วันนี้ได้เดินทางมาลอนดอนเพื่อทำวีซ่าไปประเทศฝรั่งเศส ก็ได้พบกับเรื่องน่าประทับใจเรื่องนึง คือเรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่กำลังเดินทางมารอรถไฟเพื่อเดินทางกลับไปเดอแรม ก็ว่าจะหาที่นั่งคอยซักหน่อย ก็ได้แวะไปที่ร้านขายอาหารแล้วก็สั่งนำ้ชามาดื่ม 1 ถ้วย เมื่อได้น้ำชามาแล้วก็เดินมานั่งที่โต๊ะตัวนึงที่เราคิดว่าเป็นโชคดีที่ได้มาพบเห็นคุณพี่ฝรั่งผู้แสนจะใจดีที่นั่งอยู่ข้างๆ คือคุณพี่คนนี้แกก็นั่งรับประทานอาหารของแกเกือบเสร็จแล้วในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้เดินไปนั่งข้างๆ เมื่อข้าพเจ้าได้นั่งลงจิบน้ำชาสักครู่หนึ่งก็มีคนผิวดำคนหนึ่งเดินตรงมาที่โต๊ะคุณพี่คนนี้ แล้วก็ถามพี่คนนี้ว่า คุณพอจะมีเศษสตางค์พอที่จะให้เขาได้ไหมเพราะเค้าดูท่าทางคุณพี่คนนี้แล้วน่าจะเป็นคนที่จะให้ความช่วยเหลือได้ ข้าพเจ้าเองนั้นก็หูผึ่งตอนที่คนนี้เดินมาถามคุณพี่คนนี้ก็ว่าถ้าคุณพี่คนนี้แกไม่ให้สตางค์ก็จะช่วยเค้าซักปอนด์ค่ารถเมล์ไปสถานีชาร์ลิ่งครอส แต่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นคุณพี่คนนี้พยายามหาเศษสตางค์ให้และก็ถามชายผิวดำคนนี้ว่าคุณหิวไม๊ ให้ผมซื้ออาหารให้คุณด้วยดีไม๊ (ร้านนั้นเป็นร้านแบบในสถานีรถไฟ จะซื้อแล้วนั่งกินตรงนั้นหรือซื้อแล้วเอาไปกินที่อื่นก็ได้) ชายผิวดำคนนั้นก็ไม่ปฏิเสธ คุณพี่ฝรั่งที่แสนจะใจดีนี้ก็พาชายคนนั้นไปเข้าคิวเลือกซื้ออาหาร ส่วนข้าพเจ้านั้นเมื่อเค้าทั้งสองซื้ออาหารกันเสร็จก็วิ่งเอาเศษสตางค์ไปให้ชายผิวดำ 1 ปอนด์แล้วก็บอกกับเค้าว่าช่วยค่ารถเมล์ เค้าก็ขอบคุณข้าพเจ้าแล้วเดินจากไป ระหว่างทางเดินกลับไปที่โต๊ะก็ผ่านคุณพี่ฝรั่งคนนี้ ก็เลยบอกเค้าว่า คุณใจดีมาเลยขอชื่นชม (ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือขอร่วมอนุโมทนาสาธุกับความใจดีของคุณพี่ด้วย) เค้าก็ขอบคุณและเค้าก็บอกว่าเค้าก็อยากเพียงแค่ซื้ออาหารให้ชายผิวดำคนนี้เท่านั้นเพราะเค้าคงลำบาก แล้วเค้าก็ยิ้มแล้วเดินจากไป แต่ข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก เพราะบนเมืองหลวงของประเทศอังกฤษนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ธุรกิจ การงาน แต่ก็ยังมีคนที่มีน้ำใจในโลกใบนี้ มีน้ำใจกับคนแปลกหน้าที่มาขอความช่วยเหลือ และได้ให้ความช่วยเหลือทันทีอย่างไม่มีข้อกังขาหรือสงสัยว่าไอ้หมอนี่เป็นพวก 18 มงกุฏมาหลอกขอตังค์รึเปล่า ซึ่งคุณพี่ฝรั่งคนนี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจที่บริสุทธิ์และไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ เป็นการให้ทานที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองนั้นก็ยังมีความเคลือบแคลงนิดๆว่าไอ้หมอนี่มาหลอกขอตังค์หรือเปล่า แต่ถ้ามันเป็นความจำเป็นจริงๆ หละที่เค้าต้องเดินทางไปสถานีชาร์ลิ่งคอร์ส เพราะมีเหตุด่วน แล้วเรามัวแต่มาคิดอย่างนี้ได้อย่างไร ตัวเราเองนั้นใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งอาจมีเหตุที่จะต้องใช้เศษสตางค์เช่นลืมเอาโทรศัพท์มือถือแล้วก็ลืมกระเป๋าตังค์แล้วกุญแจรถหาย ต้องโทรศัพท์กลับบ้านแต่ไม่มีเงินซักแดงดียว แล้วมันจำเป็นต้องแบกหน้าไปขอคนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหากไม่ทำเคยทำบุญประเภทนี้ไว้บ้างหรือมัวแต่สงสัยก็จงอย่าหวังเลยว่าจะมีใครเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เราในยามคับขันเช่นนี้
เรื่องแบบนี้มีตัวอย่างเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเองเมื่อครั้งเดินทางกลับไปเมืองไทยเพื่อร่วมงานศพอากง ณ เวลานั้นเป็นเวลาที่เหตุการณ์วิกฤตเสื้อเหลืองปิดสนามบินโชคดีที่ข้าพเจ้าได้เดินทางมาถึงก่อนเหตุการณ์ปิดสนามบินได้เพียงหนึ่งวัน เมื่อถึงกำหนดกลับเมืองไทยปรากฎว่ากลับไม่ได้สนามบินโดนยึด ก็ต้องเลื่อนวันกลับไปเรื่อยๆ จนสนามบินเปิด เมื่อสนามบินเปิดก็ต้องไปทำเรื่องเปลี่ยนตั๋วกับทางสายการบินซึ่งในขณะนั้นเดินทางโดยสายการบินเอมิเรต ก็ได้เดินทางไปกับมาม๊าเพื่อทำการติดต่อจองตั๋ววันกลับใหม่ คนมากมายมหาศาลมาก โดยส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะตัวข้าพเจ้าเองเป็นคนไทย มีบ้านที่อยู่อาศัย มีป๊ากับแม่และครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังสามารถกินอิ่มนอนหลับมีที่ซุกหัวนอนอยู่ได้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เค้ามาเที่ยวและเมื่อถึงเวลากลับแล้วก็ยังกลับไม่ได้ พ่อแม่พี่น่้องก็ไม่มี เงินที่นำมาใช้จ่ายก็หมดงบประมาณเหลือน้อยเต็มที ที่พักก็ไม่มี น่าสงสารเป็นอย่างมาก ในขณะที่รอ ก็ได้นั่งอยู่ข้างๆ คนเยอรมันคนนึง คาดว่าเป็นนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค ก็จะมาเปลี่ยนตั๋วขอเดินทางกลับให้เร็วที่สุด ในขณะสถานการณการณ์อันล่อแหลมแบบนั้นการเดินทางมีแค่ตัวเลือกว่าต้องไปเดินทางขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอื่น เช่นอู่ตะเภา หรือหาดใหญ่ ฯลฯ คนเยอรมันคนนี้เมื่อได้คุยกับเค้า เค้าบอกว่าต้องการกลับเร็วที่สุดแม้ว่าต้องเดินทางไปอู่ตะเภาก็ตาม เพราะในขณะนี้เค้าเหลือเงินแค่เพียง 1000 บาทเท่านั้น ซึ่งหากว่าไม่มีเครื่องบินกลับยืดเยื้ออยู่ไปเกินอาทิตย์เค้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้เค้าก็ต้องการติดต่อสื่อสาร แต่ก็ไม่รูว่าจะซื้อซิมการ์ดอะไรที่ไหน ในขณะนั้นมือถือมันยังไม่ค่อยยอดนิยมเหมือนปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าก็เลยพาเขาไปซื้อซิมการ์ด แล้วก็ให้เบอร์ของข้าพเจ้าไว้ให้เผื่อเหตุฉุกเฉินก็บอกเค้าติดต่อข้าพเจ้าได้ เมื่อนั่งรอไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้ากับมาม๊าก็คุยกันว่าน่าสงสาร มาต่างบ้านต่างเมืองไม่มีคนรู้จัก ตังค์ก็หมด ข้าพเจ้ากับแม่ก็สงสารเค้าก็เอาสตางค์ให้เค้าไป 1000 บาท เค้าก็ดีใจยกมือไหว้ขอบคุณเราสองแม่ลูกเป็นอย่างมาก ซักพักนั่งคุยกับม๊าต่อในขณะที่ถึงคิวของคนเยอรมันคนนี้เข้าไปจัดการเรื่องตั๋ว ว่า 1000 บาทมันจะพอเหรอเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินยืดเยื้อไปอีกหละ เค้าจะทำอย่างไร ก็เลยว่าเดี๋ยวเราจะให้เขาอีก 1000 บาท เมื่อเค้าติดต่อได้วันกลับซึ่งตอบไปขึ้นเครื่องบินที่อู่ตะเภา เค้าก็มาร่ำลา ข้าพเจ้ากับมาม๊าก็ให้เงินเพิ่มไป เค้าตกใจและซาบซึ้งใจมาก แล้วข้าพเจ้าก็บันทึกเบอร์โทรของเค้าที่เมืองไทย แล้วกำชับบอกเค้าว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้ติดต่อมา หริือถ้าได้กลับบ้านก็ช่วยส่งข้อความหรือโทรมาบอกด้วย แล้วพวกเราก็ร่ำลากัน แต่ว่าข้าพเจ้าก็ยังต้องคอยคิวอันยาวเหยียดอีกต่อไป หลังจากนั้นสัก 3-4 วันข้าพเจ้าก็ได้รับข้อความ จากคนเยอรมันผู้นี้ว่าเค้ามาถึงอู่ตะเภาและกำลังจะเดินทางกลับไปเยอรมันแล้วก็ขอบคุณสำหรับความใจดี และช่วยเหลือของข้าพเจ้าและมาม๊า เราสองแม่ลูกก็มีความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากกับการช่วยเหลือคนที่มาจาก ต่างบ้านต่างเมืองที่มาลำบากในบ้านเมืองประเทศเราที่เรานั้นเป็นสาเหตุมาจากข้าพเจ้าได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ จึงเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีแต่คนแปลกหน้า และอยากได้ความช่วยเหลือก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เหมือนตอนข้าพเจ้าไปอเมริกาเพื่อศึกษาต่อโดยเดินทางไปคนเดียวและไม่มีใครรู้จักที่นั่น
ใครจะรู้ว่าอานิสงส์ของการช่วยเหลือคนเยอรมันในครั้งนี้ จะย้อนกลับมาหาข้าพเจ้า เมื่อปี 2009ข้าพเจ้าและลาสโลว สามีของข้าพเจ้าได้จัดการเดินทางไปซ้อมที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน กับชมรมฟันดาบที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่งซึ่งข้าพเจ้ามีน้องคนจีนที่รู้จักกันและเรียนฟันดาบกับลาสโลวคอยช่วยจัดการดำเนินเรื่องให้ การไปเมืองจีนนั้นก็เรียบร้อยด้วยดี จนกระทั่งถึงวันกลับที่พวกเราก็พร้อมที่จะเดินทางกลับมาที่ประเทศอังกฤษ เมื่อถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อย ก็เข้าไปรอทีประตูเพื่อเตรียมตัวเดินทาง นั่งรออยู่นานแสนนานไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซักพักทางสายการบินก็ประกาศว่าเครื่องบินดีเลย์อย่างไม่มีกำหนดเพราะภูเขาไฟทีประเทศไอซ์แลนด์ได้เกิดระเบิดขึ้น และเถ้าละอองฝุ่นได้ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าทำให้การเดินทางถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ในระหว่างนั้นข้าพเจ้า ลาสโลว ผู้ปกครองและนักกีฬาก็ต้องรอคอยกับเวลาที่เมื่อไรเราจะได้เดิินทางกลับบ้าน รอจนกระทั่งเขาประกาศให้ขึ้นเครื่องบิน พวกเราก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ก็ได้เข้าไปนั่งบนเครื่องบินเรียบร้อยเครื่องก็ยังไม่ออก ก็รอนานพอควร เครื่องบินก็เริ่มมีการเคลื่อนออกไปบนรันเวย์ แล้วก็รออีกนานสองนาน จนกระทั่งได้ยินประกาศงดเที่ยวบินในครั้งนี้เพราะมันอันตรายเกินไปที่จะทำกาบินเพราะเถ้าฝุ่พนภูเขาไฟนี้สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุในการบินได้ไม่ปลอดภัยและทางสายการบินก็ไม่สามารถเสี่ยงกับเหตุการณ์นี้ เครื่องบินจึงต้องกลับเข้าทีจอดเช่นเดิม ในช่วงระยะเวลานั้นความโกลาหลก็ได้เกิดขึ้นเพราะทางสายการบินก็ต้องหาที่พักให้กับผู้โดยสาร ซึ่งกลุ่มคณะของข้าพเจ้าก็ได้ถูกพาไปพักที่โรงแรมซึ่งเค้าให้พักฟรีได้แค 1-2 คืนเท่านั้น หลังจากนั้นค่าห้องจะแพงมาก พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บ้านเราก็ไม่ใช่ ภาษาก็ไม่เป็นถึงแม้จะมีบรรพบุรุษมาจากเมืองจีน หน้าจีนแบบไม่ต้องสงสัย แล้วก็ความรับผิดชอบกับเด็กและผู้ปกครองในหมู่คณะด้วย ปัญหาใหญ่เลยแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับอังกฤษวันไหนเพราะ ต้องขึ้นอยู่กับกลุมควันนี้ว่าจะถูกลมพัดไปทางไหน น่านฟ้าจะเปิดหรือไม่
เดชะบุญน้องได้ติดต่อน้องคนจีนที่เป็นลูกศิษย์ลาสโลวและเค้าก็ติดต่อกับเจ้าของชมรมคุณอาหวัง ซึ่งมีฐานะร่ำรวยพอที่จะช่วยเหลือพวกเราได้ คุณอาหวังก็ได้ติดต่อจ้ารถทัวร์มารับและเข้าพักในโรงแรมที่พักเก็บตัวของ นักกีฬาให้พวกเราได้เข้าพักในราคาถูกมาก แต่บริการดีมาก และในระหว่างที่รอการเปิดสายการบิน ลาสโลวก็มาป่วยทีองเสียอาหารเป็นพิษ เป็นลมล้มหน้ฟาดลงที่พื้นต้องเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือ 7 ขวด และหน้าผากแตกต้องเย็บแผลหลายเข็ม ก็ได้คุณอาหวังกับบอย่าน้องคนจีนช่วยเหลือซึ่งนักกีฬาก็ได้ กลับไปซ้อมพลางๆที่ชมรมคุณอาหวังจนกระทั่งทยอยกลับ ก็ความช่วยเหลือของคุณอาหวังนั้นใครจะรู้ว่ามันอาจ จะมาจากอานิสงส์ของการได้ช่วยเหลือคนเยอรมันผู้นั้นก็ได้
เล่ามาเสียตั้งเยอะก็สรุปได้ว่าหากเราจะช่วยเหลือใครก็ช่วยไปเลยไม่ต้องคิดมาก โดยเฉพาะคนที่มาขอควรมช่วยเหลือจากเรา ถ้าเขาไม่ลำบากเขาก็คงไม่มาร้องขอ หรือถ้าเราเห็นใครลำบากก็อย่าลังเลใจที่จะช่วยเหลือเขาอย่างมีสติและเต็มความสามารถ ถ้าเขาจะเป็นพวก 18 มงกุฏมันก็เป็นเรื่องของเขา เมื่อเราได้ช่วยเหลือเขาไปแล้วความบริสุทธิ์ใจ คนที่มีความสุขที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง ส่วนผลของการทำดีนั้นเราไม่ต้องหวังอะไรเลย ทำความดีเพื่อความดี ถึงเราไมได้หวังอะไรรับรองได้ผลแห่งกรรมดีนั้นย่อมย้อนกลับมาหาเราอย่างแน่นอนอย่างที่เราไม่ต้องร้องขออะไร ดังนั้นทำดีด้วยความจริงใจนั้น จะทำให้เราทีความสุขอย่างแบบกินอาหารแสนอร่อยแล้วมันบอกใครไม่ได้ว่ามันแสนอร่อยเพียงไหน ก็ขอจบเรื่องเล่าจากการมาลอนดอนในครั้งนี้
No comments:
Post a Comment