบุรุพไทย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ต่อมาไม่นานพระอาจารย์อ๊อดได้บอกว่าทางวัดอยากได้พระพุทธชินราช มาประดิษฐานที่ห้องสวดมนต์ใหม่ ซึ่งในตอนนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพี่ชายของข้าพเจ้าได้หล่อพระพุทธชินราชองค์ที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสกลับไปเมืองไทย และได้ตามคุณพ่อไปที่ร้านเช่าพระแถวเสาร์ชิงช้า ไปดูก็รู้สึกยังไม่ถูกใจก็ได้แต่สอบถามราคาแล้วก็ดูขนาดขององค์พระ พอข้าพเจ้าได้กลับมาที่อังกฤษ พอดีคุณแม่ของข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้เจอพี่ชายของข้าพเจ้าแล้วก็คุยถึงเรื่องขององค์พระพุทธชินราช พี่ชายของข้าพเจ้าก็บอกว่าเค้าหล่อเอาไว้หนึ่งองค์ขนาดหน้าตัก 32 นิ้ว คุณแม่ของข้าพเจ้าก็ได้โทรศัพท์มาบอก ข้าพเจ้าก็คิดว่าขนาดองค์พระจะเล็กเกินไปหรือไม่เพราะในใจอยากได้ซัก 40 นิ้ว อีกอย่างพี่ชายของข้าพเจ้าก็ไม่อยากให้ข้าพเจ้าไปเช่าองค์พระจากร้านที่เสาร์ชิงช้าเพราะเป็นพระตามท้องตลาด ลวดลายความละเอียดจะไม่สวยงามและปราณีต เมื่อได้โอกาสกลับไปเมืองไทยเพื่อไปปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าและคุณแม่ก็ได้เดินทางไปดูองค์พระ ปรากฏว่ารู้สึกว่าใช่เลยองค์นี้แหละ ขนาดพอดี และน่าจะพอดีกับห้องสวดมนต์ใหม่ เพราะเป็นองค์พระพุทธชินราชพร้อมฐานที่มียักษ์และมาร และขนาดที่มีฐานนี้จะองค์ใหญ่เหมาะสม ก็เลยบอกพี่ชายว่างั้นขอจององค์นี้ไว้ก่อนเลย แล้วจะนำเรื่องมาบอกพระอาจารย์อีกครั้งพร้อมรูปถ่ายเพื่อถามความคิดเห็นพระอาจารย์ เมื่อส่งเมลให้พระอาจารย์ดู พระอาจารย์ท่านก็ตกลงว่าเป็นองค์นี้ พี่ชายของข้าพเจ้าได้บอกกับคุณแม่ของข้าพเจ้าว่าเค้ารู้สึกดีมาก และสบายใจมากที่ได้จำหน่ายพระพุทธชินราชองค์นี้ให้ข้าพเจ้าเพื่อไปประดิษฐานที่วัดสันติวงศาราม พี่ชายของข้าพเจ้าค่อนข้างหวงแหนพระองค์นี้มาก และที่เค้าไม่จำหน่ายให้คนอื่นยังรักองค์พระอยู่ แต่กับข้าพเจ้าเค้ายอมจำหน่ายให้ด้วยความเต็มใจ แถมยังคิดราคาไม่แพงมากเหมือนร้านที่เสาร์ชิงช้า หลังจากที่ได้คุยกับพี่ชายของข้าพเจ้า เค้าก็แนะนำว่าควรปิดทอง อีกทั้งทางพระอาจารย์ก็อยากให้ปิดทององค์เหลืองอร่าม พี่ชายของข้าพเจ้าก็ได้ให้ความเห็นว่าไม่ควรปิดทองก่อนที่จะนำส่งเพราะการเดินทางนั้นจะทำให้ทองที่ปิดชำรุดได้ง่ายและจะไม่สวยงาม และเค้าก็ออกความคิดว่าถ้าทางพระอาจารย์อยากให้ปิดทอง เค้าก็จะเดินทางมาปิดทองพระพุทธชินราชองค์นี้ให้ที่อังกฤษ โดยจะบอกบุญกับผู้มีจิตศรัทธาที่เมืองไทยในการบริจาคเงินซื้อทองคำเปลว และถ้าหากผู้มีจิตศรัทธาทางอังกฤษจะร่วมบุญด้วยก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดเมื่อต้นปี 2556 นี้ข้าพเจ้าก็ได้กลับไปเมืองไทยและได้นำเงินไปชำระพี่ชายของข้าพเจ้าให้เรียบร้อย และเพื่อนำเอกสารต่างๆ ไปยื่นขออนุญาตนำพระประธานมาประดิษฐาน และได้ไปเห็นองค์พระที่ได้เอาพลาสติกหุ้มออกแล้ว งดงามมากและได้ส่งภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊คให้พระอาจารย์ท่านได้ดูและหลายท่านคงได้เห็นภาพองค์พระที่จะนำมาแล้ว และโชคดีที่ค่าใช้จ่ายในการขนส่งองค์พระ ซึ่งทาง shipping ที่เป็นเพื่อนของคุณพ่อของข้าพเจ้าชื่อคุณอาชูชัยได้มีจิตศรัทธาออกค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตและค่าขนส่งออกจากทางประเทศไทยถึงประเทศอังกฤษ ก็ขอร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้
เนื่องจากการถวายพระพุทธรูปเพื่อเป็นพระประธานในห้องสวดมนต์ ณ วัดในต่างประเทศเป็นโอกาสที่หาทำได้ยากมาก และในชีวิตของข้าพเจ้าคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่พวกเราทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ได้มีส่วนในการทะนุบำรุงสืบสานพระศาสนาในต่างแดน ดังนั้นในฐานะเจ้าภาพถวายองค์พระ จึงอยากเปิดโอกาสนี้ให้พี่น้องผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านได้ร่วมบุญในครั้งนี้ ซึ่งจะแบ่งเป็น สองขั้นตอน คือ
  1.  ร่วมบุญในการจัดซื้อองค์พระและ ค่าขนส่งจากท่าเรืออังกฤษมาถึงวัดสันติวงศาราม ซึ่งองค์พระจะมาถึงภายในประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้ชำระค่าองค์พระไปเรียบร้อยแล้ว และปัจจัยที่ทุกท่านจะมาร่วมบุญกับข้าพเจ้านี้ หักออกจากค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ข้าพเจ้าจะขอถวายให้แด่วัดสันติวงศารามเพื่อเป็นปัจจัยในการใช้จ่ายในการก่อสร้างวัดต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าท่านจะได้บุญ 2 ต่อ ก็คือมีส่วนร่วมในการถวายองค์พระและก่อสร้างวัดใหม่
  2. ร่วมบุญในการปิดทององค์พระซึ่งจะเป็นค่าของทองเปลว ซึ่งค่าทองส่วนหนึ่งจะมาจากการบอกบุญของพี่ชายของข้าพเจ้า และ ค่าเดินทางของพี่ชายข้าพเจ้า ซึ่งจะทำหลังจากการก่อสร้างและตกแต่งภายในของห้องสวดมนต์ได้ทำเสร็จเรียบร้อย ประมาณเวลาในเดือน กรกฏาคม

หากท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาที่จะร่วมบุญกับข้าพเจ้าในครั้งนี้สามารถติดต่อข้าพเจ้าได้ทางอีเมล info@thesaltpipe.co.uk, Facebook:ritsuteraritrawe หรือ โทร 0191 3734425 หรือมือถือ 07411040134 และสามารถระบุได้ว่าท่านต้องการร่วมบุญอะไร ซึ่งข้าพเจ้าก็จะรวบรวมชื่อและจะนำถวายแด่ทางวัด เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ร่วมอนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่าน

ขอผลานิสงค์ผลบุญที่ได้รับจากการร่วมสร้างพระพุทธรูปนี้ ขอบูชาแด่องค์พระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ และขอน้อมถวายแด่บุญกุศลนี้ แด่ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระปิยมหาราช เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลในปัจจุบัน ให้ท่านมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นหลักชัยให้พสกนิกรชาวไทยและพุทธศาสนิกชนได้สืบสานพระพุทธศาสนาให้ยืนนานต่อไป และขอให้บุญกุศลแห่งวัตถุทานที่ท่านผู้มีจิตศรัทธาในการร่วมบุญในครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านมีความเจริญในทรัพย์สมบัติ มนุษย์สมบัติ นิพพานสมบัติ คําว่าไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี จงอย่าได้เกิดขึ้นแด่ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน และขอให้มีดวงตาเห็นธรรมได้มีปัญญาเข้าถึงสัจธรรม อันพระพุทธเจ้าได้เข้าถึงแล้วทุกท่านเทอญ

โดยฤทธิ์
วันที่ 24 มกราคม 2556