Sunday, August 29, 2010


ทำบุญวันอาทิตย์

วันนี้วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหา 2553 ก็ได้เวลาไปทำบุญซึ่่งก็ได้ทำเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ถ้ามีเวลาว่างจากงาน สถานที่ไปทำบุญก็วัดอรุณรัตนคีรี อยู่ที่นิวคาสเซิล เป็นวัดป่าสายปู่ชา มีพระประจำวัดเป็นพระต่างประเทศ ท่านเจ้าอาวาสเป็นชาวนิวซีแลนด์มีสมญานามว่า ท่านอาจารย์มุนินโท ที่วัดก็เป็นบรรยากาศเรียบๆง่าย สบายๆสไตล์พระป่า

ในวันนี้ก็ได้เจอพี่น้องชาวไทยที่มาทำบุญร่วมกัน ก็ไม่มาก ก็มีพี่สุไล น้องปุ๊ก แล้วก็น้องคนไทยอีกคู่หนึ่ง คนไม่เยอะวันนี้ ก็ในตอนบ่ายก็ไปเดินจงกรมนั่งสมาธิ วันนี้ก็นั่งแบบสบายๆ ไม่จำกัดเวลา ก็ได้อารมณ์สบายๆ เดินจงกรมไป 30 นาที แล้วก็นั่งสมาธิไปประมาณ ชั่วโมงครึ่ง เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ได้บุญกันไปเต็มๆวันนี้ ก็ขอผลานิสงค์ผลบุญที่ได้ทำในวันขอให้ทุกคนมีความสุข ปราศจากความทุกข์ด้วยเทอญ

Saturday, August 28, 2010


ไม่ได้เข้ามาอัพเดทหลายอาทิตย์เพราะงานเยอะ หาข้อแก้ตัวอีกแล้ว มันก็ไม่ได้เยอะอะไรหรอก มีความขี้้้เกียจเกินวิริยะมากกว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาวันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันครบรอบปีที่ 7 ที่อาม่าได้จากเราไป จริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ท่านอายุมากแล้ว 92 ปี ใครๆ ก็ต้องตาย สังขารอุปกรณ์ใช้งานมันก็เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ท่านจากไปด้วยโรคมะเร็งปอด ซึ่งมันก็เป็นผลพวงมาจากการทำงานอย่างหนักสมัยก่อน ทำตุ๊กตาปูน พ่นสี แบบสมัยก่อนไม่มีการป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน ก็ทำมันอย่างลูกทุ่งเนี่ยแหละ งั้นขอเล่าประวัติอาม่านิดนึง
อาม่าเกิดที่เมืองจีน เมื่อตอนอายุน่าจะ 7-8 ขวบ ถูกแม่ขายให้กับครอบครัวอากง ในราคาที่เทียบเป็นราคาในเมืองไทยสมัยนั้นก็ 5 บาท ชีวิตประมาณโอชินนั่นแหละ ในสมัยก่อนนั้นแร้นแค้นการกินอยู่อาศัยลำบาก ใครมีลูกพอลูกโตได้ใช้งานได้ ก็เอาไปขายแลกเงิน คนที่ซื้อไปเค้าเอาไปเป็นลูกจ้างในครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ มีงานเยอะ เหมือนในหนังจีนไงที่มีลูกจ้างทำโน่นทำนี่ อาม่าได้เริ่มทำงานกับครอบครัวนี้ตั้งแต่ยังเล็ก หน้าที่หลักก็หาฟืน ตักน้ำ ขุดดิน ทำสารพัดอย่าง
การเข้าไปมีชีวิตในครอบครัวอากงไม่ได้เป็นเรื่องง่าย อาม่าถูกรังเกียจและอิจฉาริษยาโดยพี่สะใภ้ของอากง ซึ่งคอยเป่าหูแม่ของอากงให้เกลียดอาม่า เป็นไง เรื่องประมาณละครน้ำเน่าเลย แต่มันเป็นชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย อาม่าถูกกดขี่ข่มเหงให้ทำงานหนักมาก แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีเหล่าแปะคอยเมตตาให้ความช่วยเหลือในคราที่อาม่าต้องเจ็บป่วย หรือทุกข์ใจ
เมื่อคราวยังไม่ได้แต่งงานกับอากง อาม่าทำงานอย่างหนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งทำงานตัดฟืน บังเอิญพลาดมีดไปสับโดนนิ้วกลางที่ข้อตรงกลางด้านใน น่าจะเป็นแผลฉกรรจ์ แต่อาม่าก็ไม่สามารถบอกใครได้เพราะบอกไปก็ยิ่งโดนหนัก สิ่งที่อาม่าทำได้ก็คือเอาขี้เถ้ามาแปะแผล แล้วเอาผ้ามาพันไว้ ปฐมพยาบาลขั้นต้น แต่แผลมันหนักหนาสาหัสเอาการเพราะมันอักเสบเพราะไม่ได้รับการทำแผลอย่างถูกต้อง อาม่าป่วยเป็นไข้ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ จึงหลบอยู่ในห้องเก็บฟืน เป็นไข้ แล้วก็ต้องออกมาทำงานทั้งๆที่ยังป่วยมาก ตอนหลังเหล่าแปะทราบเข้าจีงแอบให้ความช่วยเหลือ อาม่าโดนพี่สะใภ้ และแม่ของอากง ทารุณกรรมมาก เหมือนแบบในหนังเลย โดนดุด่าตบตี ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงโดนสิทธิมนุษยชนเล่นงานไปแล้ว แผลในครั้งนั้นของอาม่าติดตัวอาม่ามาตลอดชีวิตเนื่องจากอาม่าพับนิ้วกลางเพื่อห้ามเลือดแล้วเอาขี้เถ้าทาไว้ นิ้วกลางของอาม่าจึงมีรูปร่างแบบพับเป็นตัวแอลเพราะเมื่อแผลมันสมานกัน มันสมานกันในรูปร่างนี้เพราะอาม่าพันแผลของอาม่าในลักษณะนี้จนหาย
ความเป็นอยู่ของอาม่าสาหัสสากรรจ์มากจนกระทั่งอาม่าถูกจับให้แต่งงานกับอากงซี่่งเป็นลูกชายของบ้านนี้ ครอบครัวอากงเป็นครอบครัวบัณฑิตและขุนนางในระดับกลางๆ เมื่อแต่งงานก็มีปัญหามากมายกับแม่ผัวและพี่สะใภ้ พี่สะใภ้อาม่าเป็นคนชอบยุยง ทำให้อาม่าอยู่อย่างลำบากมาก


ชีวิตอาม่าในวัยเด็กและวัยรุ่นลำบากมาก เมื่อตอนที่ได้กลับไปเฝ้าไข้อาม่าซึ่งอยู่ในระยะสุดท้ายนั้น อาม่าได้เพ้อและแสดงอาการเหมือนว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆในยุคนั้น คือเป็นคตินิมิต ในขณะใกล้ตาย สัญญาความจำที่ถูกกดทับแต่ยังฝังใจ มันออกมา ทำให้เราเห็นถึงความคับแค้นใจต่างๆ ในขณะที่ท่านอายุยังน้อย

อย่างไรก็ตามเรื่องของอาม่าถ้าจะเล่า คงต้องเล่าหลายวัน โดยสรุปในขณะป่วยระยะสุดท้าย อาม่าก็ยังสอนเราว่า ให้ทำดี เพราะคนทำดีต้องได้ดี

ก็ท่านจากไป 7 ปี แต่ก็ไม่มีความต่างอะไรเพราะท่านก็ยังอยู่ในใจเราเสมอมา ชีิวิตอาม่าให้แง่มุมให้จุดคิดหลายอย่างในการใช้ชีวิต ก็ด้วยผลบุญที่หลานคนนี้ได้ทำมาตลอดชีวิตขออุทิศให้กับอาม่าเซ็งจู แซ่ไหล ด้วยเทอญ

Wednesday, August 11, 2010

ใครหนอ รักเราเท่าชีวัน
ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ......
จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ.............
พรุ่งนี้เป็นวันแม่ ก็จริงๆ แล้ว วันแม่ก็ควรจะเป็นทุกวันมากกว่าการที่เราจะระลึกถึงพ่อแม่แค่วันเดียว ก็อยู่ห่างบ้านก็ได้แต่คิดถึงแล้วก็โทรคุย แต่จริงๆ สำหรับเราแล้ววันแม่ไม่สำคัญมากเพราะเรารักและคิดถึงพระคุณของพ่อแม่ทุกวัน แต่อย่างไรก็ดีการที่เค้ามีวันให้หนึ่งวันเป็นวันแม่ก็เพื่ออย่างน้อยคนที่ลืม หรือไม่มีโอกาสจะได้ระลึกถึงพระคุณแม่ไปได้
วันแม่นี้อาจจะเป็นดาบสองคม เพราะสำหรับคนที่มีแม่ ก็สามารถจะมีกิจกรรมร่วมกับแม่ได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีแม่ หรือเกิดมาเป็นลูกกำพร้า วันแม่นี้เป็นวันที่แสนเจ็บปวด เพราะมองไปทางไหนก็เห็นคนพูดถึงแต่แม่ ทำกิจกรรมร่วมกับแม่ สำหรับคนที่ไม่มีแม่ก็คงต้องทำใจยอมรับ และระลึกถึงพระคุณของผู้ให้กำเนิด ถึงแม้ว่าเราไม่รู้จักท่านหรือท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขตามอัตภาพของวันแม่แล้วกัน


Thursday, August 05, 2010


น้ำใจน้องพี่สีชมพู

วันนี้พอดีไปเอารูปสมัยตอนรับปริญญามาอัพโหลดให้เพื่อนๆสตรีวิทย์ดูกันว่าจำกันได้ปะ เพราะว่าเอาไปลงรูปนึงแล้วเพื่อนๆแทบจำกันไม่ได้ ตัวเราเองก็จำแทบไม่ได้ ให้ลาสโลวดูแกก็หาไม่เจอว่าใคร ตอนนั้นพอถ่ายเสร็จล้างเสร็จเค้าก็ว่าเหมือนภัสสร ต้องขอบคุณร้านเรืองฤทธิ์ พี่เค้าเก่งมากเลย ทำเอาคนไม่สวยจนสวยได้ ก็คงเป็นวันเดียวในชีวิตที่สวยได้ขนาดนี้

วันนั้นก็เป็นวันที่ทำให้ดีใจมากที่สุดเพราะทำให้แม่กับป๊าดีใจ ว่าในที่สุดสิ่งที่ท่านทั้งสองได้ฝัน ก็เป็นจริง การได้รับปริญญากับในหลวงซึ่งคงเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้รับพระราชทานปริญญาที่ทุกคนใฝ่ฝัน

พอดีก็จะพูดถึงเรื่องการเมคอัพ จริงๆ มันคือการเมคอัพจริง เมค อิท อัพไง ก็ในที่สุดตัวจริงก็ยังคงเป็นตัวจริงอยู่ดี ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นที่เปลือก ที่เอ้าท์ลุค คนที่ดูรูปก็จะคิดว่าผู้หญิงสวยขนาด ญาติเพื่อนวิศวะที่สนิทกันแบบมึงกู ยังเชียร์ให้จีบตอนดูรูป เพื่อนมันถามว่าใครวะ พอมันเห็นผู้หญิงในรูปขำกลิ้งบอกไอ้ฤทธิ์เนี่ยนะ แล้วก็มีน้องบางคนชอบเพื่อนมันไปเห็นรูปเรากับเพี่อนที่ห้อง มันสลดใจเลยมาบอกเราว่าแฟนของพี่เค้าสวยมากเลยพี่ฤทธิ์ เราก็ถามว่ารูปไหนมันก็ว่ารูปรับปริญญาไงแฟนพี่เค้าส้วยสวย เรากับเพื่อนๆขำกลิ้งเช่นกันบอกผู้หญิงคนนั้นคือเราเอง น้องมันช๊อคซีนีม่าไปเลยฮ่า ฮ่า เอาไปดูอีกรูปอันนี้ถ่ายกับป๊ากับแม่ในวันนั้น

Tuesday, August 03, 2010

ละครเกาหลี นี่แหละการสอดแทรกวัฒนธรรมทางอ้อมให้ชาวโลก

ช่วงนี้ฮิตติดละครเกาหลี หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้ดูแดจังกึม ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่ามันจะดีอะไรกันนักกันหนา ปรากฏว่าพอดูแล้วไม่สามารถละจากจอได้ ดูกันมาราธอนไปจนจบ ตาดำเป็นหมีแพนด้าซึ่งแฟนก็ไม่เข้าใจว่าอะไรมันจะติดกันหนึบหนับกันปานนั้น อ้อก่อนเรื่องนี้ ก็เรื่องลีซาน พอดีกลับไปเมืองไทยป๊ากับแม่เค้าดูก็ดูด้วยไม่เข้าใจเรื่องราวอะไร แต่พอมาดูบนอินเตอร์เนทมันก็สนุกจนต้องดูกันจนจบ
มาเข้าประเด็นกันดีกว่า ละครเกาหลีนี่เป็นสุดยอดมาร์เก็ตติ้งขั้นเทพจริงๆ เป็นการโฆษณาประเทศ อาหาร วัฒนธรรม การใช้ชีวิต เสื้อผ้า สอดแทรกเข้าไปในเนี้อเรื่องทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติของเค้าโดยไม่รู้ตัว ก็ดูเดี๋ยวนี้ดิ เกาหลีอินเทรนด์ อะไรๆ ก็เกาหลี ญี่ปุ่นนี่ตกขอบไปตอนนี้โดนเบียดโดยเกาหลี หนังจีนก็สุดโต่งไปหน่อย หนังเกาหลีไม่ว่าเป็นแนวประวัติศาสตร์หรือแนวปัจจุบัน ดูแล้วไม่เบื่อแล้วเค้าก็สอดแทรกแนวคิด การใช้ชีวิตได้อย่างดี ไม่ว่าเอกลักษณ์ของความมีวินัย ความพยายามอุตสาหะ ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น ก็พุ่งเข้าเทียบกับทางยุโรปได้ เช่นอย่างฟุตบอล ก็มีเกาหลีกับญี่ปุ่นเข้ารอบถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ก็ดูละครเกาหลีก็มีกำลังใจมี แรงจูงใจ เพราะเค้าสอดแทรกแนวคิดแบบนี้เข้าไปในหนังทุกเรื่อง ซึ่่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังละครไทยแล้วของเรายังห่างกันอีกเยอะ ยังเป็นประเภทนางร้ายกรี๊ดกร๊าด เกรี๋ยวกราด ตัวละครโบ๊ะหน้าซะจนไม่เห็นความสวยอย่างธรรมชาติ ซึ่งหากดูหนังเกาหลีญี่ปุ่น นางเอกดูธรรมชาติมากเลย
ก็อาจจะเป็นนวัตกรรมนึงที่ส่องให้เห็นถึงการพัฒนาสื้อของประเทศเค้า
นี่ก็ดูไปหลายเรื่องแล้ว ตาแฉะเลย
ได้เจอเพื่อนเก่า
วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนเก่า ก็รู้สึกดีๆมีความสุข รำลึกถึงความหลังเก่าๆ ตามประสาคนเริ่มสูงวัย วันนี้ก็ขายของได้ชิ้นสองชิ้น ไม่รู้ว่าจะทำได้ไปอีกนานเท่าไหร่ ธุรกิจการค้ามันก็เป็นแบบนี้ จริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ ยังตอบไม่ได้ ว่าเทอมหน้าจะลองไปติดประกาศสอนเลขสอนเคมี ความรู้ที่เรามีมันจะได้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ความรู้ที่เรามีมันมากและอยากทำให้เด็กๆเข้าใจและรักการเรียน ส่วนมากสิ่งที่ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนเพราะการสอนของครู สอนอะไรไม่รู้เรีื่องเลย หรือครูก็ว่าสอนรู้เรื่องแต่เด็กไม่สามารถเข้าใจได้ การเป็นคนเก่งกับการสอนมันต่างกัน คนเรียนไม่เก่งแต่สอนเก่งก็มี แต่ไอ้ที่เรียนเก่งแต่สอนไม่ได้นี่สิพวกนี้อันตราย เพราะคนส่วนมากจะคิดว่าคนที่เรียนเก่งจะต้องสอนเก่ง มันหาได้น้อย อย่างเราเรียนพอไปไหวแต่สอนได้ดีมากกว่า ฟันดาบก็ไม่เคยเป็นแชมป์อย่างเก่งก็เหรียญเงิน แต่ก็สามารถสอนเด็กให้เป็นแชมป์ได้ นี่แหละหนามุมมองในสังคม
ชีวิตมันเต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิง บางทีมันก็เหนื่อย ไม่ใช่เหนื่อยที่จะต้องไปต่อสู้กันกับพวกเค้า แต่เหนื่อยที่เห็นพวกเค้าต่อสู้แย่งชิงกัน ก็ไม่รู้จะแย่งชิงกันไปทำไม เพื่ออะไร ตายไปก็จบ เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง บางทีเหมือนกับคนบ้าที่ปลงแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง บางคนบอกว่ายังอายุน้อยอยู่เลย ไม่น้อยหรอก อายุไหนๆๆ ก็ตายได้ทั้งนั้น ดังนั้นพวกเราเตรียมตัวกันรึยัง ตอนนี้มันเหมือนกับทางโลกมันเต็มแล้ว อยากฉีกแนวออกไปทางธรรม สร้างสรรค์สังคมมากกว่า อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง เพื่อคนด้อยโอกาส แต่บารมีมันคงยังไม่ถึงมั้ง ก็ต้องสะสมกันต่อไป
สู้สู้

Monday, August 02, 2010

ช่วงนี้ไม่ค่อยยุ่ง ก็พอมีเวลาทำอะไรหลายๆอย่าง แต่ก็มีกังวลบางทีเกี่ยวกับการค้า ซึ่งมันก็ไม่ได้ขายดีเหมือนสมัยก่อน แต่ว่ายังไงถ้าคนมันจะขายได้มันก็ต้องขายได้สิ โฆษณาก็ยังลงไม่ได้ในตอนนี้เพราะข้อความอะไรมันก็ยังไม่เรียบร้อยเพราะยังไม่ได้ส่งไปตรวจเลย
ตอนนี้พอดีทำกลุ่มเฟซบุ๊คของเพื่อนมัธยมสมัยสตรีวิทย์ ตอนมอปลาย ก็ได้คุยกับเพื่อนเก่าๆ ก็มีความสุขดี ความสนุกความทุกข์ที่ร่วมกันมาตั้งแต่เรียน บัดนี้เวลามันผ่านไปนานเหลือเกิน ตั้ง 20 กว่าปีมาแล้ว อาชีพการงาน ความเป็นอยู่ของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป
สมัยก่อนการติดต่อสื่อสารมันยังไม่ได้ก้าวหน้ากันขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้แค่กดปุ่มก็สามารถติดต่อสื่่อสารกันได้แล้ว ชีวิตคนเรามันก็เปลี่ยนแปลงไป โตขึ้นมุมมองต่างๆ ก็กว้างขึ้น มองไปสมัยเด็กๆ มันก็เป็นมุมมองนึง โตแล้วก็เป็นอีกอย่างนึง ประสบการณ์ต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวก็สามารถหล่อหลอมความแกร่ง การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยต่างๆ ก็ต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยให้มีความก้าวหน้าให้ทันแต่ต้องไม่ไหลไปตามกระแส ต้องอยู่อย่างมีสติกำกับ อย่าให้เกิดความเสื่อมขึ้นในจิตใจ