Sunday, February 12, 2017

สิ่งที่ได้จากการจากไปของอากงเมื่อ 9 ปีที่แล้ว

วันนี้ได้จัดข้าวของโละของที่ไม่ได้ใช้ทิ้ง มาเจอสมุดบันทึกที่เคยขีดเขียนๆไว้ เกี่ยวกับการจากไปของอากงก็เลยเอามาพิมพ์เก็บไว้ เผื่อแบ่งกันอ่าน ซึ่งอากงได้ละสังขารลาจากพวกเราไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ก็เป็นเวลานาน 9 ปีแล้ว

"วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นวันอีกวันนึงแห่งการสูญเสียของบุคคลอันเป็นที่รักและนับถือมาตั้งแต่เด็กจนโต อากงของเราเอง การสูญเสียอากงในครั้งนี้เป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ครั้งที่ 2 ในครอบครัว จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด คนเราเกิดมา มีชีวิตอยู่ แล้วมันก็ต้องจบด้วยการจากไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ยั่งยืนนาน

อากงจากไปเมื่ออายุ 102 ปี นับว่าเป็นบุคคลที่โชคดีเพราะเมื่อมีอายุยืนยาวขนาดนี้และมีลูกหลานคอยดูแลตอบแทนพระคุณ ซึ่งหากคนอายุยืนขนาดนี้แต่ไม่มีใคร ความโชคดีก็กลายเป็นความโชคร้ายก็ได้ การมีอายุยืนนานของอากงนี้ทำให้เราเห็นว่า เรานั้นไม่อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนถึงขนาดนี้ เพราะสังขารร่างกายมันหมดอายุไม่สามารถทำอะไรไหวได้ เมื่อร่างกายหมดสภาพจึงขออยากลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขโดยที่ไม่เป็นภาระใครน่าจะดีกว่า

ความตายของอากงนั้นสอนให้เราเห็นอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่ากลัวของความตาย ความตายไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวแม้แต่นิดเดียว เมื่อมีชีวิตอยู่ ณ เวลานี้ หากเราได้หมั่นเพียรทำความดี สร้างกุศล ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วทำไมเราถึงจะต้องกลัวความตาย ความตายเป็นจุดจบของรูปทางโลก เมื่อร่างกายมันหมดสภาพหมดอายุ จิตหรือนามมันก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ นั่นก็คือความตายเป็นจุดเริ่มต้นของโลกทางวิญญาณ สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือเมื่อจิตทิ้งร่างนี้ไปเพื่อเริ่มการเดินทางอันใหม่นี้แหละ มันจะเดินทางไปทิศทางไหน หากเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่มีหน้าที่ของมนุษย์ที่พึงกระทำและได้กระทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบเต็มที่ เราจะไม่มีวันกลัวความตายแม้แต่เพียงนิดเดียว ทุกคนมีนัดกับความตาย ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ เปรียบเสมือนเราได้วีซ่ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์เมื่อวีซ่าหมดอายุเราก็ต้องกลับไป

การสูญเสียอากงในครั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับตอนที่สูญเสียอาม่า ฝีมือในการรับกับสถานะการณ์นั้นห่างกันเหนือชั้นมาก ตอนที่อาม่าเสียไปในปี 2546  ณ เวลานั้น เหมือนคนเสียสติ ความมีสติ ความแข็งแรงของสตินั้นอ่อนแอมาก มีความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ต้องรับมือกับความสูญเสีย และไม่เข้าใจถึงความสูญเสียว่ามันก็เป็นธรรมดาของโลก คือตอนนั้นความเข้าใจในไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ถ่องแท้ รู้แค่เพียงภาคทฤษฏี ที่ว่า ความพลัดพรากจากของรักของที่พอใจนั้นมันเป็นความทุกข์ เพราะในตอนนั้นไม่มีการหมั่นซ้อมคิดถึงระลึกถึงความตาย แต่คราวนี้ตอนนี้เข้าใจสุดๆ เพราะได้ฝึกฝนปฏิบัติในขั้นนึงที่ไม่ประมาท หมั่นระลึกถึงความตายเป็นเนืองๆ คนที่ตายนะไม่เศร้า คนที่เศร้าคือคนที่ไม่ได้ตาย

ดังนั้นสิ่งที่สมเด็จพระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงตรัสสอนให้เราหมั่นระลึกถึงความตายเป็นเนืองๆ นั้นถูกต้องที่สุด เพราะเมื่อเรานึกถึงความตายมันจะทำให้เกิดคำถามขึ้นกับตัวเราว่า ณ เวลานี้ และเวลาที่เหลือนี้ เราทำความดีเพียงพอหรือยัง เรามีอะไรคั่งค้างที่เรายังไม่ได้ทำหรือยัง  เราเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอันแสนยาวไกลหลังจากที่เราต้องทิ้งร่างอันหมดสภาพใช้ไม่ได้นี้ และทิ้งสมมติในโลกนี้กันหรือยัง

เมื่อเราได้พบกับการสูญเสียกับคนที่เรารักหรือรู้จัก เราควรพีจารณาและระลึกถึงคุณความดี และคติชีวิตที่เราได้จากบุคคลที่เราเคารพรักเหล่านั้น และระลึกถึงความรักและเมตตาที่ท่่านมีต่อเรา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราเป็นผู้เป็นคน เป็นคนดีของสังคม สิ่งใดที่ไม่ดีมีการทะเลาะเบาะแว้งในอดีตก็ควรจะอโหสิกรรมกันไป เพราะ ณ เวลานั้น มันอาจมีความจำเป็นที่ต้องมีขัดแย้งกัน ซึ่งความไม่ดีเหล่านั้นก็อาจเป็นเหตุผลักดันที่ทำให้เรามีชีวิตพลิกผันไปในทางที่ดีก็ได้

ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี มีอากงอาม่าที่ดี มีปาป๊ามาม๊าที่ดี และมีญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงที่ดี และมีสามีที่ดี อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาผู้คนเหล่านี้ก็ต้องจากเราไปทั้งสิ้น เราอย่าไปคิดว่าเขาเหล่านี้จะจากเราไปแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนปฏิกิริยาเคมีที่มีปฏิกิริยาย้อนกลับ ว่าเราเองก็อาจจะกลับบ้านเก่าไปก่อนพวกเขาเหล่านั้นก็ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครรู้และก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ หน้าที่ของมนุษย์นั้นก็คือสร้างความดี เมตตาอารีย์ ไม่เบียดเบียนคนอื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งในการใช้ชีวิตตลอดมา 36 ปีนั้น ถือว่าโชคดีที่มีชีวิตรอดปลอดภัยมาได้และยังได้มีโอกาสสร้างความดีในชาตินี้ แต่ความดีที่ทำนี้มันก็ยังอาจจะน้อยกว่ากรรมชั่วที่เคยทำมานับไม่ถ้สนในอดีตชาติก็ได้

ธรรมทำให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ ธรรมสามารถทำให้เราเข้าใจถึงการเป็นไปของชีวิตและมีการเตรียมตัวก่อนตาย ในชีวิตของเรานั้นมีการสูญเสียพลัดพรากอยู่ตลอดเวลา แค่เอาเพียงพิจารณาจากร่างกายของเรา มีการสูญเสียอยู่ทุกวินาที หากเราเอาจิตเราไปยึดหรือผูกกับสิ่งใดเมื่อมีการสูญเสียก็จะเศร้าหมอง ดังนั้นการปล่อยวางอย่างมีสัมมาทิฐิ มีความเข้าใจการเข้าไปยึดกับสรรพสิ่งทั้งหลายของจิต ก่อให้เกิดทุกข์ จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถรับมือกับความสูญเสียได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเป็นของเรา ถ้าเราไม่จากมันไปก่อน มันก็ต้องจากเราไปในวันใดวันหนึ่งก็ตาม เปรียบเสมือนเรามีแจกันแก้วสวยงามมีค่าและเราก็รักมันมาก ดูแลรักษาทะนุถนอมมันอย่างดี ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องกลัวมันจะแตก วันนึงมันก็ต้องแตกแล้วจากเราไป หรือเราก็ตายก่อนทิ้งมันไว้เอาไปกับเราไม่ได้แม้กระทั่งคนที่เรารัก หรือคนที่เราชัง ถ้าคนที่เรารักเราก็อยากให้เขาอยู่กับเรานานๆ คนที่เราไม่ชอบเราก็ไม่อยากเจอ แต่สุดท้ายไม่ว่าเราจะรักหรือชัง เรากับเขาก็ต้องแยกจากกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิธีจะหลีกเลี่ยงจากการไม่ตาย ก็คือไม่เกิด  การเกิดเป็นทุกข์ ณ วันนี้จากการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมมาทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมว่า การเกิดนั้นที่แท้ไม่ได้มีความสุขแม้แต่นิดเดียว ความสุขที่คนทั่วไปคิดถึงก็คือความสำเร็จในการตอบสนองกิเลสที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น คิดว่าการมีเงินนั้นจะมีความสุข มีรถดีๆขับจะมีความสุข มีอาหารอร่อยๆกินแล้วมีความสุข ได้แต่งงานกับคนนี้แล้วจะมีความสุข จะเห็นได้ว่าสุขเหล่านี้มันมีทุกข์เจือปนอยู่ตลอดเวลา มันไม่ได้เป็นสุขจากข้างในจิตใจแม้แต่อย่างใด ดังนั้นมนุษย์ทั่วไปจึงเสาะแสวงหาสะสมเครื่องบำรุงกิเลสอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรน แสวงหาอย่างไม่มีวันรู้จบ เพราะไม่เข้าใจในหลักของสัจธรรมที่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกามสุข บำรุงสุขภายนอกเมื่อเราตายไปแล้วไม่สามารถเอาอะไรไปได้ทั้งสิ้น แม้แต่ร่างกายอันแสนรักของเราเอง

การตายของอากงอาม่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราหมั่นระลึกถึงความตายบ่อยๆ ให้เข้าถึงหน้าที่ความเป็นมนุษย์ และมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาและมุ่งมั่นทำความดีให้มากทวีคูณขึ้นไป เพราะบุญและความดีเ่ท่านั้นที่เราจะนำติดตัวไปในชีวิตหลังความตายนี้ได้ และลดละเลิกบาปอกุศลให้ได้มากที่สุดเพราะมันก็จะติดตามเราไปด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นชีวิตที่เหลือนั้นเราจะต้องดำเนินไปด้วยความไม่ประมาทพลาดพลั้ง ดำเนินชีวิตไปตามมรรคมีองค์แปด อย่างน้อยถึงเราจะไม่พ้นทุกข์อย่างถาวรเข้าถึงมรรคผลนิพพาน เราก็จะดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันที่มีความทุกข์แต่ความทุกข์ไม่สามารถทำให้ใจเราเศร้าหมองได้ และการเดินตามมรรคมรรทาตามองค์สมเด็จพระศาสดานั้นก็จะทำให้เรามีจิตใจที่เป็นบุญกุศล และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายที่เป็นสิ่งที่เราต้องเจออย่างแน่นอน"

Monday, June 01, 2015

ระลึกชาติกับวันวิสาขบูชา 2015

เมื่อวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมเวิร์คชอปของ ดร.ไบรอัน ไวส์ ซึ่งเป็นแพทย์สะกดจิตชาวอเมริกันซึ่งมีความโด่งดังกับหนังสือเรื่อง Many Lives Many Master ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ ดร.ไวส์ได้สะกดจิตย้อนอดีตของคนไข้ที่มีชื่อว่าแคทเธอรีน และได้เรียนรู้ว่าชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้เกิดมาแล้วตาย แต่เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดเป็นวัฏจักรมานับไม่ถ้วนแล้ว และแต่ละอดีตที่เกิดขึ้นก็มีผลสืบเนื่องมาถึงอนาคตทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และบุคคลที่เคยเกี่ยวเนื่องกันมาก็จะกลับมาเกี่ยวเนื่องกันอีกนับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่จำกัดว่าต้องมีความสัมพันธ์กันแบบเดิม บางทีแม่ก็กลายเป็นลูก สามีกลายเป็นภรรยา ซึ่งหลังจากหนังสือเรื่องนี้ ดร.ไวส์ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตแพทย์ที่สามารถใช้เรื่องของการระลึกเข้าไปในอดีตมารักษาสภาวะการป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 
ในงานเวิร์คชอปนี้อยู่ที่ลอนดอน ข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้ตัดสินใจไปร่วมงานในครั้งนี้เพราะเคยติดตามงานหนังสือและอีกอย่างในมุมมองของข้าพเจ้าที่ได้ศึกษาธรรมและปฏิบัติ ข้าพเจ้าอยากเปิดโลกทัศน์ได้เรียนรู้มุมมองของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกต่อเรื่องการระลึกชาตินั้นเป็นอย่างไร และการที่จะนำจิตให้เป็นสมาธิรำลึกอดีตของจิตแพทย์นั้น มีความต่างกับการปฏิบัติสมาธิในทางพุทธศาสนาอย่างไร แต่เรื่องของการระลึกชาตินั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะในพระพุทธศาสนาก็ได้สอนถึงเรื่องผลของการเข้าถึงวิปัสสนาญาณ ก็จะทำให้ได้บุพเพนิวาสนุสติญาณการระลึกชาติได้ ดังนั้น การมาร่วมงานในครั้งนี้ก็เป็นเกิดเรียนรู้วิธีและแนวทางในการปฏิบัติของชาวตะวันตกในการเข้าถึงอดีตชาติ นับว่าเป็นโอกาสดีครั้งหนึ่ง
ในงานนี้มีคนมากมายมาร่วมงานเวิร์คชอป มีมากมายมาจากหลายประเทศอย่างไม่น่าเชื่อบ้างก็มาจาก อเมริกาใต้ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ และอีกมากมาย ก็แสดงให้เห็นว่าคนที่สนใจและเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีอยู่ไม่น้อย ในเชิงปฏิบัติของการเข้าถึงสมาธินั้น เป็นแนวทางของการสะกดจิต ลำดับแรกก็คือหรี่ไฟให้สลัวๆ สร้างบรรยากาศ แล้ว ดร.ไวส์ก็จะพูดบรรยายพร้อมเสียงเพลง ให้เราหลับตา หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าเอาสิ่งดีๆเข้าไป หายใจออกเอาความเครียด ความกังวล สิ่งไม่ดีต่างๆออกมา แล้ว เมื่อเข้าถึงสมาธิจุดนึง ดร.ไวส์ก็จะเราใช้จินตนาการเห็นแสงส่องมาที่ตัวเองแล้วจินตนาการให้ตัวเองมีแสงห่อหุ้ม แล้วก็จินตนาการว่าเราเข้าไปอยู่ทีทุ่งหญ้าสวยงาม แล้วก็ให้ย้อนระสึกถึงเหตุการณ์วัยเด็ก แล้วก็เริ่มเดินทางไป คือวิธีการก็คือ ดร.ไวส์จะนำจิตของเราให้ดิ่งลงๆๆๆ แล้วก็ดึงเอาความทรงจำในอดีตออกมา ซึ่งก็น่าสนใจดี แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น วิธีนี้ยากมากเพราะเมื่อจิตดิ่งเป็นสมาธิแล้วเสียงของดร.ไวส์กับเพลงมันติดๆขัดๆ เป็นแค่เสียงและการใช้จินตนาการแบบนี้ยิ่งยาก เพราะไม่เคยฝึกมา ฝึกมาแบบรู้อยู่ ณ ปัจจุบัน แต่ก็ไม่เป็นไร ก็สนุกไปอีกแบบ หลังจากฝึกแล้วก็จะมีการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งน่าแปลกใจมากว่ามีหลายคน สามารถย้อนอดีตจำเรื่องราวต่างๆได้ บางคนย้อนไปได้หลายชาติเลย แต่ข้าพเจ้ากับลาสโลวย้อนไปไหนไม่ได้เลย ยังอยู่ที่เดิม  หลังจากนั้น ก็เป็นการฝึกอีกอย่างคือให้จับคู่ เอาแบบคนไม่รู้จักกัน แลกของกัน แล้วก็หลับตาส่งจิตไปที่ของ รับรู้ถึงเรื่องราวและพลังงานของของ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้แลกแหวนกับคนอินเดียข้างๆ แล้วก็หลับตาสมาธิปรากฏภาพว่าเป็นงานรื่นเริงอะไรซักอย่างมีผู้หญิงใส่สาหรีโปรยดอกไม้กันใหญ่ แล้วก็แลกประสบการณ์กัน เค้าก็ยิ้มๆไม่บอกอะไร ประสบการณ์ของข้าพเจ้าไม่น่าตื่นเต้นอะไร แต่ ของคนอื่นตื่นเต้นกว่าคือมีคนนึงเค้าบอกว่าเมื่อได้รับของของคนที่แลกกันคอของเขาเจ็บมาก ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของของเป็นโรคอะไรซักอย่างเกี่ยวกับคอ และอีกตัวอย่างหนึ่งคือผู้หญิงคนนึงแลกแหวนกันกับคู่ของเขาเมื่อเขาเข้าสมาธิถึงแหวนก็เห็นผู้หญิงสวยคนนึงมีความสุขใส่ชุดสีขาววิ่งอย่างมีความสุข ปรากฏว่าเจ้าของแหวนนั้นบอกว่ามันเป็นแหวนวันแต่งงานที่เขามีความสุขมากๆเลย  ในตอนบ่ายของวันแรกก็เป็นการสะกดจิตหมู่อีกครั้งก็เหมือนเดิม ตามเสต็ป
วันที่สองนี่น่าตื่นเต้นเพราะหลังการสะกดจิตหมู่ ก็เป็นการฝึกที่ไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือการมองหน้าคู่ของเราในที่มืด ก็เริ่มจากการทำสมาธิหลับตา แล้วก็ลืมตาเบาๆ มองไปที่หน้าของคู่เรา มองไปเรื่อยๆอย่าจดจ้องมองสบายๆ หลังจากนั้นก็แชร์ประสบการณ์กัน อันนี้น่าสนใจ เพราะมีผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คู่แรกเค้าบอกว่าเห็นหน้าคู่ของเค้าเป็นผู้หญิงอียิปต์ข้างหลังมีแบคกราวน์อียิปต์ด้วย แต่หน้าของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความเศร้า ซึ่งมันก็ไปตรงกับประสบการณ์ที่คู่ของเค้าคือผู้หญิงคนนี้เห็นอดีตของตัวเองเกี่ยวกับอียิปต์ และเมื่อปีที่แล้วเค้าไปอียิปต์กำลังจะเดินทางไปปีรามิด ระหว่างเดินทางจะไปถึงปีรามิดเค้าก็ป่วยหนักมีอาการไม่สามารถเดินทางได้ ก็เลยปล่อยให้สามีไปคนเดียว และเมื่อมาถึงโรงแรมก็อาการหาย แต่พอเดินทางไปรับสามีที่ปิรามิดก็เกิดอาการป่วยหนักระหว่างทางขึ้นมาอีก ที่น่าสนใจกว่านั้น ในขณะที่พี่คนนี้กำลังเล่า อีกคนนึงก็ยกมือแล้วก็บอกว่าพอพี่คนนี้เล่าเรื่องเค้าก็น้ำตาไหลร้องให้รับรู้ถึงความเศร้านั้น อีกคู่นึงเป็นน้องผู้หญิงแถวหน้า คู่นี้ก็น่าสนใจก็คือน้องผู้หญิงคนนี้เห็นหน้าคู่ของตัวเองเปลี่ยนไปเป็นชาวมายา แล้วก็ดับไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นพ่อหมอแห่งชาวมายาซึ่งดูมีอำนาจ  ซึ่งน้องคนที่ถูกมองหน้าก็บอกว่าเค้าเคยถูกบอกว่ามีความผูกพันเกี่ยวกับเผ่ามายา ส่วนข้าพเจ้าคูกับลาสโลว มองไปเรื่อยๆ เฮ้ย เห็นหน้าลาสโลวกลายเป็นเสือ ดร.ไวส์ก็บอกว่านั่นอาจเป็นการสื่อถึงพลังและอำนาจในตัวของลาสโลว แต่ลาสโลวก็ไม่เห็นอะไรจากหน้าข้าพเจ้า ยังเป็นฤทธิ์คนเดิม
ในช่วงบ่ายก็จะมีการให้มีอาสาสมัครยอมขึ้นมาถูกสะกดจิต เพราะ ดร.ไวส์จะแสดงวิธีสะกดจิตที่ใช้ในการรักษาคนไข้ คนแรกเป็นน้องผู้ชายคนนึงตัวเล็กๆ ดร.ไวส์ก็แสดงวิธีสะกดจิตซึ่งไม่น่าเชื่ออยู่ดีๆหลังจากจ้องตา ดร.ไวส์ ก็คอตกเหมือนหลับไปเลย หลังจากนั้นดร.ไวส์ก็จะบอกให้ระลึกถึงวัยเด็กมีเหตุการณ์อะไร น้องเค้าก็บอกว่าเป็นงานวันเกิด มีความสุข แต่รู้สึกหมั่นไส้พี่สาวมากเพราะชอบเรียกร้องความสนใจ ดร.ไวส์ก็เลยถามว่าทำไม เค้าก็บอกว่าไม่รู้ ดร.ไวส์ก็ให้ระลึกไปให้เด็กกว่านั้น น้องเค้าก็ระลึกถึงตอนที่เค้าเป็นทารกหลังคลอดแม่พากลับมาบ้าน เค้าเห็นพี่สาวเค้ามองเค้าที่มองอยู่ที่เค้าด้วยสายตาไม่น่าเป็นมิตรนัก หลังจากนั้น ดร.ไวส์ก็พาระลึกอดีตที่ไกลกว่านั้น น้องเค้าก็บอกว่าเค้าอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นซามูไร ตัวใหญ่ ซึ่งเป็นซามูไรมือสังหาร ก็ได้สังหารคนไปหลายคน ตามสั่งเพราะต้องทำตามใบสั่งผู้บัญชาการ ปรากฏว่าใบสั่งมาให้ฆ่าผู้หญิงซึ่งเค้าปฏิเสธ ก็เลยโดนลงโทษให้ทำฮาราคีรี คว้านท้อง เค้าบอกว่าคำสั่งมันไม่ถูกต้องเค้าทำตามไม่ได้โดยเฉพาะฆ่าผู้หญิง มันไม่ถูกต้อง ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเค้ายอมตาย หลังจากนั้นก็เห็นน้องคนนั้นมีอาการเหมือนเจ็บปวดมาก ดร.ไวส์ก็บอกว่าให้มันผ่านไปมันเป็นอดีตไปแล้ว แล้วก็ให้เรียนรู้ว่าเราได้บทเรียนอะไรบ้าง หลังจากนั้น ดร.ไวส์ก็นำเขากลับมา ณ เวลาปัจจุบัน  แล้วก็ให้มีคนซักถาม ก็มีคนถามเขาว่ามีความเจ็บปวดหลงเหลือกับบาดแผลในอดีตไหม น้องเค้าก็บอกว่าเวลาดื่ม หรือกินอะไร บางทีก็ปวดท้องประมาณบริเวณที่คว้านท้อง ซึ่งวันนี้เค้าเข้าใจแล้วว่าทำไม แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ มีผู้หญิงคนนึงยกมือแล้วก็บอกว่าระหว่างที่ ดร.ไวส์สะกดจิตน้องผู้ชาย พอเค้าเล่าถึงตอนทำฮาราคีรี พี่ผู้หญิงคนนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องเหมือนกัน ดร.ไวส์ก็บอกว่าบางทีคนเรามีสื่อติดต่อกัน
โดยสรุปก็เป็นวันสุดสัปดาห์ที่น่าสนใจ ผู้คนที่มาล้วนอยากมีประสบการณ์ระลึกชาติอยากรู้อดีต และอยากหายจากโรคที่เจ็บปวด หรือความทุกข์ที่เป็นอยู่ แต่อย่างนี้อย่างนั้น วิธีนี้การสะกดจิตระลึกชาติก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นการตัดวงจรสังสารวัฏ เพราะเห็นการเวียนว่ายตายเกิดแต่ไม่สามารถออกมาจากวงจรนี้ได้  ซึ่ง ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกว่าเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทรงตรัสรู้ความรู้อันยิ่งใหญ่สำหรับชาวโลก พระองค์ได้พิสูจน์เรื่องหลายอย่าง การเวียนว่ายตายเกิดนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงประสบการณ์ของพระองค์เองไม่ว่าจะเป็นกรณี ของพระองค์และพระเทวทัต หรือเรื่องราวอีกหลายเรื่องในพระไตรปิฏก ซึ่งในทางตะวันตกมันอาจจะไม่ร่วมสมัย แต่เรื่องเล่าอย่างในงานมันดูเป็นประสบการณ์จริงน่าติดตามเพราะเหตุการณ์ร่วมสมัยกว่า พระองค์ทรงเข้าถึงบุพเพนิวาสานุสติญาณ รู้ภพชาติของพระองค์เอง และพระองค์ยังสามารถเห็นอดีตและกฏแห่งกรรมของผู้คนได้อีกด้วย พระองค์ยังทรงแสดงถึงการให้ผลของกรรม ที่ติดตามข้ามภพข้ามชาติกัน และเรื่องของเหตุผลเรื่องราวของชีวิตได้ แต่ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือพระองค์ทรงให้วิธีการดับการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ซึ่งเป็นการดับวงจรเกิด ตาย เกิดตาย ได้อย่างถาวร ซี่งสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบนี้มีประโยชน์มากกับการใช้ชีวิตโดยที่ทำให้เราอยู่กับทุกข์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทุกข์
และในวันนี้เป็นวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญของโลกเพราะเป็นวันที่มหาบุรุษ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงสอนนั้น ยังทันสมัยและเป็นอริยสัจ ที่ไม่ว่าวันเวลาเปลี่ยนไป คำสอนของพระองค์ก็ไม่สามารถมีอะไรมาลบล้างได้ และสามารถประยุกต์นำไปใช้ในการดำรงชีวิตในทางที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอกราบระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจะนำคำสอนของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องและสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้ได้เข้าถึงพระสัจจธรรมคำสอนของพระองค์เพื่อความสันติสุขของมนุษยชาติในโลกนี้
อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา พุทธัง ภควันตังอภิวาเทมิ  ... กราบ
สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธัมมัง นะมะสามิ.......กราบ

สุปะฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆัง นะมามิ.....กราบ

Tuesday, September 03, 2013

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่โรงพักนานกว่า 5 ชั่วโมง

วันนี้เป็นวันที่ใช้เวลานานแสนนานอยู่ที่โรงพักที่เดอแรม ไม่ต้องตกใจไปโรงพักไม่ได้หมายความไปมีเรื่องมีราวกับใคร แต่ได้รับงานด่วนเมื่อเช้านี้จากบริษัทล่ามแปลให้ไปแปลเคสที่โรงพัก ตอนได้รับข้อความก็ตอบกลับไปว่าวันนี้คงไม่ได้งานยุ่งเพราะยังไม่ได้ห่อของส่งให้ลูกค้าเลย และก็คิดว่าจะหยุดงานแปลไปสักพักก่อนเพราะว่างานของบริษัทยุ่งอยู่ พอขึ้นไปอาบน้ำก็ขบคิดอยู่ว่าควรจะไปเพราะเคสที่โรงพักเรียกตัวไปส่วนมากจะเป็นเคสด่วนและคนไทยกำลังมีปัญหาเรื่องภาษา เราควรจะไปช่วย เพราะอยู่ในฐานะที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่าจะยุ่งแค่ไหน คนเค้ากำลังลำบาก ก็เลยโทรไปบอกว่าจะไป ลงมาบอกลาสโลวว่าจะรับงาน ลาสโลวก็เลยถามว่าไหนว่าไม่รับงานแปลแล้วไง ก็ตอบลาสโลวว่าคนที่จะให้ข้าพเจ้าไปเป็นล่ามให้มันต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญ ดังนั้นขอรับงานนี้แล้วกัน

พอไปถึงที่โรงพักก็นั่งรออยู่สักพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกมาพบแล้วก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆให้ฟังว่าพี่คนนี้แกถูกทำร้าย ที่บ้านพักรวม เดี๋ยวก็จะเดินทางมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร พอเจอพี่เค้าก็ทักทาย พูดคุยถามเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เค้าก็รัวมาเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าก็งง อะไรฟะ ถ้าภาษาอังกฤษได้แล้วจะให้ตูมาทำไม ก็เลยบอกพี่เค้าให้พูดภาษาไทยก็ได้ แกก็บอกว่ามาอยู่ที่นี่ 18 ปีพูดจำไทยไม่ค่อยได้แล้ว อ้าวไหงเป็นงั้น ตูเป็นล่ามแปลไทยเป็นอังกฤษ แล้วก็อังกฤษเป็นไทย นี่ต้องมาแปลอังกฤษ เป็นอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษแกก็เป็นคนไทยพูดอังกฤษแบบไทยๆ ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการสอบปากคำว่าให้แกตอบเป็นภาษาอังกฤษก็แล้วกันแต่อันไหนที่ไม่เข้าใจเดี๋ยวจะทรานสเสต แปลให้เข้าใจกัน แต่ว่าข้าพเจ้าตอนโต้ตอบกับพี่คนนี้ก็พูดเป็นภาษาไทย เพราะเธอเข้าใจ

เรื่องของเรื่องก็คือพี่เค้าได้รับคำสั่งศาลให้มาอยู่บ้านหลังนี้ แล้วโดนเพื่อนร่วมบ้านทำร้ายทุบตี ซึ่งแกพยายามไม่สู้ไม่โต้ตอบ แล้วก็ต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกัน ยัยคนฝรั่งที่เริ่มเรื่องก็เอากรรไกรมางับๆจ่อที่หน้าแก ข่มขู่ ซึ่งแกก็ไม่รู้ว่าทำไมยัยฝรั่งคนนี้เค้าถึงเป็นแบบนี้ แกคิดว่ายัยคนนี้เป็นเจ้าของบ้านก็กลัวเค้าด้วย แต่จริงๆแล้วยัยฝรั่งคนนี้ก็เป็นแค่ผู้มาอยู่เหมือนกัน สู้กันจนตอนหลังแกวิ่งหนีออกนอกบ้านไม่คิดชีวิตไปถึงตู้โทรศัพท์แล้วแจ้งตำรวจ ตำรวจก็มารับตัวแกไปไว้ที่โรงพัก

เมื่อให้ปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจก็จะพาแกกลับไปที่บ้านพัก แต่แกไม่อยากกลับ ก็กลัวว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก แต่ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก แล้วต่างคนต่างแยกย้าย ข้าพเจ้าก็กลับมาบ้านทำกับข้าวให้ลาสโลว และก็ว่าจะแพ็คของส่ง ปรากฏว่าได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกว่าพี่เค้าไม่ยอมกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนี้เพราะกลัว เหตุการณ์มันยังหลอนอยู่ จึงอยากให้ข้าพเจ้ากลับไปเพื่อพูดคุยกับพี่เค้า

เมื่อกลับไปถึงที่โรงพัก เจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเค้าก็บอกว่าพี่เค้ามีอาการหลอนทางประสาทเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลยต้องติดต่อโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อน เพราะตำรวจก็ไม่แฮปปี้กับการที่พี่เค้าจะต้องกลับไปอยู่บ้านหลังนั้นอีก ก็ตอนนั้นไปถึงโรงพักตอนบ่ายสามครึ่ง คุยกับตำรวจ ก็ได้เข้าไปคุยกับพี่เค้าสนทนากันไปเรื่อยๆ ถามไถ่กัน ก็ปรากฏว่านัดหมอได้ตอน ทุ่มครึ่ง เลยต้องนั่งรอกันต่อไป แบบคุยกันจนหมดเรื่องคุย ก็กลัวพี่เค้าจะหิวก็ออกไปซื้อน้ำซื้อขนมให้พี่เค้า แล้วก็ซื้อมาม่าราเม็งให้พี่เค้าไปอีกสองห่อกันเหนียวเผื่อไปอยู่ที่ไหนก็เอาต้มน้ำกินได้ประทังชีวิต รอกันจนถึงทุ่มครึ่ง ตำรวจก็มาบอกให้ออกเดินทางไปโรงพยาบาล ก็ได้นั่งรถตำรวจไปโรงพยาบาล

ที่โรงพยาบาลก็ได้พบคุณหมอพูดคุย ก็ได้ทราบว่าพี่เค้ามีประวัติของการป่วยทางจิตมาอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็จะได้ยินเสียงแว่ว แบบคนคุยกัน แบบมาบอกโน่นบอกนี่ หมอเค้าซักประวัติ ซึ่งในระหว่างที่นั่งรอจะไปโรงพยาบาลอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้สังเกตว่าอยู่ดีๆ แกก็พยักหน้างึดๆ เหมือนคุยกับใครอยู่ ข้าพเจ้าก็ถาม พี่แกก็ตอบว่าเสียงบางอย่างมาคุยด้วย ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็คอยสังเกตการณ์อยู่ เพราะจำได้ครั้งนึงไปโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อแปลให้ป้าคนนึงซื่งป่วยทางจิต มีอาการคล้ายๆกันคือ พูดไทยไม่ได้แล้วแต่ฟังได้ จำได้ว่าหมอให้ถามอะไรก็ไม่รู้ แกก็ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษแบบฟัง โคตะระยากเลย หมอก็บอกวาไหนแปลซิป้าแกว่าไง โธ่หมอแกตอบเป็นอังกฤษ หมอไม่รู้ แล้วล่ามจะรู้ไหมเนี่ย ข้าพเจ้าก็เลยเดาไว้นิดๆว่า พี่คนนี้แกคงต้องมีอาการป่วยทางจิตอยู่บ้าง ซึ่งตอนถูกสัมภาษณ์จากหมอ ก็ อ๋อเลย ว่าแล้ว ปรากฏว่าแกก็ต้องไปอยู่บ้านที่รับคนที่ได้รับวิกฤติ ซึ่งหมอแกก็ถามว่าแกมีเงินติดตัวหรือเปล่า ข้าพเจ้าก็บอกหมอไปว่าไม่มี แต่ไม่ต้องกังวลข้าพเจ้ายินดีให้เงินข้าพเจ้ากับพี่แกไว้ เพราะกันเหนียว เผื่อฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้ เดชะบุญค้นในกระเป๋าตังค์มี 15 ปอนด์ ก็ให้แกไปหมดเลย แกก็ห่วงว่าเราเอาเงินให้ก็เลยบอกแกไปว่าไม่เป็นไรข้าพเจ้าทำงานได้ค่าแปล อันนี้ให้เพื่อช่วยเหลือพี่ที่กำลังลำบาก ไม่ต้องกังวลงานที่รับมานี่ก็ไม่ได้หวังเงินมากมาย ที่รับก็เพราะต้องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน แกก็ขอบคุณข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ตอนออกมาคุณหมอก็ถามว่าได้ให้เงินพี่เค้าไปเท่าไหร จะได้คืนไหม ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่ต้องห่วงถือว่าข้าพเจ้าบริจาคแล้วกัน

ตอนกลับตำรวจก็ขับรถตำรวจมาส่งถึงบ้าน ก็เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง ก็ถือว่าข้าพเจ้าได้ทำเต็มที่ในวันนี้ ถ้าไม่รับงานนี้พี่คนนี้ก็คงลำบาก ก็ได้ช่วยเหลือทางด้านจิตใจและทรัพย์ ไปโรงพักได้ช่วยคนไม่มากก็น้อย ก็ขอแบ่งบุญให้กับทุกๆคนด้วยคะ

Sunday, September 01, 2013

งานถวายองค์พระประธานวัดสันติวงศาราม

ในวันนี้ข้าพเจ้าและลาสโลวขอนำบุญมาฝากเพื่อนๆพี่น้องชาวเฟซกันคะ วันนี้วันที่ 1 กันยายน 2556 ข้าพเจ้าและลาสโลวได้มีโอกาสไปร่วมงานทอดผ้าป่าซึ่งพี่ไก่ กีรติพงศ์ เป็นเจ้าภาพ และงานถวายพระประธานพระพุทธชินราชหน้าตัก 32 นิ้ว มาประดิษฐานที่ห้องสวดมนต์ใหม่วัดสันติวงศาราม
บรรยากาศในตอนเช้างานทอดผ้าป่าก็มีโรงทานมาร่วมบุญกันพี่น้องก็อิ่มหนำสำราญและทำพิธีถวายผ้าป่าในช่วงเช้านี้ ได้ปัจจัยรวมทั้งหมดประมาณ 14000 กว่าปอนด์ก็ขอร่วมอนุโมทนากับทุกท่านรวมทั้งเจ้าภาพด้วยคะ
ในตอนบ่ายเป็นพิธีถวายองค์พระประธาน ซึ่งข้าพเจ้าได้เคยเล่าสู่กันฟังถึงประวัติความเป็นมาขององค์พระพุทธชินราชองค์นี้ไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอเล่าอีกครั้งท้าวความว่า ในครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เดินทางกลับไปปฏิบัติธรรมที่ร่มอารามสถานธรรม ข้าพเจ้าก็ได้เห็นองค์พระประธานในห้องปฏิบัติธรรมมีความงดงาม และองค์พระท่านดูมีความเมตตาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งองค์พระนี้หาดูได้ในปฏิทินในปี 2553 ซึ่งข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก และตอนนั้นคิดเล่นๆว่าหากว่ามีโอกาสก็อยากได้มีองค์พระแบบนี้มาประดิษฐาน ณ ประเทศอังกฤษให้คนได้กราบไหว้บูชา ณ เวลานั้น ทางวัดสันติวงศารามได้เริ่มโครงการขยับขยายพื้นที่ที่จะเพิ่มเนื้อที่เพื่อการปฏิบัติธรรมและศาสนกิจ เพราะอาคารวัดหลังที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเริ่มคับแคบในขณะที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ทางวัดยังมีกิจกรรม การปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นกิจกรรมที่ญาติโยมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความจำกัดในพื้นที่ จึงต้องจำกัดจำนวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ซึ่งบางคนมีความตั้งใจอยากมา แต่ต้องอกหักเพราะคอร์สเต็มแล้ว เพราะสถานที่ที่จะให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ และที่พักนั้นไม่อำนวย
ในขณะนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยเหลือทางวัดในการทำปฏิทินในปี 2553 และได้ฟังคำดำริของพระอาจารย์อ๊อดว่าอยากสร้างห้องสวดมนต์ใหม่ ข้าพเจ้าจึงเรียนพระอาจารย์อ๊อดท่านว่าถ้าหากพระอาจารย์ต้องการสร้างห้องสวดมนต์ ข้าพเจ้าและสามี (ลาสโลว) ขอเป็นเจ้าภาพพระประธาน ณ ห้องสวดมนต์ เพราะ พี่ชายของข้าพเจ้าเป็นเจ้าของโรงหล่อพระ และ ได้เป็นผู้หล่อพระประธานในสถานปฏิบัติธรรม ร่มอารามที่ข้าพเจ้ามีความประทับใจในองค์พระองค์นั้นเป็นอย่างมาก และในขณะนั้นก็ไม่ทราบว่าพระอาจารย์ต้องการพระพุทธรูปปางค์ไหนเป็นพิเศษ แต่คิดอยู่ในใจว่าถ้าท่านต้องการแบบไหน ข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะให้หล่อพระประธานขึ้นมาใหม่เพื่อความสวยงาม  เรื่ององค์พระก็ยังไม่เป็นจริงเป็นจังกันในขณะนั้นเพราะยังไม่ได้เริ่มงานอะไร
ในช่วงฤดูร้อน ปี 2554 ข้าพเจ้าได้เดินทางไป Coventry เพื่อไปติดต่อเรื่องการทำเวปไซด์และวีดีโอของบริษัท ข้าพเจ้าก็เลยชวนลาสโลว ว่าเรามากันทางใต้ประมาณนี้ ก็อยู่ไม่ไกลวัดสันติวงศาราม ประกอบกับลาสโลวยังไม่เคยมาที่วัดนี้ ก็เลยถือโอกาสเดินทางไปที่วัดและขอพักที่วัด 1 คืนเพราะไปถึงที่วัดก็เป็นเวลาเย็นมาก ขับรถเดินทางกลับก็จะไม่สะดวก ก็ได้รับความเมตตาจากพระอาจาย์ ให้เข้าพัก ณ ห้องเบอร์ 3  ในห้องเบอร์ 3 ที่วัดปัจจุบัน หากพี่น้องได้เคยเข้ามาพัก ในห้องนั้นจะมีรูปของพระพุทธชินราชองค์จริงอยู่ที่ผนัง ข้าพเจ้าและลาสโลวรู้สึกชอบมากเพราะสวยงาม แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ได้ร่วมทำวัตรเช้าและเย็นกับทางวัด ตลอดจนได้รับการดูแลจากคุณพี่ปิ๋วเป็นอย่างดีจนเดินทางกลับ
หลังจากนั้นไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้รับข่าวจากพระอาจารย์อ๊อดว่า อยากได้พระพุทธชินราชมาเป็นพระประธานที่ห้องสวดมนต์ ตอนนั้นก็ประมาณปลายปี 2554 ซึ่งข้าพเจ้าและลาสโลวได้เดินทางไปเมืองไทยประจำปีตอนปีใหม่ และพอดีปาป๊าและแม่ของข้าพเจ้าต้องเดินทางไปเสาชิงช้าเพื่อไปเช่าองค์พระปางค์ไสยาสน์ไปประดิษฐาน ข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้มีโอกาสได้เข้าชมองค์พระพุทธชินราชที่ร้านขายพระ แต่ก็ยังไม่ถูกใจ เพราะความปราณีตมันยังไม่ใช่อย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ แต่เข้าไปชมขนาดดูก่อนจะได้กะประมาณได้ ข้าพเจ้าในใจอยากได้ประมาณ 40 นิ้วที่กะไว้  แต่ก็ต้องกลับมาปรึกษาพระอาจารย์อีกที ซึ่งคุณแม่ของข้าพเจ้าได้เกริ่นว่าไม่รู้ว่าพี่ชายของข้าพเจ้ามีองค์พระพุทธชินราชหรือเปล่า หรือถ้ายังไงอาจจะต้องหล่อใหม่หรือเปล่าเพราะที่ร้านไม่ค่อยสวยเลย
เมื่อข้าพเจ้ากลับมาที่อังกฤษ ปี 2555 ข้าพเจ้าก็อีเมลไปถามขนาดกับราคาขององค์พระที่ร้านเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล ณ เวลานั้น คุณแม่ของข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสคุยกับพี่ชายของข้าพเจ้า ขอเรียกอาเฮียนะคะเพื่อความเป็นกันเอง อาเฮียบอกว่าเค้ามีพระพุทธชินราช ขนาดหน้าตัก 32 นิ้ว แม่ของข้าพเจ้าบอกอาเฮียว่าข้าพเจ้าอยากได้ 40 นิ้ว อาเฮียเค้าก็บอกว่า 32 ดีกว่า ร่างกายเรามีอาการ 32 และไม่อยากให้ข้าพเจ้าไปเช่าตามร้านขายพระเพราะเป็นร้านตลาดไม่มีความปราณีต แม่ของข้าพเจ้าก็บอกว่าจะลองคุยกับข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าขนาด 32 นิ้วองค์พระจะใหญ่ขนาดไหน แต่อยากได้องค์ใหญ่ๆ ให้ห้องสวดมนต์ดูขลังๆ พอดีช่วงนั้นจะต้องกลับเมืองไทยไปปฏิบัติธรรม ก็เลยบอกอาเฮียว่าเดี๋ยวจะขอลองไปดูขนาดก่อนยังไม่ชัวร์
เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเมืองไทย ตอนเดือนกันยายน ปี 2555 ข้าพเจ้าก็ได้แวะไปที่ร้านของอาเฮียที่อยู่ที่นนทบุรี แต่โรงงานอยู่ที่บางปะกอก ไปกับมาม๊า ก็ได้เห็นองค์พระองค์จริงแต่ท่านอยู่ในห่อพลาสติกอย่างที่พวกเราได้เห็นกันในวันนี้ ข้าพเจ้าดูขนาดก็น่าจะพอได้ พอดีพี่คนที่เฝ้าร้านก็บอกว่าองค๋พระพุทธชินราชนั้นหน้าตัก 32 นิ้วจริงแต่รวมฐานแล้วมากกว่า 32 นิ้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์พระตั้งอยู่ข้างพระอีกองค์นึงซึ่งขนาดหน้าตัก 50 นิ้วดูใหญ่มากเกิน ข้าพเจ้าก็เลยปรึกษากับมาม๊าว่าเดี๋ยวลองถ่ายรูปส่งไปให้พระอาจารย์ดูก่อน แต่ก็ไม่ได้ส่งเพราะไปปฏิบัติธรรมแล้วคอมก็ไม่สามารถต่อกับกล้องได้ไม่ค่อยสะดวก แต่ก่อนกลับมาก็ได้โทรคุยกับอาเฮียว่าจะมาปรึกษาพระอาจารย์ก่อน และขอราคามาด้วย อาเฮียบอกว่าถ้าข้าพเจ้าอยากได้จะลดให้ราคาพิเศษ และองค์พระองค์นี้เป็นองค์ที่ถอดแบบออกมาจากพิมพ์ ซึ่งพิมพ์นี้มีคนมาจ้างหล่อแต่อาเฮียเห็นว่าพิมพ์สวยก็เลยหล่อเก็บเอาไว้ชื่นชมเอง แต่ถ้าใครสนใจก็ติดต่อขอเช่าได้ การหล่อเป็นหล่อแบบเหล็กหนากว่าปกติด้วย เฮียเค้าเอาไปตั้งที่ร้านไว้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว มีคนมาดูๆ ขอต่อราคานิดๆ หน่อย แต่เฮียไม่ให้เช่าเพราะก็รู้สึกผูกพันและมีความรักในองค์พระองค์นี้ แต่ถ้าข้าพเจ้าอยากได้อาเฮียเต็มใจจะให้เช่า
เมื่อกลับมาที่อังกฤษแล้ว ได้นิมนต์พระอาจารย์มาที่เดอแรมเพื่อทำบุญประจำปี ตอนเดือนตุลาคม 2555 ได้เอารูปให้ท่านดู ก็เป็นรูปองค์พระห่อพลาสติก รายละเอียดไม่สามารถเห็นได้ พระอาจารย์อ๊อดท่านก็ว่า เอาองค์นี้เลยโยม ข้าพเจ้าก็รีบโทรไปบอกมาม๊าให้รีบบอกอาเฮียว่าขอจองอย่างด่วนเลย เอาองค์นี้แน่นอน หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฝากเรื่องมาม๊าไปบอกอาเฮีย วันถัดไปก็มีคนมาติดต่อขอเช่าองค์พระนี้ พี่ชายของข้าพเจ้าก็บอกว่าได้ให้เช่าไปแล้ว เค้าก็โวยวายว่าอะไรกันเค้าจะเอาทำไมไปให้คนอื่นเช่า แล้วก็มาอีกหลายรายที่เคยมาดูไว้ระหว่างสองปีที่องค์พระตั้งอยู่ที่หน้าร้าน
เมื่อได้ตกลงกันแล้วว่าขอเช่าพระพุทธชินราชองค์นี้ ปัญหาต่อไปก็คือเรื่องชิปปิ้ง ซึ่งข้าพเจ้ากังวลอยู่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกมืดแปดด้านเพราะอยู่ที่อังกฤษจะทำอย่างไรดี ติดต่อใครดี ก็ปรึกษากับคุณพ่อ คุณพ่อของข้าพเจ้าก็รีบบอกว่า ไม่ต้องกังวล ป๊าเคยเกริ่นเรื่องนี้กับเพื่อนชื่อคุณอาชูชัย และคุณอาบอกว่าเรื่องชิปปิ้งเดี๋ยวคุณอาจะจัดการให้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกโล่งอกว่าจะได้นำองค์พระมาที่นี่ได้อย่างไม่ขัดข้อง การนำองค์พระออกนอกประเทศก็ไม่ง่ายต้องไปทำเรื่องติดต่อกับกรมศิลปากร ทางวัดก็ได้ส่งเอกสาร และข้าพเจ้าก็ได้นำกลับไปเมืองไทยเพื่อที่จะนำไปให้คุณอาชูชัย


เมื่อได้กลับไปเมืองไทยตอนเริ่มปีใหม่ 2554 พี่ชายของข้าพเจ้าก็ได้นำองค์พระมาที่โรงงาน เพื่อทำการถ่ายรูปประกอบเอกสารส่งกรมศิลป์ ข้าพเจ้า คุณแม่ และลาสโลว ก็ได้เดินทางไปที่โรงงานของพี่ชายข้าพเจ้าเพื่อชำระเงิน และถ่ายรูป ข้าพเจ้าก็ได้เห็นองค์พระตอนแกะพลาสติกออก ท่านดูงดงามมาก เหมือนกับที่พี่น้องได้เห็นกันในวันนี้ สวยมาก ลาสโลวและคุณแม่ของข้าพเจ้า ก็รู้สึกประทับใจมาก ถ่ายรูปกัน ดูแล้วดูอีก เมื่อนำเอกสารไปให้คุณอาชูชัย เอารูปจริงให้คุณอาดู คุณอาเกิดความประทับใจในความสวยงามขององค์พระ ก็เลยขอร่วมบุญโดยไม่คิดค่าชิปปิ้งที่ดำเนินการในเมืองไทย ข้าพเจ้าจึงรับผิดชอบแค่ค่าเรือและค่าภาษีตอนออกของ  และการขออนุญาตทางกรมศิลปากร คุณอาชูชัยก็ได้จัดการทำให้อย่างเรียบร้อย
เมื่อข้าพเจ้ากลับมาอังกฤษ คุณพ่อกับคุณแม่ของข้าพเจ้าก็รับดำเนินเรื่องต่อ คือการแพ็คเข้าลังเพื่อส่ง คุณอานพภรณ์ เจ้าของโรงแพ็คลัง เมื่อเห็นองค์พระก็มีความศรัทธาและประทับใจในความสวยงามขององค์พระ ก็ขอร่วมบุญโดยไม่คิดมูลค่าการแพ็คลังและส่งขึ้นเรือ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ ก็แสดงถึงความมีจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และตามที่ว่าเราคงมีบุญมาร่วมกัน
การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลขององค์พระเริ่มเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เดินทางมาถึงท่าเรือวันที่ 5-6 มีนาคม รอออกของและมาถึงวัดสันติวงศารามวันที่ 14 มีนาคม 2556 ในช่วงระหว่างที่ข้าพเจ้าได้กลับมาอังกฤษพระอาจารย์อ๊อดท่านบอกว่ามีคนอยากร่วมบุญองค์พระ ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจและขออนุโมทนากับพี่น้องทุกท่านที่ได้รับข่าวและได้ร่วมส่งปัจจัยมาให้ซึ่งก็ได้ใช้ไปในการรับและขนส่งองค์พระมาที่วัดสันติวงศาราม ปัจจัยปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 327.23 ปอนด์ ก็จะถวายให้กับทางวัด หรือหากท่านใดอยากจะร่วมบุญก็ยังติดต่อมาได้คะ
เมื่อองค์พระมาถึงก็ถูกแพ็คลังมาอย่างดี แต่ได้นำเก็บไว้ที่วัดปัจจุบันเพราะวิศวกรช่างก่อสร้างกังวลว่าอาจจะโดนขโมยไปได้เพราะขโมยชุกชม เข้ามาขโมยของหลายอย่างที่วัดใหม่ไปในขณะก่อสร้าง เมื่อช่วงเวลาประมาณเดิอนเมษาข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้เดินทางไปที่วัดสันติวงศารามเพื่อเยี่ยมชมดูว่าลังส่งมาเรียบร้อยหรือไม่ และพอดีวันนั้นพี่จีและน้องแอ๋วได้จัดงานทอดผ้าป่า ในตอนบ่ายพระอาจารย์ท่านก็เลยให้ตัดลังเปิดดูองค์พระเพื่อให้ญาติโยมได้ชมกันว่าองค์พระประธานมีลักษณะความงดงามเป็นอย่างไร ก็ตัดลังให้เห็นบางส่วน แต่องค์พระก็ถูกห่ออย่างแน่นหนาด้วยพลาสติก และถูกเก็บไว้ในลังเป็นอย่างดีเพื่อความสะดวกในการขนย้าย
ตลอดเวลา จากวันที่ 14 มีนาคม 2556 จนถึงวันนี้ 1 กันยายน 2556 เวลาเที่ยงวัน ก็ยังไม่มีใครที่อังกฤษได้เห็นองค์พระองค์จริงๆ ซักที ที่พระอาจารย์ทุกรูปได้เห็น หรือพี่น้องที่อยู่ช่วยงาน ตลอดจนช่างได้เห็น ก็คือองค์พระที่ถูกหุ้มด้วยพลาสติก หรือเคยเห็นจากรูปถ่าย  ความงดงามขององค์พระในห่อพลาสติกก็ยังเป็นที่ปรากฏว่ามีความละเอียดพิจิตรบรรจงและพิถีพิถันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มีใครได้เห็นผ่านห่อพลาสติก  ก่อนถึงวันงานพระอาจารย์อ๊อดก็ได้ทำฐานพระด้วยท่านเองด้วยไม้เก่าจากตึกอายุ 180 ปี และได้นำองค์พระขึ้นประดิษฐานบนแท่น ซึ่งขนาดขององค์พระช่างเหมาะพอดีกับห้องสวดมนต์ ได้เป็นอย่างดี หน้าตัก 32 นิ้วขององค์พระบวกฐานไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป กลมกลืนสวยงามเป็นอย่างมาก

ในวันนี้วันที่ 1 กันยายน 2556 พระอาจารย์ท่านได้เมตตาให้ข้าพเจ้าและลาสโลว นำกล่าวคำถวายองค์พระแด่วัดสันติวงศาราม ในการกล่าวถวายนั้นข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งเป็นอย่างมาก แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันรู้สึกปลาบปลื้ม และดีใจที่ได้ทำงานนี้สำเร็จ โดยการนิมนต์พระพุทธชินราชอันงดงามและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยข้ามน้ำข้ามทะเลมาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้  และข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่ 40 ในสองอาทิตย์ข้างหน้านี้  และได้มีโอกาสทำงานสืบสานพระพุทธศาสนา และนำพาได้มีโอกาสนำพาลาสโลวซี่งเป็นชาวฮํงการี นับถือศาสนาคริสต์มาร่วมถวายองค์พระ และสามารถนำองค์พระมาให้พี่น้องชาวไทยผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนามากราบสักการะ และร่วมยินดีกับองค์พระนี้ บางจุดของการกล่าวคำถวายพี่น้องบางท่านก็จะได้ยินเสียงข้าพเจ้าไม่คงที่ เพราะต้องกลั้นน้ำตาแห่งความปีติในครั้งนี้ ตลอดทั้งข้าพเจ้ารู้สึกระลึกถึงบุญคุณของปาป๊า, แม่, ครูบาอาจารย์ทุกท่านในได้อบรมสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดทั้งบุญคุณของสัมมาอาชีพของข้าพเจ้าและลาสโลวก็คือการขายซอลไปท์ ลูกค้าทุกคนที่ซื้อของข้าพเจ้าทั้งรายย่อย

รายใหญ่ ข้าพเจ้ามีความรำลึกถึงบุญคุณของท่านเหล่านั้น หากไม่ได้ท่านเหล่านี้สนับสนุนสินค้าของข้าพเจ้า ก็คงจะไม่มีวันนี้อย่างเด็ดขาด และนักเรียนฟันดาบที่เสียเงินเสียทองมาร่ำเรียนกับข้าพเจ้าและลาสโลว บุญคุณของแผ่นดินนี้ เจ้าของประเทศนี้ที่ได้มาให้อยู่อาศัยทำกิน ต่างๆ นานพรั่งพรูมา แต่ว่าก็ต้องตั้งสติ เพราะต้องกล่าวนำให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงพี่ๆบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ยินดี กับการถวายองค์พระนี้ หลังจากนั้นพระอาจารย์ท่านสวดบทกรวดน้ำและชยันโต และให้ข้าพเจ้ากับลาสโลวแกะพลาสติกที่ห่อองค์พระออก
นี่ก็เป็นครั้งแรกของพระอาจารย์ทุกรูป และพี่น้องชาวพุทธศาสนิกชนที่วัดสันติวงศารามได้เห็นพระพุทธรูปองค์จริงว่ามีความงดงามเป็นอย่างมาก องค์พระพักต์ท่านเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเมตตา ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่เห็นพี่ๆน้องๆทุกท่านมีความสุข หน้าเปื้อนยิ้มกันทุกคน ได้ถ่ายรูปกับองค์พระด้วยความสุข
แต่งานองค์พระยังไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซนต์เพราะยังเหลืองานปิดทองที่จะมีขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งอาเฮียและพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าจะมาดำเนินการปิดทององค์พระ เจ้าของโรงงานมาเอง ก็ต้องลุ้นวีซ่าว่าให้ได้ก่อนวันที่ 10 กันยายน เพราะตั๋วจองไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากปิดทององค์พระ องค์ท่านก็จะดูสง่างามเปล่งปลั่ง ให้พุทธศาสนิกชนได้ปลาบปลื้มกันอีกครั้งคะ
 

 

ก็ขออาราธนาผลบุญในครั้งนี้ ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้าทุกรูปทุกองค์ และขอถวายบุญกุศลในครั้งนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาลของสยามประเทศ, พระจุลจอมเกล้า (เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ขอถวายบุญกุศลในครั้งนี้ให้กับประเทศอังกฤษที่เราได้มาอยู่อาศัย สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธและพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกท่าน และวิญญาณบูรพกษัตริย์และบรรพบุรุษของประเทศนี้ และขอส่งผลบุญนี้แด่ดวงวิญญาณและเทวดาอารักษ์ของอาคารสถานที่แห่งนี้ที่ได้เป็นสถานที่ให้ผู้คนได้พบทางพ้นทุกข๋ และขอส่งผลบุญนี้ให้แด่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม พระอาจารย์ใหญ่ของข้าพเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าเดินทางในกระแสธรรม และคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า และญาติพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าและลาสโลว
ขอผลกุศลเหล่านี้จงสำเร็จแด่พี่น้องพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ขอให้ท่านมีความสุข มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีความเจริญในธรรมได้มีโอกาสเข้าสู่กระแสนิพพานกันทุกท่าน ด้วยเทอญ
ข้าพเจ้าและลาสโลวขอกราบในความเมตตาของพระอาจารย์ทุกท่านที่ได้ให้โอกาสในการสืบสานพระพุทธศาสนาในครั้งนี้เจ้าคะ
อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควา    พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ      (กราบ)
สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธัมมัง นะมสามิ (กราบ)

สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

Tuesday, June 18, 2013

เมื่อได้รับเชิญเข้าไปร่วมงานการ์เด้นปาร์ตี้ของพระราชินีอลิซาเบ็ทแห่งประเทศอังกฤษ


เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556 (2013) ได้มีโอกาสติดตามลาสโลวเข้าวังบัคกิ้งแฮม เนื่องจากลาสโลวเค้าเป็นหัวหน้าโค้ชของนักกีฬาพาราลิมปิคฟันดาบที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิค พาราลิมปิค ลอนดอน 2012 ทุกๆครั้งหลังการแข่งขันก็จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระราชินีให้เข้าร่วมงานจัดเลี้ยงนักกีฬาในพระราชวังบัคกิ้งแฮม แต่ครั้งนี้มีจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก ก็เลยให้ร่วมแค่งานการ์เด้นปาร์ตี้ที่จัดขึ้นที่สวนในพระราชวังบัคกิ้งแฮม

ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นผู้โชคดีที่เป็นคนไทยธรรมดาคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปในพระราชวังบัคกิ้งแฮมนี้ในฐานะผู้ร่วมงาน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป นับว่าเป็นโอกาสอย่างดีในชีวิตอีกหนึ่งครั้งที่ได้มีประสบการณ์อันมีเกียรติอย่างนี้ การเข้าวังในวันนั้นก็วุ่นวายพอสมควร ทั้งเสื่อผ้าหน้าผม เดชะบุญที่เคยได้ตัดชุดไทยประยุกต์เป็นผ้าไหมไทยเลื่อม สีเขียวทองไว้ ไม่เคยมีโอกาสได้ใส่เลยในชีวิตก็มาได้ใส่ในงานนี้นี่แหละ ก็ถือได้ว่าเป็นตัวแทนคนไทย โชว์เอกลักษณ์ความเป็นไทย เสื่อผ้าไทย โดยเฉพาะความสวยงามของการถักทอผ้า พูดถึงชุดก็คิดว่าน่าจะดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์มากกว่าคนทั่วไปที่ใส่ชุดแบบสากล ตอนแรกก็ยังลังเลเพราะกลัวอลังการเกินเหตุ แต่ได้มีพี่ๆให้การสนับสนุนว่าเราควรจะภูมิใจในชุดของเราชาวไทย แล้วก็ยังได้กลัดเข็มกลัดพระราชทานที่มาม๊าให้มาเข้าไปในวังด้วย



ภายในพระราชวังนั้น ห้ามถ่ายรูปเพราะเต็มไปด้วยรูปวาด เฟอร์นิเจอร์งดงาม  แต่ตรงสวนถ่ายได้ไม่มีปัญหา เมื่อได้เข้าไปในวังแล้วก็คนเยอะมาก ทางพระราชวังก็จัดเตรียมของว่างให้แขกได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากนั้นตอน 4.00 พระราชินีกับพระสวามี ก็เสด็จจากตัวตึกของพระราชวังมายังเต๊นท์ของว่าง ซึ่งเป็นระยะทางค่อนข้างไกล ระหว่างทางท่านก็ได้มีปฏิสันถารกับคนในงาน ข้าพเจ้าไม่รู้เท่าทันเลยได้ยืนอยู่แค่แถวหน้าเต๊นท์ แต่ก็ได้เห็นพระองค์ท่านในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล พระองค์ท่านทรงแข็งแรงมาก เพราะตลอดเวลาจาก 4 โมงถึง 5 โมงกว่าท่านไม่ได้นั่งเลยแม้แต่นิดเดียว และท่านก็ไม่ได้หยุดทักทายอาคันตุกะของท่านอยู่ตลอดเวลา ท่านและพระสวามีก็พระชนมพรรษามาก พระราชินีท่านพระชนมายุ 87 พรรษา และพระสวามีท่านพระชนมายุ 91 พรรษา ณวันที่ได้เข้าเฝ้า แต่ท่านอายุ 92 ในอีกสองวัน และหลังจากงานนี้ พระสวามีของพระราชินี ดุ๊คออฟเอดินเบอร์ค ท่านก็ได้เข้าผ่าตัดทันที  ก็รู้สึกซาบซึ้งถึงความใจดีของพระองค์ท่านเพราะท่านดูเป็นกันเองกับทุกๆคนมาก และท่านดูธรรมดา ธรรมดา ไม่ต้องพิธีรีตรองมากมาย และเจ้าหน้าที่ในพระราชวังทุกคนก็เป็นกันเองกับแขกทุกท่าน ไม่ได้ถือตัวถือตนเลย ก็เป็นความประทับใจเป็นอย่างมาก

ก็นับว่าเป็นโอกาสดีของชีวิตที่ได้มีโอกาสนี้ ก็ต้องขอขอบคุณลาสโลว ที่ทำงานหนักและได้รับโอกาสนี้ และอนุญาตให้ติดตามไปด้วย

Thursday, May 16, 2013

พระประธานวัดสันติวงศาราม อัพเดท 3



หายไปนานไม่ได้มาอัพเดทบล็อคเป็นเวลาประมาณ  3 เดือน เอาเรื่องแรกก่อนก็คือเรื่องขององค์พระประธานวัดสันติวงศารามในขณะนี้ได้มาถึงที่วัดสันติวงศารามเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 15 มีนาคม 2556 แต่ในขณะนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้ ณ อาคารเก่าเนี่องจากทางวิศวกรได้เกรงว่าถ้าอัญเชิญองค์พระท่านไปไว้ ณ อาคารใหม่ขณะก่อสร้างจะมีขโมยมือดีมาละเมิดศีลข้ออทินนาทานาได้ ถึงแม้ว่าองค์พระท่านจะหนักมาก แต่ยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้ ก็ยังมีพี่น้องที่เข้ามาร่วมบุญถวายองค์พระแด่ทางวัด ถึง ณ ปัจจุบัน ดังนี้คะ
1. พี่ทิดสี (ส.ศาลา ทุ่งช้าง
2. พี่จอย (นิรมล  Moore)
3. น้องโซรี่ (พณรัตน์ พรรณาภพ)
4. คุณลักษณา ฟอสเตอร์
5. พี่ไก่ (Keeratipong)
6. น้องแอนนา (ฐิติรัตน์ เรืองบุญ) และครอบครัว
7. น้องบังอร Murray
8. Mrs. Nutjarn Suridale and Mrs. Wongchaya Miller
9. พี่แหม่ม (เต็มดวง Goodchild) และครอบครัว
10. น้องแจ๋ว(ตรีบุษย์ชญา)
11.พี่นุช และเพื่อนๆ จาก Durham
12. ป้าอารีย์ อยู่บูชา
13. น้องปุ๊ก (ยุวพา) และ Ian Gibbson
14. น้องเล็ก (ทวีศักดิ์ นาคสงคราม)
15. พี่รมย์ (จิรนันท์ Howard)
16. พี่หวาน (ฝากฝัน วงศ์มั่น)
17. พี่สมปอง Carr
18. พี่ณี (วรรณี Clark)
19. พี่เกสร
20. พี่ poppy  (ประทุม มัวร์)
21. คุณโสภาวดี คุณสิติ และมาร์ค เยลแลนด์
22. คุณจินดาวรรณ ภักดี และครอบครัว
23. คุณพรหมพร  Moore
24. น้องนก (พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก)
25. ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

ตอนนี้ปัจจัยอยู่ที่ 327.23 ปอนด์ หลักจากได้หักค่าการขนส่งและเคลียร์ภาษีองค์พระไปเป็นจำนวนพันกว่าปอนด์คะ

การร่วมบุญก็ยังเปิดโอกาสให้อยู่นะคะจนถึงวันที่จะทำการถวายองค์พระหลังจากปิดทอง ส่วนเรื่องการปิดทองก็คงจะเป็นช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่ได้สนทนากับพระอาจารย์ เพราะทางช่างขอเลื่อนการปิดโปรเจคไปอีกเดือนหนึ่ง  แล้วใกล้ๆ ปิดทองจะมาบอกบุญกันให้ทราบอีกครั้งนะคะ

ขออานิสงส์การร่วมบุญถวายองค์พระในครั้งนี้จงส่งผลให้ทุกท่านมีความสุข เจริญด้วยอายุ วรรณ สุขะ พละ และคิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาทุกประการเทอญ

ปล. หากขาดตกบกพร่องรายชื่อของท่านใดไปก็กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี่นะคะ


Wednesday, February 13, 2013

วันแห่งความรัก (รักมันอะไรกันแน่)


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คนทั่วไปถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งความรัก ตามร้านทั่วไปก่อนหน้าวันนี้ก็จะมีดอกไม้สีแดง การ์ดนานาสารพัดแบบที่จะเป็นสื่อแห่งความรัก ความรักคืออะไร นั้นก็บอกกันไม่ได้ขึ้นๆแต่นิยามของแต่ละคน ความรักเป็นความรู้สึก รู้สึกอะไรในทางโลกก็จะรู้สึกว่าคนสองคนมีความผูกพันซึ่งกันและกัน เรารักเฉพาะคนที่เราเลือกอยากรัก ยังเป็นรักแบบเจาะจง เมื่อพูดถึงความรักประเภทนี้ก็มีประสบการณ์มาแชร์ ก็น่าจะเป็นหัวข้อในเรื่องเดียวกัน พอดีวันนี้ต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ใช่ว่ามีคดีหรือแต่อย่างไร แต่มาเป็นล่ามแปลให้กับคนไทยที่เมืองนอทติ้งแฮม ก่อนจะมาก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องอะไรแต่รู้เพียงแค่ว่ามาแปลให้ฝ่ายจำเลย คดีนี้เป็นคดีที่ขึ้นศาลอาญามีอยู่ว่าน้องหญิงคนนี้ได้ถูกกล่าวหาในข้อหาว่าทำร้ายร่างกายฝ่ายชายไม่ทราบว่าเป็นสามีหรือไม่ โดยการเอามีดไปปาดโดนมือฝ่ายชายเป็นรอยที่อุ้งมือ และอีกข้อหาคือการกักขังบริเวณฝ่ายชาย ซึ่งทางน้องหญิงคนนี้ก็โดนตำรวจจับเข้าคุกมาเป็นเวลา 12 อาทิตย์ในข้อหาทำร้ายร่างกาย และเธอมาขึ้นศาลในวันนี้ก็เพื่อยอมรับผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายฝ่ายชาย มาเข้าเรื่องว่าทำไมมันจะโยงมาถึงเรืื่องความรักได้ โปรดติดตามกันต่อไป

พอดีข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับนัองหญิงคนนี้ว่าเหตุมันเกิดได้อย่างไร เพราะนี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะทางฝ่ายทนายได้บอกว่าก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทะเลาะวิวาทกันโดยฝ่ายหญิงได้แทงฝ่ายชายที่ไหล่แต่ผลปรากกฏ ณ ขณะนั้นฝ่ายชายก็ล่อเอาฝ่ายหญิงซะน่วมถึงกับขั้นกรามหักกันเลยทีเดียว ได้เห็นรูปถ่ายที่ทางทนายให้ดูแล้วก็สยองเพราะเล่นเอาจำหน้ากันแทบไม่ได้เลยทีเดียวเชียว น้องหญิงคนนี้เค้าก็บอกว่าสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันนั้นสืบเนื่องมาจากความหึงหวง เพราะฝ่ายชายหึงหวงฝ่ายหญิงกลัวว่าจะมีกิ๊กใหม่ส่วนฝ่ายหญิงก็หึงหวงฝ่ายชายในทำนองเดียวกัน ก็เลยทะเลาะกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งแต่น้องหญิงคนนี้เค้าก็สารภาพว่าก็รักฝ่ายชาย แต่ก็บางทีก็ประชดฝ่ายชายทำทีว่ามีเพื่อนชายใหม่ๆ มาสนใจ(แบบเรียกร้องความสนใจ)เพราะฝ่ายชายก็หน้าตาดีมีสาวๆมาเหล่บ่อย ในขณะที่อยู่ที่ศาลน้องหญิงก็ได้ติดต่อกับฝ่ายชายทั้งๆที่ศาลสั่งห้ามก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะเข้าห้องตัดสินทนายก็ให้คำปรึกษาว่าฝ่ายหญิงควรจะยอมรับผิดทำร้ายร่างกายฝ่ายชายจริงแต่ถ้าหากไม่ยอมรับผิดและขอฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเรื่องก็จะยืดเยื้อต่อไปและเหตุการณ์ที่มีดเสียบไหล่และกรามหักนั้นก็จะถูกนำมาดำเนินคดีซึ่งทางทนายเห็นแล้วว่าทางฝ่ายหญิงอาจจะเสียเปรียบและหากเมื่อศาลมีการตัดสินว่าทำผิดจริงเพราะเธอจะถูกมองจากผู้พิพากษาว่าเป็นมือมีดไปเสียแล้ว เพราะเอะอะอะไรก็มีมีดมาเกียวข้องก็จะได้รับโทษหนักซึ่งทางทนายได้ชี้แจงข้อดีข้อเสียนี้ให้ฟัง น้องหญิงนางนี้ก็เลยยอมรับผิดแต่โดยดีและศาลตัดสินจำคุก 18 อาทิตย์ แต่เนื่องจากว่ายอมรับผิด ก็ลดหย่อนโทษให้เหลือแค่จำคก 12 อาทิตย์ และเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ก็ลดหย่อนโทษให้เหลือเพียงแค่ 11 อาทิตย์ เนื่องจากว่าน้องหญิงนางนี้ได้ถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา 12 อาทิตย์ก็เลยถือว่าได้รับโทษไปแล้วล่วงหน้า วันนี้ก็เลยถูกปล่อยตัวกลับบ้านได้และการฟ้องร้องดำเนินคดีก็ถูกทำให้เสร็จสิ้นลง เป็นอันว่าจบคดีความกันไป

ก่อนที่น้องหญิงนางนี้จะถูกปล่อยกลับบ้านก็้ได้มีโอกาสคุยกัน ระหว่างทางที่เดินมาหาน้องหญิงคนนี้ในคุกข้างล่างในศาล(น้องเค้าเข้าคุก ศาลตัดสินว่าออกจากคุกได้ก็ต้องกลับเข้าไปเพื่อทำการออกอย่างเป็นทางการ) กับทนายก็ได้ยินเค้าคุยเดากันว่าน้องหญิงนางนี้จะกลับไปอยู่กับกระทาชายฝ่ายฟ้องร้องหรือไม่ ข้าพเจ้าก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันคงเป็นสิ่งแน่นอนเพราะหล่อนเพิ่งไปหาเค้าเมื่อวานนี้นี่เอง ทางทนายก็มาคุยกับเธอผู้นี้และบอกว่าคดีได้จบสิ้นแล้ว แล้วทางทนายก็บอกว่าหากหล่อนจะกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับกระทาชายหนุ่มนี้มันก็เป็นเรื่องของเธอ ก็ต้องระมัดระวังเพราะในมุมของเค้ามันเป็นความสัมพันธ์ที่แย่มาก แต่หากน้องหญิงเลือกทางเดินที่จะกลับสืบสานความสัมพันธ์กับเค้าต่อ ทนายก็เตือนว่าอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิิดขึ้นอีกเพราะเธอได้มีประวัติและได้ยอมรับผิดว่าได้ทำร้ายร่างกายฝ่ายชาย หากเกิดเรื่องแบบเดิมๆอีก คราวนี้จะไม่รอดเเหมือนคราวนี้แน่

เมื่อระหว่างรอปล่อยต้วก็เลยถามน้องหญิงว่าจะกลับไปสืบสานความสัมพันธ์กันต่อไม๊ หล่อนก็ตอบว่าคงสานสัมพันธ์กันต่อเพราะรักฝ่ายชาย และฝ่ายชายก็รักเธอ ก็มาถึงประเด็นที่ว่าถ้ารักกันทำไมถึงสามารถทำร้ายทำลายกันได้ปานนี้ พอดีได้นึกถึงประโยคที่พระอาจารย์ภาสกรได้เคยพูดว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมาจากคนที่เราเคยรักทั้งสิ้น ก็เพราะรักจึงยึด ยึดจึงอยาก อยากเก็บเธอไว้คนเดียว อยากให้เธอเป็นอย่างที่ฉันอยากให้เป็น พอไม่ได้ดังใจก็เริ่มเกลียด ไรือไากฝ่ายใดฝ่ายหนึงเปลี่ยนใจก็จากรักก็กลายเป็นเกลียด จากเกลียดก็กลายเป็นแค้นผูกอาฆาตพยาบาทจองเวรกันบางทีถึงขั้นข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว ความรักทางโลกนั้นช่างอันตรายเพราะเป็นความรักที่หวังผล เช่นเรารักเขา ก็อยากให้เขารักตอบ ให้ความรักกันไปเต็มที่เมืื่ออีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเปลี่ยนใจก็สามารถเปลี่ยนจากสุดที่รักเป็นสุดที่แค้นกันถึงกับฆ่าแกงกันถึงชีวิตกันเลยเลยก็ว่าได้ ก็เลยอบรมไปว่าเมื่อเรารู้สาเหตุของปัญหาก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการกระทำของเราให้มันดี ไม่ต้องไปประชดยั่วยวนให้เค้ามาโมโหว่าเราไปมีกิ๊ก เพราะถ้าเราไม่ทำแบบนั้นปัญหาแบบนี้ก็จะไม่เกิิด แล้วก็ให้มีสติยับยั้งควบคุมอารมณ์โกรธ อย่าเล่นมีดหรือของมีคมอีก เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง และก็ให้หนังสือสวดมนต์ตามแบบหลวงพ่อจรัญไป 1เล่มและบอกให้หมั่นสวดเป็นประจำ

พอมาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงคดีที่โด่งดังในประเทศไทยเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมาคดีแจ้งเกิดของคุณหญิงอาจารย์หมอพรทิพย์ นั่นก็คดีฆ่าหั่นศพนักศึกษาแพทย์สาวเจนจิรา โดยเพื่อนชายนักศึกษาหนุ่มนายเสริม สาครราษฏร์ ทำไมคดีนี้จึงประทับจิตประทับใจข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ก็เพราะนายเสริมนี้เคยเป็นรุ่นน้องที่ชมรมฟันดาบที่ข้าพเจ้าเป็นนักกีฬารุ่นพี่ของนายเสริมนี้ ตอนที่อยู่อเมริกาเพื่อนได้ส่งข่าวมาบอกก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะในสายตาของข้าพเจ้าน้องคนนี้เป็นเด็กดีสุภาพเรียบร้อย ตอนเรียนอยู่วิศวะ และแอบชอบรุ่นน้องของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่งแต่ฝ่ายหญิงไม่ใส่ใจและความสัมพันธ์มันก็เลยไม่สานต่อ กลับเข้าเรื่องนายเสริมน่าจะเอกจากวิศวะมอสอบเรียนหมอและเป็นแฟนกับนางสาวจันจิรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักที่ทางฝ่ายหญิงมีต่อฝ่ายชายก็ได้จืดจางและได้ไปเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับชายหนุ่มนักศึกษาแพทย์ือีกคนหนึ่ง ฝ่ายหญิงก็ขอเลิกลาจากฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ได้นัดหมายมาเจอกันที่ที่จอดรถห้างแห่งหนึ่งแล้วเอาปืนขู่ไปที่โรงแรมแล้วก็จัดการสังหารซะเลย

เมื่อความรักกลายเป็นความแค้น และขาดสติถึงกับปลิดชีวิตหญิงอันเป็นที่รัก เมื่อได้สติก็คงตกใจและพยายามที่จะหาวิธีอำพรางความผิด หรืออาจจะคิดวางแผนมาล่วงหน้ามาแล้วเป็นอย่างดี ว่า ถ้าเธอไม่เป็นของฉัน ก็อย่าไปเป็นของใครเลย แต่วิธีของน้องเสริมออกจะโหดผิิดมนุษย์มนาไปไม่หน่อยเลย น้องเสริมคนนี้เค้าก็เลยทำการแยกส่วนน้องเจนจิราไม่รู้ว่าได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาหรือเปล่า โดยการตัดคอ แล้วก็แล่เนื้อของสาวอันเป็นที่เคยรักกดลงทิ้งชักโครกไปทีละชิ้น และตอนหลังทางพ่อแม่ของน้องเจนจิราได้มาฟ้องตำรวจว่าลูกสาวหายไปก็เลยมีการสืบคดีกัน แล้วมีคนพบกะโหลกศีรษะของน้องเจนจิราที่แม่น้ำบางปะกง แล้วก็พบหลักฐานดีเอนเอของน้องเค้าในถังส้วมของโรงแรม ตอนหลังนายเสริมโดนตำรวจจับได้และ ณ บัดนั้นก็ได้ใช้เรือนจำเป็นบ้านอยู่เป็นเวลา 8 ปี เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาไม่นานมานี้ (สนใจคดีนี้ก็ลองกดหาอากู๋เกิ้ลดู)

จะเห็นได้ว่าความรักทางโลกนั้นนำมาซึ่งทุกข์เพราะเป็นความรักที่ต้องการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แล้วความรักจริงๆมันรักกันอย่างไร ความรักในทางพุทธศาสนานั้นไม่ค่อยได้เคยถูกพูดถึงในทางบวก พระพุทธองค์ท่านก็ได้เคยตรัสไว้ว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ในพุทธศาสนานั้นจะกล่าวถึงความเมตตากันมากกว่าความรัก เพราะความเมตตานั้นคือความปรารถนาอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ จะความรักนั้นเปรียบเหมือนอยากให้เราพ้นทุกข์เพราะได้คนนั้นสิ่งนั้นมาตอบสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง แต่รักนั้นบางทีก็เป็นหัวขบวนของความเมตตา เพราะพอรักเค้าก็อยากให้เค้ามีความสุข ความรักและเมตตาแบบนี้ถ้าอยากให้ยกตัวอย่างนั้นหาได้ง่ายมาก นั่นก็คือรักและเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกนี่เอง แม่ทั้งรัก และเมตตาต่อลูก ความรักดึงเข้าตัวหาตัวเอง แต่ความเมตตาผลักออกนอกตัวมีให้กับคนอื่น อันนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอุปมาอุปไมยขึ้นมาเอง ก็เนื่องในเทศกาลแห่งความรักนี้ก็ขอให้ทุกคนมีความรักและเมตตากับทุกๆคนและสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะวันแห่งความรักนั้นก็หวานชื่นพอผ่านไปก็มาลุยสู้รบกันต่อ เรื่องที่เล่ามาทั้งสองเรื่องก็คงจะเป็นหนุกๆเกี่ยวกับความรัก ซึ่งอาจออกแนวโหด หวีด สยองกันหน่อยแต่ก็ Happy Valentine คะ