Friday, December 24, 2010


วันนี้เป็นวันคริสมาสต์อีฟซึ่งเป็นวันที่เค้าว่ากันว่าเป็นวันประสูติของพระเยซู ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าลงมาเพื่อช่วยมนุษย์ ในความเห็นส่วนตัว พระเยซูท่านเป็นพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งซึ่งเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมี โดยเฉพาะเมตตาบารมีต่อผู้คนในปาเลสไตน์ ซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นยุคของโรมัน และพระองค์ก็ได้ทรงช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นทางด้านจิตใจ แต่ในที่สุดพระองค์ก็ต้องโดนตามล่าในฐานะกบฏของโรมันซึ่งทางโรมันเห็นว่าพลังของพระองค์นั้นเริ่มจะมากขึ้น วิกฤติศรัทธาในพระราชาของโรมันเริ่มเสื่อมถอยลง แต่พลังศรัทธาของประชาชนต่อพระเยซูนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความมั่นคงของอาณาจักรโรมันและความศรัทธาของซีซาร์เริ่มแย่ ทางโรมันจึงต้องตามล่าพระองค์เพื่อกำจัดพระองค์ท่าน ในที่สุดพระองค์ก็ถูกจับตัวเพราะความทรยศของหนึ่งในสาวกของพระองค์ และพระองค์ก็ถูกตรึงกางเขนสิ้นชีวิตท่ามกลางนักโทษโรมันที่โดนทำโทษในรูปแบบเดียวกัน ก็ไม่รู้รายละเอียดเท่ากับคนคริสต์ซึ่งน่าจะรู้มากกว่า แต่เรื่องของพระองค์ก็ประมาณนี้ และในวันนี้ก็เป็นคล้ายวันประสูติของท่านก็พวกเราแม้ต่างศาสนาก็ควรแสดงความเคารพท่านเช่นกัน ท่านสอนมากในเรื่องเมตตา เช่นใครปาหินใส่เราให้ปาขนมปังใส่เค้า ก็คือใครร้ายกับเรามาเราก็ไม่ควรจะโต้ตอบแบบตาต่อตาฟันต่อฟันแต่ควรจะให้ความรักและเมตตากลับไปมากกว่า ก็เมคเซนส์ ก็คือเวรต้องระงับด้วยความไม่จองเวรนั่นเอง หากจองเวรกันก็จะปาหินใส่กันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่ถ้าปาขนมปังกลับไปอย่างน้อยที่สุดคนที่โกรธก็ต้องหยุดหยิบเก็บขนมปังไปกินก่อนแล้วก็ลืมความโกรธไปซะ แล้วค่อยมาโกรธใหม่ซึ่งมันก็คงน้อยลงแล้วเพราะท้องอิ่ม
สำหรับเราแล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ซุปเปอร์มาเก็ตวุ่นวาย คนแห่กันซื้อข้าวของกันเพื่อกินอาหารกัน ก็เป็นช่วงอาทิตย์ที่ได้พัก อยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเอง ดูลมหายใจไป ก็นี่แหละวันคริสมาสต์อีฟ

Thursday, December 23, 2010

วันนี้เป็นวันที่ 23 ธันวาคม ก่อนวันคริสมาสต์อีฟ วันนี้ไม่มีออร์เดอร์เลยเพราะว่าคนส่วนมากคงวุ่นวายเตรียมตัวกับงานคริสมาสต์อีฟ กับวันคริสมาสต์ที่จะมาถึงในอาทิตย์นี้ วันนี้หิมะตกเล็กน้อย ได้ทำสาธารณะประโยชน์โดยการออกไปเคลียร์ถนนให้กับทางขึ้นบ้านทั้งทาง ต้องรีบทำก่อนที่หิมะจะกลายเป็นน้ำแข็งและแล้วก็จะทำให้โกยยาก พอดีเคลียร์ได้เรียบร้อยแล้วรถเก็บขยะก็ขึ้นมาเก็บขยะ ก็สามารถขึ้นมาได้โดยไม่มีปัญหา
งานแบบนี้มันไม่ได้เป็นงานของใคร แต่มันเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำ เพราะเป็นงานส่วนรวม ถ้ารอเคาท์ซิลมาโดยหิมะ ก็คงต้องรอไปเป็นชาติเพราะยิ่งใกล้คริสมาสต์เค้าก็หยุดยาว
คริสมาสต์ก็เป็นวันที่พระเยซูมาเกิดในวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งคนก็มีการเฉลิมฉลองกินเลี้ยงกัน เหมือนกับงานตรุษจีน ที่ญาติๆ มาเจอกัน แล้วก็ให้ของขวัญซึ่งกันและกัน มันก็เป็นงานสมมติอย่างหนึ่ง คนก็เสียเงินกันมหาศาลเพื่อที่จะซื้อข้าวของ มันก็ดีในแง่ของความเอื้ออาทร แต่บางทีสำหรับพวกเด็กๆ มันก็เป็นการเรียกร้องที่บางทีเกินกว่าเหตุ ถ้าไปดูตามห้างคนแห่กันซื้อของกันเพียบ พอวันที่ 26 คนก็เอาของมาคืนกันเพียบเพราะบางคนไม่ได้ของที่อย่างต้องการก็เอามาคืน
สำหรับเราเองคริสมาสต์ก็อีกหนึ่งวันธรรมดา ที่ก็ตื่นนอน ทำงาน เหมือนปกติ เป็นอีกวันที่ชีวิตผ่านไปอีกหนึ่งวันที่ยังมีลมหายใจที่ต้องคิดดี ทำดี พูดดี มีสติ ทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อี่น ถ้าเป็นไปได้

Friday, December 17, 2010


อาจจะเขียนช้าไปหน่อย แต่ต้องใช้เวลาในการเขียนเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินของเรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย หลังจากมีกระแสต่างๆในโลกปัจจุบันทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคม นั่นก็คือเหตุมาจากเรามองข้ามความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่ง สามสิ่งนี้ทำให้เรามีแผ่นดินอยู่อย่างมีความสุข เนื่องจากในโลกปัจจุบันมีความสะดวกสบายต่างๆนาๆ มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ชีวิตมีความสุข แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้เรามีความสุขเลยหากแผ่นดินของเราลุกเป็นไฟเหมือนประเทศอิรัก หรือ อัฟกานิสถาน เป็นต้น เพราะขาด สามสถาบันหลักที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนคนในประเทศ
เราโชคดีที่เกิดมาในประเทศที่มีสามสถาบันครบ และมีความแข็งแกร่ง ถ้าเรามองในองค์รวม สามสถาบันนี้สำคัญเป็นอย่างมาก หากมองในจุดย่อยๆ ก็อาจจะพบข้อด้อยหรือจุดอ่อนต่างๆได้ ซึ่งก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เช่นร่างกายของเราโดยรวมดูสุขภาพดี แต่ถ้าเจาะประสิทธิภาพในส่วนต่างๆของร่างกายก็จะพบว่าอวัยวะทุกส่วนนั้นไม่สมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซนต์ ดังนั้นเวลาเราจะมองอะไรก็ควรมองด้วยใจที่เปิดกว้างยอมรับและอย่าไปตัดสินอะไร เพราะทุกอย่างมันก็เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น
ในวันพ่อที่ผ่านมานี้ได้ดูทีวีจากที่นี่ และ ได้เห็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านก็ได้ชราภาพมากเลย ในตลอดชีวิต 83 ปี ท่านได้สละเวลาของพระองค์ท่านทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นส่วนมาก ประชาชนในที่ต่างๆ ที่เราเองอาจจะไม่เคยคิดจะไป ท่านก็ได้พระราชดำเนินไปเยี่ยมคนเหล่านั้นซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนในกรุงอย่างพวกเราๆ มากที่น้อยโอกาสมากที่จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ พระองค์เป็นพ่อของแผ่นดินที่มีลูกมาก ซึ่งลูกแต่ละคนก็อาจจะสร้างปัญหากวนพระราชหฤทัยบ้าง แต่พระองค์ก็ทรงไม่ย่อท้อ ทรงงานไม่เว้น ซึ่งถ้าเทียบคนที่อายุเท่าพระองค์ ป่านนี้ก็คงอยู่บ้านสบายๆ ให้ลูกหลานเลี้ยง ไม่ต้องกังวลในสิ่งต่าง แต่พระองค์ท่านก็ไม่สามารถทำอย่างคนสามัญอย่างเราได้ ท่านยังต้องรับภาระปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติ ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ท่านได้เสียสละเป็นอย่างมาก เพราะพวกเรามีพระองค์ท่าน เราถึงได้ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย อยากให้ท่านอยู่กับพวกเราไปนานๆ แต่พวกเราอาจลืมไปว่าพระองค์ท่านก็ทรงเป็นมนุษย์ที่ยังต้องวนเวียนอยู่กับวัฏจักรของชีวิตเฉกเช่นกับพวกเรา
สิ้งที่เราควรกระทำหากเรามีจิตสำนึกของความเป็นคนไทยภายใต้ผืนแผ่นดินไทย เราก็ต้องมีความรักและศรัทธาต่อพระองค์ท่านและไม่หวั่นไหวในความดีของท่าน พระองค์ท่านก็เป็นมนุษย์ก็อาจจะมีข้อผิดพลาดบางประการ แต่ถ้าเทียบคุณประโยชน์ที่ท่านได้เสียสละให้กับประเทศของเรา สิ่งที่ท่านทำนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมากกับส่วนรวม ถ้าดูตัวเราเองหรือคนรอบข้างเราไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดในชีวิต ทุกคนก็ทำทั้งสิ่งที่ดีกับไม่ดีกันทั้งนั้น คนที่เคยคิดไม่ดี ทำไม่ดีกับพระองค์ท่านก็ควรมองถึงประโยชน์ที่ท่านได้ทำให้กับชีวิตของคนทั้งประเทศ ทำให้เราได้มีแผ่นดินอยู่ ดังนั้นพวกเราควรรำลึกถึงคุณประโยชน์และความรักของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนไทยทั้งหลาย
หากเรามีความจงรักภักดี มีความกตัญญู รู้คุณ ของแผ่นดิน และต่อความดีของบุคคลที่ทำคุณประโยชน์อันมหาศาลต่อแผ่นดินเฉกเช่นพระเจ้าอยู่หัวของเรา เราก็จะมีมงคล และ ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตเพราะนี่เป็นสิ่งแสดงถึงความบูชาต่อบุคคลที่ควรบูชา ดังที่กล่าวอยู่ในมงคล 38 ประการ
ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงอำนวยพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ และมีพระชนม์ยิ่งยืนนานและมีพลานามัยแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

Thursday, December 16, 2010


ช่วง 2-3 วันมานี้ ได้มีโอกาสได้ฟังธรรมของแม่ชีทศพรวัดพิชัยญาติ ได้เรียนรู้ข้อธรรมมากมายเกี่ยวกับเรื่องของกฏแห่งกรรมซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดจริงๆ การกระทำทุกอย่างเป็นกรรมแต่ว่ามันจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม และกรรมนั้นรวมถึงกับเรื่องการกระทำโดยกาย วาจา และใจ ดังนั้นการใช้ชีวิต ต้องมีสติคอยควบคุมดูแลความคิดและการกระทำ ดังนั้นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน จงทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์นั้น เป็นเครื่องป้องกันการทำอกุศลกรรม ต้องคิดดี ทำดี พูดดี แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการคิดดี เพราะจิตเวลาเห็นอะไรนั้นมักจะเห็นตามกิเลสว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดีน่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่จริงๆ เราต้องวางใจให้เป็นว่ามันก็เป็นอย่างที่มันเป็น เป็นอนัตตา แก้ไขควบคุมอะไรไม่ได้
ชีวิตที่เกิดมาเกือบ 40 ปีทำกรรมต่างๆมากมาย ทั้งดีทั้งชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังเด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ใจชีวิตก็ยังดีที่มีชีิวิตที่ไม่นอกกรอบมาก แถมยังชอบกลัวตัวโน้นตัวนี้ ทำให้การทำปาณาติบาตมันน้อย แต่มันก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย มันอาจมีบ้าง ก็ต้องขออโหสิกรรมกับสิ่งที่เคยทำ นี่ในแค่ชาติปัจจุบัน แล้วยังในอดีตชาติอีกหละที่เรายังจำไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำอะไรไว้บ้างทั้งร่างกายและจิตใจ และในชีวิตนี้ก็ยังถือว่าโชคดีที่ได้มาเกิดกับบุพการีที่ดี ดูแลรักใคร่ อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี เป็นตัวอย่างที่ดี และสอนให้เป็นคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น ก็การที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดีนั้นถือว่าเป็นบุญเป็นอย่างยิ่ง
ในปีนี้ที่เหลืออยู่อีก 20กว่าวันก็จะหมดปีเก่า สิ่งที่เราทำนั้นทำดีไปมากน้อยแค่ไหนในปีนี้ จิตเป็นกุศลมากกว่าอกุศลหรือไม่ วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วดังนั้นเราต้องทำดีให้มาก ต้องสำรวมกาย วาจา ใจ อินทรย์สังวรณ์ ให้มาก อย่าไปวิเคราะห์วิจารณ์ใคร หรือคิดแทนใคร หรือตัดสินใคร เพราะเราไม่ใช่เขา อย่างที่แม่ชีท่านกล่าวว่า ถ้าเราไปยุ่งเรื่องของเขา เราก็ไปเอากรรมมาเข้าตัวเราเองทั้งๆที่มันไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา
บุญส่วนบุญ กรรมส่วนกรรม อย่างที่แม่ชีท่านพูด หักลบหบล้างกันไม่ได้ ต้องทำกรรมดีหนีกรรมชั่ว เหมือนเราวิ่งหนีหมาไล่เนื้อ ถ้าบุญมากเราก็มีกำลังแรงวิ่งให้เร็วและให้ไกล ก็คิดดี ทำดี พูดดี อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

Wednesday, December 01, 2010

วันนี้เป็นวันที่ 1 ธันวาคม 2553 เป็นวันแรกของเดือนสุดท้ายในปีนี้ ตามสมมติของโลกว่าปีนึงมี 12 เดือน แล้วมันต้องมาบรรจบครบกัน ทุกๆ ปี แต่ในทางธรรมแล้ว ทุกวันคือวันใหม่ ปฏิทินมิได้เดินเป็นวงกลมมาบรรจบตรงที่เดิม
คนส่วนมากมักจะคิดว่าวันนี้ในปีนี้กับปีที่แล้วมันเป็นวันที่เหมือนกันอย่างเช่นวันคล้ายวันเกิด วันคริสมาสต์ วันเทศกาลต่างๆ แต่จริงๆ มันก็เป็นที่แตกต่าง ถ้าเราไม่ยึด วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้คืออนาคต แล้วมันก็จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมุนย้อนกลับมาเป็นรอบๆ อย่างที่เราเห็นตามปฏิทิน
ปฏิทินชีวิตวันที่เราเกิดคือวันที่ 1 และวันต่อๆ มาก็เป็น 2, 3,4........จนกระทั่งตายอาจเป็นวันที่หมื่นแสน ไม่มีวันคล้ายวันเกิด เพราะวันเกิดเรามันก็ผ่านไปแล้ว แล้วก็ไม่กลับมาอีก แต่ตามสมมติทางโลกมันก็เป็นอย่างที่เห็นกันว่าวันนั้นวันนี้เป็นวันที่เหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้น
นาฬิกาชีวิตนั้นเดินไปทุกวินาที ชีวิตเราได้เปลี่ยนไปทุกเวลา อดีตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง อนาคตไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน ดังนั้นการทำดี คิดดี พูดดี จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะทำอยู่ตลอดเวลา

ปีนี้ที่เกือบลืมไปให้เพื่อนๆ พี่น้องได้อนุโมทนาบุญด้วยกับการที่เราได้สวดธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร ได้จนครบเข้าพรรษา เป็นสัจจะอธิษฐานที่ได้ตั้งใจไว้ในปีนี้ว่าจะทำในช่วงเข้าพรรษา ปีนี้สวดได้ทุกวันไม่มีขาด ต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็งในการสวดในครั้งนี้ เพราะตามปกติก็จะสวดพาหุงมหากพร้อมกับอิติปิโส 31 จบ แต่พอเข้าพรรษาต้องสวดต่อไปอีกมีบทธรรมจักร ชินบัญชร บารมี 10 ทัศน์ และ คาถาหลวงพ่อปาน ไม่มีอะไรทำไม่สำเร็จหากเราตั้งใจไว้แล้ว มันต้องมีวินัยและความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับนิวรณ์ที่เกิดขึ้น
ปีนี้ได้ไปปฏิบัติกรรมฐานกับหลวงพ่อชาญชัย ในปลายเดือนตุลาคม ในปีนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้ไปปฏิบัติกับท่าน พระอาจารย์ท่านใจดีมีเมตตาประสิทธิ์ประสาทความแจ่มแจ้งในการปฏิบัติธรรม ทำให้เห็นตัวเองได้มากขึ้น เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น การไปปฏบัติครั้งนี้ก็ได้ไปทั้งครอบครัว มีป๊ากับแม่ร่วมปฏิบัติด้วย ก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยในชีวิตนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ดูแลท่านทางร่างกายแต่ก็ได้ช่วยนำพาท่านทั้งสองได้ตระเตรียมจิตใจให้เพียบพร้อมก่อนจะถึงเวลาที่ต้องสิ้นอายุขัย และต้องเดินทางอันยาวไกลที่ไม่มีใครจะสามารถช่วยใครได้ ก็ดีใจที่ทำให้ท่านทั้งสองได้มีสัมมาทิฐิซึ่งเป็นข้อแรกที่สำคัญที่สุดในมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นวิธีทางดับทุกข์ ตอนนี้แม่ไม่อยู่ไปอินเดียเพื่อไปสร้างสมบารมีปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น ก็ต้องร่วมอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนป๊าตอนนี้อยู่คนเดียวก็ได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวพิจารณาสิ่งต่างๆ มันก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ ธรรมะเป็นเรื่องวิเศษ สามารถเปลี่ยนวิถีความคิดของคนคนหนึ่งได้ เมื่อจิตใจได้ถูกขัดเกลาแล้ว ก็สามารถน้อมรับเรื่องดีๆ และสามารถมองโลกในแง่ดีๆ ได้
เราก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมะเพราะมันก็ทำให้วิถีชีวิต ความคิด มุมมองต่างๆ มันเปลี่ยนไป เราสามารถมองเห็นและวิเคราะห์วิจัยตัวเองได้เป็นอย่างดี ว่าเราเป็นคนแบบไหน มีกิเลสหยาบย่อยในใจแค่ไหน มันเป็นไปไม่ได้เลยว่าเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองหากไม่มีธรรมะ
ความถือดี ชอบเอาชนะ อยากให้มันเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น ความแย่ๆ ของความเป็นคนแบบคนๆ ไปวันๆ มันสามารถถูกกระเทาะออกจากจิตไปทีละน้อย ทีละน้อย และมีความเข้าใจในคนอื่นและสิ่งๆอื่นมากขึ้น จิตใจมันก็ไม่ถึงกับไม่ยึด แต่มันยึดน้อยลง น้อยลงไปเรื่อยๆ จนบางทีเหมือนคนไม่มีความรู้สึกยินดียินร้าย แต่ก็ต้องทำเป็นยินดียินร้ายเพราะเราต้องอยู่ในสังคม
หากใครได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมหรือเรียนรู้ธรรมะก็จะเห็นสิ่งวิเศษเหล่านี้ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว เหมือนกับกินข้าวแล้วอร่อย แต่ก็ไม่สามารถบอกคนอื่นได้ว่ามันอร่อยอย่างไร อร่อยของเรามันก็อาจจะไม่อร่อยของเขา อยู่ที่มาตรฐานของคนที่ชิม ดังนั้นการที่บอกว่าเป็นคนดี มันดีอย่างไร ดีในสายตาใคร มันเป็นเรื่องของมาตรฐานของคนคนนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะตัดสินใครว่าดีหรือไม่ดี เพราะไม่มีหรอกความไม่ดี หรือดี มันอยู่ที่เรา
ก็ต้องลองดู ฝึกดู เพื่อที่เราจะได้ดับกิเลสภายในจิตใจเราเพื่อความสุขอย่างแท้จริง

Tuesday, November 30, 2010


ตอนนี้ทุกที่เต็มไปด้วยหิมะหลังจากที่หิมะตกมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนี้ดีหน่อยที่หิมะยังตกไม่มากแต่ผลพวงจากหิมะมันก็สร้างความลำบากไปทุกหนทุกแห่ง ถนนหนทางเฉอะแฉะ บางที่ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะหิมะมันหนามาก อย่างเมื่อวานก็พยายามเอารถกลับมาบ้านแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมันลื่นมากทางก็ชัน หิมะตกหนามาก ก็ต้องจอดไว้ข้างล่าง ไม่อยากทำให้รถพัง
มันก็เป็นอย่างนี้ ธรรมชาติควบคุมไม่ได้ แต่ทำใจให้ยอมรับมันได้ อยู่กับมันอย่างที่มันเป็นรับสภาพให้ได้ ก็ไม่มีทุกข์
วันนี้ส่งตัวอย่างไปฮอลแลนด์แอนบาราท ร้านขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ก็เป็นการส่งครั้งที่สอง คราวนี้ส่งแบบเสียสละกำไรเต็มที่ ก็ถ้าเราอยากได้อะไร มันก็ต้องยอมสูญเสียบ้าง จะเอาอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็ไม่ได้หวังอะไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ขายมันอย่างนี้ต่อไป ก็ไม่มีอะไรจะต้องสูญเสีย ถ้าบุญสัมพัทสัมพันธ์กันก็คงได้สร้างประโยชน์ร่วมกัน มันก็แค่นี้เอง
อาชีพค้าขาย ขายอย่างไรอย่างให้มีความสุข มันไม่สุขหรอก มันอยู่ที่เราเองว่าความเพียงพอ ความพอใจกับสิ่งที่ได้ หรือความยอมรับได้กับสิ่งที่มันไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวัง มีได้ก็ต้องมีเสีย ไม่ได้ก็ไม่เสีย เป็นธรรมดาของโลก ก็พอใจในสิ่งที่มันเป็นนั่นแหละ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
สิ่งที่สำคัญในการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อทำความดี ตัดกิเลสให้ได้มากที่สุด เพื่อการเดินทางอันยาวไกล


Saturday, November 27, 2010


วันนี้อากาศหนาวเย็น ปีนี้หิมะตกลงมาเร็วกว่าปกติกว่าทุกปี โดยปกติแล้วช่วงนี้จะแค่หนาวเย็นแต่ปีนี้ปลายพฤศจิกายนหิมะก็ตกลงมาอย่างหนัก อากาศมันแปรปรวน เพราะมนุษย์ทำลายสภาวะแวดล้อม ทำให้เราไม่สามารถคำนวนได้ว่าแต่ละวันมันเป็นเช่นใด
ในทางธรรม มันก็เป็นเช่นนั้นของมันตามกฏของธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความแปรเปลี่ยนไปตามอย่างที่มันเป็น ควบคุมอะไรไม่ได้ วันนี้หิมะตก เดี๋ยวมันก็มีความเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็เกิดการละลายเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่อเช้าอากาศอึมครึม ตอนนี้ก็แดดออกเปรี้ยงๆ ทำเอางานการเสียหมดเพราะอากาศแบบนี้ ในตอนเช้าที่หิมะตกหนัก ทำให้ต้องยกเลิกการสอนทั้งวันเพราะเกรงว่ามันจะไม่สะดวกกับการเดินทางที่ต้องเอาหิมะออกจากรถ และทางเดินทำให้ ทางต่างๆ เพราะถ้ามีหิมะอยู่มันจะเดินทางลำบากและมีอันตราย การขับรถบนท้องถนนที่มีหิมะตกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ขับรถเวลาฝนตกหนักยังจะง่ายกว่า เคยมีครั้งหนึ่งขับจะไปสนามบินขับไปถนนลื่น เบรคก็ใช้ได้ลำบาก มีตอนนึงที่พยายามจะหยุดตรงสี่แยกปรากฏเหยียบเบรคแล้วมันไถลผ่านสี่แยกไปเลย เดชะบุญไม่มีรถสวนมาหรือออกมาจากสี่แยกไม่งั้นก็คงเป็นโศกนาฏกรรมก่อนอายุขัยเป็นแน่แท้
อากาศหนาวๆแบบนี้ การอยู่ในบ้านที่อบอุ่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มันตรงข้ามกับประเทศเราอากาศร้อน ออกจากบ้านไปทำโน่นทำนี่มันสบายกว่า อยู่ในบ้านอบอ้าว มันก็มีข้อดีข้อเสีย เป็นแบบหยินหยาง บนความหนาวก็มีความร้อน บนความร้อนก็มีความหนาว บนความสบายก็มีความลำบาก บนความลำบากก็มีความสบาย มันก็เป็นอย่างนั้นของมัน เราไม่ทุกข์กับมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ไม่เอาใจไปใส่ใจมัน มันก็ธรรมดา
ความหนาวทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ใช่ความหนาว ความหนาวไม่ใช่เรา........


Sunday, September 26, 2010

วันที่ 26 กันยายน 2553 เนื่องจากพอดีมีเพื่อนคนนึงเค้าอยากนั่งวิปัสสนากรรมฐานเพราะได้ไปอ่านหนังสือของใครคนนึงที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้วมานั่งวิปัสสนาแล้วหาย เค้าเลยอยากนั่ง แต่ไม่มีคนสอน เคยได้แนะนำเค้าไปเรียนที่วัดอรุณรัตนคีรี แล้วแต่ว่าจากบ้านเค้าไปมันไกลมากตั้งชั่วโมงนึง คิดไปคิดมาเลยสอนเองเลยดีกว่าเพราะอยากให้เค้าได้ความรู้อย่างถูกต้องตามสายวิปัสสนาขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มากกว่าไปเรียนกับพวกนักจิตวิทยาซี่งเป็นนักคิดแล้วก็ตั้งมาตรฐานวัดคนอื่น อีกทั้งยังมีนักเรียนที่เรียนฟันดาบที่ชอบนั่งสมาธิ มาเรียนด้วยซึ่งเด็กๆเหล่านี้เป็นเด็กดีและมีผู้ปกครองที่ดี เลยอยากปลูกฝังให้มีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง
ในที่สุดก็ตัดสินใจสอนเองด้วยความรู้ที่มีน้อยนิด แต่ก็พอจะถ่ายทอดได้ และยังมีพี่ตุ้มซึ่งเป็นสหายร่วมอดีตชาติมาร่วมนั่งด้วยและก็เป็นแนวให้กับคนที่นี่
ก็ได้สอนแนวสติปัฏฐานสี่แต่ยังไม่ได้อธิบายอะไรทั้งสิ้น ให้ทำก่อนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตมีความอ่อนโยนแล้วจึงจะเริ่มสอน ก็สอนการเดินจงกรม นั่งสมาธิ แบบที่ได้เรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ และก็แนวประยุกต์ของหลวงพ่อชาญชัย ก็รู้สึกดี ได้ทบทวนถ่ายทอดความรู้ที่มีแค่หางอึ่งนี้ให้กับชาวต่างชาติที่อาจจะเคยร่วมชาติกันมาหลายชาติในอดีตแล้วก็ได้มาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ก็ต้องขอขอบคุณคนที่มาให้เราได้สอนเพราะทำให้เราได้สร้างบารมี และทำให้ได้ใช้วิชาของพระพุทธเจ้าทำให้เขาได้คลายทุกข์ หรือมีปัญญาได้เห็นสัจจธรรมความเป็นจริงที่เป็นของสรรพสิ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่หลังจากที่เขาได้ทำไปอย่างต่อเนื่องแล้ว เค้าก็จะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ก็ขอผลบุญจากการได้ถ่ายทอดธรรมะของพระพุทธองค์นี้ ถวายแด่ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ของพระพุทธองค์ และขอให้ผลบุญนี้จงสำเร็จแด่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย พ่อแม่พี่น้องและญาติทั้งหลาย ตลอดทั้งดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ที่ยังไม่ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ขอให้ท่านเหล่านี้จงมีความสุข ปราศจากความทุกข์ และขอให้ผลบุญนี้ยังผลให้ข้าพเจ้ามีความเจริญในธรรมได้อริยมรรคอริยผล ซึ่งเป็นหนทางนำชีวิตไปสู่ความสุขสงบแห่งนิพพานด้วยเทอญ

วันเกิดปีนี้ 19 กันยายน 2553 ได้ทำบุญประจำปีด้วย เพราะตรงกับวันอาทิตย์พอดี ได้นิมนต์พระมาจากวัดสันติวงศาราม (วัดสังฆทาน เบอร์มิงแฮม) ซึ่งพระอาจารย์ท่านก็ได้มีความเมตตารับกิจนิมนต์มาทั้งๆที่วันนั้นที่วัดก็ยุ่งมากเพราะได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดท่านเจ้าอาวาสด้วย
วันงานนั้นก็มีพี่น้องชาวไทยหลายท่านรวมทั้งเพื่อนที่ฟันดาบรวมทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมาร่วมงานกันอย่างพร้อมพรั่ง น่าจะเกือบถึง 100 คนได้ ก็มีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และ ญาติโยมร่วมรับประทานอาหารกัน ทุกคนก็มีความสุขกับการกินอาหาร หลังจากนั้น พระอาจารย์ท่านก็นำนั่งสมาธิเป็นเวลา 5 นาที ก็รู้สึกดีใจที่ได้ให้ความสุขกับทุกคนได้รับบุญร่วมกัน สุขจากการให้นั้นเป็นความสุขมากกว่าการได้รับเสียอีก วันเกิดที่ไม่ต้องมีของขวัญ แต่มอบโอกาสทำบุญให้เป็นของขวัญกับเพื่อนพี่น้องร่วมโลกนั้น เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่เสียกว่า ก็วันเกิดของลูกก็ต้องนึกถึงพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิด จึงขอผลบุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้จงสำเร็จแด่ป๊าและแม่ตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณทั้งหลายขอให้ท่านจงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำนี้ด้วยเทอญ



ก็มีนักเรียนที่เรียนฟันดาบนำของขวัญกับการ์ดมาให้ มีนักเรียนคนนึงชื่อแบรดลี่ย์ได้ทำการ์ดพิเศษคือเป็นภาษาไทยมามอบให้ น่าประทับใจจริงๆ ถึงความตั้งใจ อยากให้โค้ชมีความสุข ก็ขอให้ผู้ให้มีความสุขด้วยเช่นกัน

วันคล้ายวันเกิดก็คือวันที่เตือนสติว่าชีวิตเรานั้นสั้นลงไปอีกหนึ่งปี หรือโชคดีที่รอดมาได้อีกปีนึง ก็ต้องหมั่นทำความดีสะสมบุญให้มากยิ่งขึ้นไปเพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ครบวันเกิดอีกรอบหรือไม่ แต่ต้องอยู่กับปัจจุบันทำให้ดีที่สุดอย่าประมาท ชีวิตที่มีอยู่นั้นน้อยนิด บางคนก็ไม่มีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาว บางคนมีโอกาสที่มีชีวิตยืนยามแต่ก็ไม่มีความสุขก็มี ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทในชีวิตนี้ก็ต้องสร้างสมบุญบารมีให้มากๆ เผื่อต้องกลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีกจะได้มีโอกาสตัดภพชาติไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก

Saturday, September 18, 2010



วันนี้วันที่ 18 กันยายน 2553 เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือเสด็จพ่อ รัชกาลที่ 5 ของพวกเราชาวไทย ที่บ้านจะมีกุหลาบสีชมพูปลูกไว้ มีดอกนึงที่สวยงามรอการตัดไปนำถวายบูชาแด่ท่าน ก็ขอกราบน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้ปกป้องแผ่นดินสยามให้อยู่รอดปลอดภัยจากการถูกล่าอาณานิคม และการเลิกระบบทาส ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด ท่านได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติของเรา

วันนี้เป็นวันที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ส่วนมากจะรู้จักวันสวรรคตของพระองค์มากกว่า ซึ่งเป็นวันปิยมหาราช ที่ 23 ตุลาคมของทุกปี
อย่างไรก็ดี ก็ขอน้อมผลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้เคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติถวายแต่องค์สมเด็จรัชกาลที่ 5 ด้วยเทอญ

Sunday, September 12, 2010




เมื่อวานนี้เป็นวันซ้อมวันแรกของ Regional Fencing Centre-Durham เด็กๆ ก็มาซ้อมกันอย่างถ้วนหน้า การฟันดาบนั้นถ้าจะให้เก่งก็ต้องมีระเบียบวินัยในตนเอง ต้องขยันหมั่นฝึกซ้อม ถึงโค้ชไม่บอกก็สามารถซ้อมได้ว่าต้องควรจะทำอะไรบ้าง ตามประสบการณ์สอนมาหลายปี เด็กที่ซ้อมน้อย เวลาลงแข่งจะตื่นเต้นเพราะรู้ตัวดีว่าสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้นการที่เด็กๆซ้อมมากนั้นเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจ อย่างน้อยที่สุด เราก็เตรียมตัวมาดี

วันแรกในการซ้อมนี้ก็ไม่ได้จับดาบเลย เป็นการอุ่นเครื่องเสริมสร้างกำลังวังชาให้กับกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวในการซ้อม
กีฬาฟันดาบนั้นไม่ง่ายเลยเพราะเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ไม่เป็นทีมในการแข่ง นักกีฬาจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ดังนั้นเวลาสอนเด็กจึงต้องพัฒนาการเป็นทีม เช่นการซ้อมการทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ว่าเด็กๆที่จะมาเล่นกีฬาประเภทนี้หายาก เพราะฟันดาบเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความอดทนกว่าจะประสบความสำเร็จ มักจะต้องพบกับความไม่สมหวังความพ่ายแพ้มาก่อน ดังนั้นเด็กที่ไม่มีความมุ่งมั่นและความอดทนจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทนี้ เช่นถ้าเป็นฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมาบังเอิญลูกเข้าเท้าหน้าประตูฟลุกเตะเข้าโกล ก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่ฟันดาบไม่ใช่ กว่าจะแทงเข้าเป้าที่ทำแต้มได้ หรือต่อสู้ทันเกมส์ได้ ต้องฝึก แล้วก็ฝึก แล้วก็ฝึก จนอยู่ตัวไม่ตื่นเต้นสามารถควบคุมตัวเองได้ก่อน แล้วจึงจะสามารถควบคุมคู่ต่อสู้ได้

การสอนในระบบของลาสโลว จะไม่มีพรีมาดอนน่า คือคนที่เด่นซะหมด แต่จะเน้นกลุ่ม มากกว่าเดี่ยว เพราะถ้าเน้นความเป็นเดี่ยวของนักกีฬา เด็กก็จะออกมาแบบข้านี่ขั้นเทพใครแตะไม่ได้ แม้แต่โค้ช และก็จะเห็นแก่ตัวซึ่งนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของกีฬา การเล่นกีฬาก็เพื่อพัฒนาการ การเข้าสังคม มีเพื่อนไม่สร้างศัตรู ไม่ใช่แบบชนะแล้วคนเกลียดกันทั้งบาง ต้องชนะทั้งบนเกมส์และนอกเกมส์
ก็ไม่ง่ายและไม่ยาก ต้องมีใจรักไม่งั้นปวดหัวกับเด็กและผู้ปกครองตายเลย

Sunday, August 29, 2010


ทำบุญวันอาทิตย์

วันนี้วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหา 2553 ก็ได้เวลาไปทำบุญซึ่่งก็ได้ทำเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ถ้ามีเวลาว่างจากงาน สถานที่ไปทำบุญก็วัดอรุณรัตนคีรี อยู่ที่นิวคาสเซิล เป็นวัดป่าสายปู่ชา มีพระประจำวัดเป็นพระต่างประเทศ ท่านเจ้าอาวาสเป็นชาวนิวซีแลนด์มีสมญานามว่า ท่านอาจารย์มุนินโท ที่วัดก็เป็นบรรยากาศเรียบๆง่าย สบายๆสไตล์พระป่า

ในวันนี้ก็ได้เจอพี่น้องชาวไทยที่มาทำบุญร่วมกัน ก็ไม่มาก ก็มีพี่สุไล น้องปุ๊ก แล้วก็น้องคนไทยอีกคู่หนึ่ง คนไม่เยอะวันนี้ ก็ในตอนบ่ายก็ไปเดินจงกรมนั่งสมาธิ วันนี้ก็นั่งแบบสบายๆ ไม่จำกัดเวลา ก็ได้อารมณ์สบายๆ เดินจงกรมไป 30 นาที แล้วก็นั่งสมาธิไปประมาณ ชั่วโมงครึ่ง เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ได้บุญกันไปเต็มๆวันนี้ ก็ขอผลานิสงค์ผลบุญที่ได้ทำในวันขอให้ทุกคนมีความสุข ปราศจากความทุกข์ด้วยเทอญ

Saturday, August 28, 2010


ไม่ได้เข้ามาอัพเดทหลายอาทิตย์เพราะงานเยอะ หาข้อแก้ตัวอีกแล้ว มันก็ไม่ได้เยอะอะไรหรอก มีความขี้้้เกียจเกินวิริยะมากกว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาวันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันครบรอบปีที่ 7 ที่อาม่าได้จากเราไป จริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านอายุมากแล้ว 92 ปี ใครๆ ก็ต้องตาย สังขารอุปกรณ์ใช้งานมันก็เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ท่านจากไปด้วยโรคมะเร็งปอด ซึ่งมันก็เป็นผลพวงมาจากการทำงานอย่างหนักสมัยก่อน ทำตุ๊กตาปูน พ่นสี แบบสมัยก่อนไม่มีการป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน ก็ทำมันอย่างลูกทุ่งเนี่ยแหละ งั้นขอเล่าประวัติอาม่านิดนึง
อาม่าเกิดที่เมืองจีน เมื่อตอนอายุน่าจะ 7-8 ขวบ ถูกแม่ขายให้กับครอบครัวอากง ในราคาที่เทียบเป็นราคาในเมืองไทยสมัยนั้นก็ 5 บาท ชีวิตประมาณโอชินนั่นแหละ ในสมัยก่อนนั้นแร้นแค้นการกินอยู่อาศัยลำบาก ใครมีลูกพอลูกโตได้ใช้งานได้ ก็เอาไปขายแลกเงิน คนที่ซื้อไปเค้าเอาไปเป็นลูกจ้างในครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ มีงานเยอะ เหมือนในหนังจีนไงที่มีลูกจ้างทำโน่นทำนี่ อาม่าได้เริ่มทำงานกับครอบครัวนี้ตั้งแต่ยังเล็ก หน้าที่หลักก็หาฟืน ตักน้ำ ขุดดิน ทำสารพัดอย่าง
การเข้าไปมีชีวิตในครอบครัวอากงไม่ได้เป็นเรื่องง่าย อาม่าถูกรังเกียจและอิจฉาริษยาโดยพี่สะใภ้ของอากง ซึ่งคอยเป่าหูแม่ของอากงให้เกลียดอาม่า เป็นไง เรื่องประมาณละครน้ำเน่าเลย แต่มันเป็นชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย อาม่าถูกกดขี่ข่มเหงให้ทำงานหนักมาก แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีเหล่าแปะคอยเมตตาให้ความช่วยเหลือในคราที่อาม่าต้องเจ็บป่วย หรือทุกข์ใจ
เมื่อคราวยังไม่ได้แต่งงานกับอากง อาม่าทำงานอย่างหนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งทำงานตัดฟืน บังเอิญพลาดมีดไปสับโดนนิ้วกลางที่ข้อตรงกลางด้านใน น่าจะเป็นแผลฉกรรจ์ แต่อาม่าก็ไม่สามารถบอกใครได้เพราะบอกไปก็ยิ่งโดนหนัก สิ่งที่อาม่าทำได้ก็คือเอาขี้เถ้ามาแปะแผล แล้วเอาผ้ามาพันไว้ ปฐมพยาบาลขั้นต้น แต่แผลมันหนักหนาสาหัสเอาการเพราะมันอักเสบเพราะไม่ได้รับการทำแผลอย่างถูกต้อง อาม่าป่วยเป็นไข้ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ จึงหลบอยู่ในห้องเก็บฟืน เป็นไข้ แล้วก็ต้องออกมาทำงานทั้งๆที่ยังป่วยมาก ตอนหลังเหล่าแปะทราบเข้าจีงแอบให้ความช่วยเหลือ อาม่าโดนพี่สะใภ้ และแม่ของอากง ทารุณกรรมมาก เหมือนแบบในหนังเลย โดนดุด่าตบตี ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงโดนสิทธิมนุษยชนเล่นงานไปแล้ว แผลในครั้งนั้นของอาม่าติดตัวอาม่ามาตลอดชีวิตเนื่องจากอาม่าพับนิ้วกลางเพื่อห้ามเลือดแล้วเอาขี้เถ้าทาไว้ นิ้วกลางของอาม่าจึงมีรูปร่างแบบพับเป็นตัวแอลเพราะเมื่อแผลมันสมานกัน มันสมานกันในรูปร่างนี้เพราะอาม่าพันแผลของอาม่าในลักษณะนี้จนหาย
ความเป็นอยู่ของอาม่าสาหัสสากรรจ์มากจนกระทั่งอาม่าถูกจับให้แต่งงานกับอากงซี่่งเป็นลูกชายของบ้านนี้ ครอบครัวอากงเป็นครอบครัวบัณฑิตและขุนนางในระดับกลางๆ เมื่อแต่งงานก็มีปัญหามากมายกับแม่ผัวและพี่สะใภ้ พี่สะใภ้อาม่าเป็นคนชอบยุยง ทำให้อาม่าอยู่อย่างลำบากมาก


ชีวิตอาม่าในวัยเด็กและวัยรุ่นลำบากมาก เมื่อตอนที่ได้กลับไปเฝ้าไข้อาม่าซึ่งอยู่ในระยะสุดท้ายนั้น อาม่าได้เพ้อและแสดงอาการเหมือนว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆในยุคนั้น คือเป็นคตินิมิต ในขณะใกล้ตาย สัญญาความจำที่ถูกกดทับแต่ยังฝังใจ มันออกมา ทำให้เราเห็นถึงความคับแค้นใจต่างๆ ในขณะที่ท่านอายุยังน้อย

อย่างไรก็ตามเรื่องของอาม่าถ้าจะเล่า คงต้องเล่าหลายวัน โดยสรุปในขณะป่วยระยะสุดท้าย อาม่าก็ยังสอนเราว่า ให้ทำดี เพราะคนทำดีต้องได้ดี

ก็ท่านจากไป 7 ปี แต่ก็ไม่มีความต่างอะไรเพราะท่านก็ยังอยู่ในใจเราเสมอมา ชีิวิตอาม่าให้แง่มุมให้จุดคิดหลายอย่างในการใช้ชีวิต ก็ด้วยผลบุญที่หลานคนนี้ได้ทำมาตลอดชีวิตขออุทิศให้กับอาม่าเซ็งจู แซ่ไหล ด้วยเทอญ

Wednesday, August 11, 2010

ใครหนอ รักเราเท่าชีวัน
ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ......
จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ.............
พรุ่งนี้เป็นวันแม่ ก็จริงๆ แล้ว วันแม่ก็ควรจะเป็นทุกวันมากกว่าการที่เราจะระลึกถึงพ่อแม่แค่วันเดียว ก็อยู่ห่างบ้านก็ได้แต่คิดถึงแล้วก็โทรคุย แต่จริงๆ สำหรับเราแล้ววันแม่ไม่สำคัญมากเพราะเรารักและคิดถึงพระคุณของพ่อแม่ทุกวัน แต่อย่างไรก็ดีการที่เค้ามีวันให้หนึ่งวันเป็นวันแม่ก็เพื่ออย่างน้อยคนที่ลืม หรือไม่มีโอกาสจะได้ระลึกถึงพระคุณแม่ไปได้
วันแม่นี้อาจจะเป็นดาบสองคม เพราะสำหรับคนที่มีแม่ ก็สามารถจะมีกิจกรรมร่วมกับแม่ได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีแม่ หรือเกิดมาเป็นลูกกำพร้า วันแม่นี้เป็นวันที่แสนเจ็บปวด เพราะมองไปทางไหนก็เห็นคนพูดถึงแต่แม่ ทำกิจกรรมร่วมกับแม่ สำหรับคนที่ไม่มีแม่ก็คงต้องทำใจยอมรับ และระลึกถึงพระคุณของผู้ให้กำเนิด ถึงแม้ว่าเราไม่รู้จักท่านหรือท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขตามอัตภาพของวันแม่แล้วกัน


Thursday, August 05, 2010


น้ำใจน้องพี่สีชมพู

วันนี้พอดีไปเอารูปสมัยตอนรับปริญญามาอัพโหลดให้เพื่อนๆสตรีวิทย์ดูกันว่าจำกันได้ปะ เพราะว่าเอาไปลงรูปนึงแล้วเพื่อนๆแทบจำกันไม่ได้ ตัวเราเองก็จำแทบไม่ได้ ให้ลาสโลวดูแกก็หาไม่เจอว่าใคร ตอนนั้นพอถ่ายเสร็จล้างเสร็จเค้าก็ว่าเหมือนภัสสร ต้องขอบคุณร้านเรืองฤทธิ์ พี่เค้าเก่งมากเลย ทำเอาคนไม่สวยจนสวยได้ ก็คงเป็นวันเดียวในชีวิตที่สวยได้ขนาดนี้

วันนั้นก็เป็นวันที่ทำให้ดีใจมากที่สุดเพราะทำให้แม่กับป๊าดีใจ ว่าในที่สุดสิ่งที่ท่านทั้งสองได้ฝัน ก็เป็นจริง การได้รับปริญญากับในหลวงซึ่งคงเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้รับพระราชทานปริญญาที่ทุกคนใฝ่ฝัน

พอดีก็จะพูดถึงเรื่องการเมคอัพ จริงๆ มันคือการเมคอัพจริง เมค อิท อัพไง ก็ในที่สุดตัวจริงก็ยังคงเป็นตัวจริงอยู่ดี ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นที่เปลือก ที่เอ้าท์ลุค คนที่ดูรูปก็จะคิดว่าผู้หญิงสวยขนาด ญาติเพื่อนวิศวะที่สนิทกันแบบมึงกู ยังเชียร์ให้จีบตอนดูรูป เพื่อนมันถามว่าใครวะ พอมันเห็นผู้หญิงในรูปขำกลิ้งบอกไอ้ฤทธิ์เนี่ยนะ แล้วก็มีน้องบางคนชอบเพื่อนมันไปเห็นรูปเรากับเพี่อนที่ห้อง มันสลดใจเลยมาบอกเราว่าแฟนของพี่เค้าสวยมากเลยพี่ฤทธิ์ เราก็ถามว่ารูปไหนมันก็ว่ารูปรับปริญญาไงแฟนพี่เค้าส้วยสวย เรากับเพื่อนๆขำกลิ้งเช่นกันบอกผู้หญิงคนนั้นคือเราเอง น้องมันช๊อคซีนีม่าไปเลยฮ่า ฮ่า เอาไปดูอีกรูปอันนี้ถ่ายกับป๊ากับแม่ในวันนั้น

Tuesday, August 03, 2010

ละครเกาหลี นี่แหละการสอดแทรกวัฒนธรรมทางอ้อมให้ชาวโลก

ช่วงนี้ฮิตติดละครเกาหลี หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้ดูแดจังกึม ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่ามันจะดีอะไรกันนักกันหนา ปรากฏว่าพอดูแล้วไม่สามารถละจากจอได้ ดูกันมาราธอนไปจนจบ ตาดำเป็นหมีแพนด้าซึ่งแฟนก็ไม่เข้าใจว่าอะไรมันจะติดกันหนึบหนับกันปานนั้น อ้อก่อนเรื่องนี้ ก็เรื่องลีซาน พอดีกลับไปเมืองไทยป๊ากับแม่เค้าดูก็ดูด้วยไม่เข้าใจเรื่องราวอะไร แต่พอมาดูบนอินเตอร์เนทมันก็สนุกจนต้องดูกันจนจบ
มาเข้าประเด็นกันดีกว่า ละครเกาหลีนี่เป็นสุดยอดมาร์เก็ตติ้งขั้นเทพจริงๆ เป็นการโฆษณาประเทศ อาหาร วัฒนธรรม การใช้ชีวิต เสื้อผ้า สอดแทรกเข้าไปในเนี้อเรื่องทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติของเค้าโดยไม่รู้ตัว ก็ดูเดี๋ยวนี้ดิ เกาหลีอินเทรนด์ อะไรๆ ก็เกาหลี ญี่ปุ่นนี่ตกขอบไปตอนนี้โดนเบียดโดยเกาหลี หนังจีนก็สุดโต่งไปหน่อย หนังเกาหลีไม่ว่าเป็นแนวประวัติศาสตร์หรือแนวปัจจุบัน ดูแล้วไม่เบื่อแล้วเค้าก็สอดแทรกแนวคิด การใช้ชีวิตได้อย่างดี ไม่ว่าเอกลักษณ์ของความมีวินัย ความพยายามอุตสาหะ ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น ก็พุ่งเข้าเทียบกับทางยุโรปได้ เช่นอย่างฟุตบอล ก็มีเกาหลีกับญี่ปุ่นเข้ารอบถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ก็ดูละครเกาหลีก็มีกำลังใจมี แรงจูงใจ เพราะเค้าสอดแทรกแนวคิดแบบนี้เข้าไปในหนังทุกเรื่อง ซึ่่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังละครไทยแล้วของเรายังห่างกันอีกเยอะ ยังเป็นประเภทนางร้ายกรี๊ดกร๊าด เกรี๋ยวกราด ตัวละครโบ๊ะหน้าซะจนไม่เห็นความสวยอย่างธรรมชาติ ซึ่งหากดูหนังเกาหลีญี่ปุ่น นางเอกดูธรรมชาติมากเลย
ก็อาจจะเป็นนวัตกรรมนึงที่ส่องให้เห็นถึงการพัฒนาสื้อของประเทศเค้า
นี่ก็ดูไปหลายเรื่องแล้ว ตาแฉะเลย
ได้เจอเพื่อนเก่า
วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนเก่า ก็รู้สึกดีๆมีความสุข รำลึกถึงความหลังเก่าๆ ตามประสาคนเริ่มสูงวัย วันนี้ก็ขายของได้ชิ้นสองชิ้น ไม่รู้ว่าจะทำได้ไปอีกนานเท่าไหร่ ธุรกิจการค้ามันก็เป็นแบบนี้ จริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ ยังตอบไม่ได้ ว่าเทอมหน้าจะลองไปติดประกาศสอนเลขสอนเคมี ความรู้ที่เรามีมันจะได้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ความรู้ที่เรามีมันมากและอยากทำให้เด็กๆเข้าใจและรักการเรียน ส่วนมากสิ่งที่ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนเพราะการสอนของครู สอนอะไรไม่รู้เรีื่องเลย หรือครูก็ว่าสอนรู้เรื่องแต่เด็กไม่สามารถเข้าใจได้ การเป็นคนเก่งกับการสอนมันต่างกัน คนเรียนไม่เก่งแต่สอนเก่งก็มี แต่ไอ้ที่เรียนเก่งแต่สอนไม่ได้นี่สิพวกนี้อันตราย เพราะคนส่วนมากจะคิดว่าคนที่เรียนเก่งจะต้องสอนเก่ง มันหาได้น้อย อย่างเราเรียนพอไปไหวแต่สอนได้ดีมากกว่า ฟันดาบก็ไม่เคยเป็นแชมป์อย่างเก่งก็เหรียญเงิน แต่ก็สามารถสอนเด็กให้เป็นแชมป์ได้ นี่แหละหนามุมมองในสังคม
ชีวิตมันเต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิง บางทีมันก็เหนื่อย ไม่ใช่เหนื่อยที่จะต้องไปต่อสู้กันกับพวกเค้า แต่เหนื่อยที่เห็นพวกเค้าต่อสู้แย่งชิงกัน ก็ไม่รู้จะแย่งชิงกันไปทำไม เพื่ออะไร ตายไปก็จบ เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง บางทีเหมือนกับคนบ้าที่ปลงแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง บางคนบอกว่ายังอายุน้อยอยู่เลย ไม่น้อยหรอก อายุไหนๆๆ ก็ตายได้ทั้งนั้น ดังนั้นพวกเราเตรียมตัวกันรึยัง ตอนนี้มันเหมือนกับทางโลกมันเต็มแล้ว อยากฉีกแนวออกไปทางธรรม สร้างสรรค์สังคมมากกว่า อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง เพื่อคนด้อยโอกาส แต่บารมีมันคงยังไม่ถึงมั้ง ก็ต้องสะสมกันต่อไป
สู้สู้

Monday, August 02, 2010

ช่วงนี้ไม่ค่อยยุ่ง ก็พอมีเวลาทำอะไรหลายๆอย่าง แต่ก็มีกังวลบางทีเกี่ยวกับการค้า ซึ่งมันก็ไม่ได้ขายดีเหมือนสมัยก่อน แต่ว่ายังไงถ้าคนมันจะขายได้มันก็ต้องขายได้สิ โฆษณาก็ยังลงไม่ได้ในตอนนี้เพราะข้อความอะไรมันก็ยังไม่เรียบร้อยเพราะยังไม่ได้ส่งไปตรวจเลย
ตอนนี้พอดีทำกลุ่มเฟซบุ๊คของเพื่อนมัธยมสมัยสตรีวิทย์ ตอนมอปลาย ก็ได้คุยกับเพื่อนเก่าๆ ก็มีความสุขดี ความสนุกความทุกข์ที่ร่วมกันมาตั้งแต่เรียน บัดนี้เวลามันผ่านไปนานเหลือเกิน ตั้ง 20 กว่าปีมาแล้ว อาชีพการงาน ความเป็นอยู่ของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป
สมัยก่อนการติดต่อสื่อสารมันยังไม่ได้ก้าวหน้ากันขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้แค่กดปุ่มก็สามารถติดต่อสื่่อสารกันได้แล้ว ชีวิตคนเรามันก็เปลี่ยนแปลงไป โตขึ้นมุมมองต่างๆ ก็กว้างขึ้น มองไปสมัยเด็กๆ มันก็เป็นมุมมองนึง โตแล้วก็เป็นอีกอย่างนึง ประสบการณ์ต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวก็สามารถหล่อหลอมความแกร่ง การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยต่างๆ ก็ต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยให้มีความก้าวหน้าให้ทันแต่ต้องไม่ไหลไปตามกระแส ต้องอยู่อย่างมีสติกำกับ อย่าให้เกิดความเสื่อมขึ้นในจิตใจ