Saturday, August 27, 2011


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมเป็นวันครบรอบที่อาม่าได้เสียชีวิตไปได้ 8 ปีแล้ว ก็พอดีได้ทองแดงจากการซ่อมแซมบ้านที่ให้เช่า ก็เลยจะนำทองแดงนี้ไปบริจาคให้กับทางวัดอ้อน้อย ของหลวงปู่พุทธอิสระ เพื่อที่จะได้นำไปหล่อพระพุทธรูปปางนาคปรกถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตลอด2-3 ปีที่ผ่านมาก็ได้สะสมทองแดงจากการซ่อมแซมบ้านบ้าง จากสายไฟที่ได้ไปตัดออกมาจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เค้าทิ้ง แล้วก็จากท่อทองแดงที่เค้าใช้ต่อท่อน้ำร้อน พอดีช่วงนี้ทำครัวใหม่ก็ได้ท่อทองแดงหลายกิโลเหมือนกัน ซึ่งจะนำไปบริจาคตอนจะกลับไปเมืองไทย ก็ได้นำไปบริจาคไปหลายรอบ นอกจากนี้ในการบริจาคครั้งแรกก็ได้นำทองที่มีซึ่งได้จากอาม่าซื้อสร้อยข้อมือให้ไปบริจาคเพี่อให้ท่านนำไปหล่อพระเกศขององค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ก็ยังได้พี่ตุ้มกับพี่ติ่งช่วยบริจาคทองไปถวายด้วยเช่นกัน พระพุทธรูปองค์นี้มีความสูงถึง 60 เมตร เมื่อตอนปีใหม่ที่แล้วกลับไปก็ได้ถ่ายรูปพระบาทกับพระหัตถ์ขององค์พระมาด้วย ก็ยังไม่รู้ว่าหลวงปู่จะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้คนทำบ้านตรงข้ามมีการซ่อมแซม พอดีเราไปถามเกี่ยวกับทองแดงว่าจะทิ้งหรือเปล่า ตอนหลังเค้าก็นำทองแดงใหม่มาให้ แถมอลันคนข้างบ้านก็ให้สายไฟมาพร้อมทั้งทองเหลืองที่เป็นโคมไฟก็จะนำไปถวายตอนเดือนกันยาที่จะกลับบ้านไปปฏิบัติธรรมประจำปีพร้อมทั้งในช่วงนั้นเป็นวันเกิดด้วย ก็ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้ขอมอบให้ผู้ที่ร่วมบริจาคทุกท่านขอให้มีชีวิตที่ดีมีความเจริญรุ่งเรือง และขอบุญกุศลที่ได้มีโอกาสร่วมบุญกับหลวงปู่พุทธอิสระ อุทิศให้กับอาม่าเซ็งจู แซ่ไหล และเจ้ากรรมนายเวรทุกท่าน และ ขอมอบบุญนี้ให้แก่ปาป๊า มาม๊า และ ลาสโลว ตลอดจนผู้มีบุญคุณทุกท่าน ขอให้ท่านเหล่านี้จงมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีความเจริญในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเทอญ

Monday, August 15, 2011


ในวันนี้ วันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ครูอุปัชฌาอาจารย์ซี่งมีพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในโลกนี้ วันที่หลวงพ่อได้เกิดนั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพราะหลวงพ่อท่านได้เกิดมาเพื่อช่วยเหลือพวกเรามนุษย์ที่กำลังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ อยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาทั้งหลาย หากท่านไม่ได้เกิดมาในวันนี้พวกเราทั้งหลายก็ยังอยู่ในกองทุกข์ การได้เรียนสติปัฏฐานจากหลวงพ่อท่านถือว่าเป็นมงคลในชีวิตอย่างสูงสุด เป็นวิชาของพระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อท่านได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์และท่านก็ได้นำวิชาเหล่านี้มาถ่ายทอดแก่พวกเราสานุศิษย์ทั้งหลายซึ่งได้เคยได้รู้จักท่านในอดีตชาติและได้มาเวียนเพียนพบจนในชาติปัจจุบัน
เราได้มีโอกาสรู้จักหลวงพ่อก็เมื่อสมัยไปอยู่อเมริกาปี ค.ศ.1996 ในเวลานั้นก็ได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา และได้พบกับหนังสือเกี่ยวกับหลวงพ่อเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ซึ่งการอ่านหนังสือเล่มนั้นทำให้ชีวิตได้เปลี่ยนพลิกผัน แต่ยังไม่ทันท่วงทีเพราะในเวลานั้นไม่ทราบว่าหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เนื่องจากในตอนจบของหนังสือเล่มนั้นคือหลวงพ่อท่านได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์คอหัก แต่ไม่ได้บอกว่าเสียชีวิตหรือไม่ หลังจากอ่านหนังสือของหลวงพ่อในเวลานั้น ก็ซาซาไป แต่ได้มาพบกับเรื่องของหลวงพ่ออีกครั้งคือตอนที่อยู่อังกฤษตอนนั้นได้มีพี่คนนึงส่งหนังสือสวดมนต์มาให้เป็นหนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อเล่มเล็กๆ ในหนังสือเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หลวงพ่อมีนามว่าพระครูเจริญ แต่ตัวจริงของหลวงพ่อคือพระครูจรัญ หลังจากที่ได้กลับมาศึกษาประวัติของหลวงพ่ออีกครั้ง ตอนนั้นอินเตอร์เนทมันก็ยังไม่มีอะไรมากยังเป็นแบบหมุนโทรศัพท์ติดต่ออยู่ แต่ก็ได้มีโอกาสอ่านเรื่องมากมายของท่านผ่านเวปของมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเอาหนังสือกฏแห่งกรรมของท่านมาลงไว้ให้ได้อ่านกัน เมื่อได้มีโอกาสอ่านก็มีความศรัทธาในองค์หลวงพ่อมาก ไม่เคยเจอท่านได้แต่อ่านๆ ๆ ๆ แล้วก็มีความรู้สึกว่าอยากไปกราบท่าน ในขณะนั้นทางบ้านยังไม่ค่อยศรัทธาหลวงพ่อเพราะไม่เคยรู้จักหลวงพ่อกันมาก่อนเลย เราก็เลยซื้อหนังสือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และ มักกะลีผล ไปให้อ่าน ต้องเริ่มจากมาม๊าก่อน เมื่อม๊าอ่านก็มีความรู้สึกศรัทธาตามแต่ก็ยังไม่มาก
ตอนหลังได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดของท่านครั้งแรก ก็ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนถวายพานดอกไม้ให้แด่ท่านตอนขอลากรรมฐานและหลวงพ่อก็ยังได้ตั้งคำถาม ว่าผู้หญิงดูที่ไหน เราตอบที่แม่ แต่ ท่านบอกว่าไม่ใช่ให้ดูที่ตา แล้วก็เล่าประวัติของท่านตอนเมียของเพื่อนท่านเอาตาว่า เหมือนกับที่เราเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้
ในขณะนี้ที่บ้านได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอย่างเต็มตัว ได้มีโอกาสไปกราบท่าน และพบท่านเป็นประจำทุกๆ ปี ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตที่เกิดมา
จึงขอโอกาสนี้กราบนมัสการระลึกถึงบุญคุณ และประโยชน์อันมหาศาลที่หลวงพ่อท่านได้ทั้งสร้างคน และวัตถุ ต่อมนุษย์ในโลกนี้
ด้วยบุญกุศลที่ลูกพึงได้กระทำมาทั้งในชาตินี้และชาติแต่ปางก่อน ขอผลานิสงส์ผลบุญนี้จงดลบันดาลให้หลวงพ่อมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและอยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกและทุกๆ คนตลอดไป และ ลูกจะขอใช้ความรู้ที่หลวงพ่อท่านได้ประสิทธิ์ประสาทให้แก่ลูก เป็นแนวทางในทางดำเนินชีวิตและหากมีบุญกุศลพอเพียง ลูกขอใช้ความรู้ที่ได้เรียนกับหลวงพ่อช่วยชี้ทางให้กับบุคคลที่มีความทุกข์ด้วยเทอญ

อิทังเมฐิตธมฺมสโหตุ สุขิตาโหนตุฐิตธมฺโม ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จแด่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ขอให้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมจงมีความสุข

Saturday, August 13, 2011


วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 13 สิงหาก่อนวันสารทจีนในวันพรุ่งนี้ วันนี้ลาสโลวเค้าก็ได้พาลูกชายกับหลานไปดูการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีคที่นิวคาสเซิล ผู้คนมากมายได้แห่กันมาดูบอล พอดีลูกศิษย์ของลาสโลวเค้ามีตั๋วฤดูกาลแล้ว 1 ในนั้นไปไม่ได้ก็เลยให้โอกาสกับหลานชายลาสโลว แล้วก็ซื้อตั๋วเพิ่มอีกใบนึงให้ลูกชายเค้าเข้าไปดูด้วย ส่วนเรากับลาสโลวก็ไปนั่งรอกินไอติมกับข้าวโพดคั่วอยู่บนห้างสรรพสินค้าฆ่าเวลา
ผู้คนมากมายหลากหลายตกเป็นทาสของฟุตบอล อินกันอย่างมาก ฟุตบอลที่อังกฤษคือพระเจ้า ทีม 2 ทีม คนเชียร์ทั้งสองทีมมากมาย ต่อสู้กันแย่งกันยิงประตู มันก็เป็นการค้าที่มีเงินไหลเข้าออกอย่างมหาศาล นักบอลคนนึงค่าตัวเงินเดือนมากกว่าคนทำงานประจำเป็นสิบเท่า แต่ก็อีกนั่นแหละคนเหล่านี้ก็ต้องทุ่มเทซ้อม
ในสายตาเรามันก็คือการแสดงอย่างหนึ่งนั่นแหละ นักแสดงคือนักฟุตบอล แล้วก็มีคนดูติดตาม แทงพนันกัน มันไม่ได้เป็นกีฬาเพื่อกีฬา แต่เป็นกีฬาเพื่อธุรกิจที่กำไรอย่างมหาศาลบนกามตัณหาของผู้คลั่งไคล้ ทั้งตั๋วบอล เสื้อยืด สินค้าต่างๆ ที่คนคิดว่าถ้าใส่แล้วหรือมีแล้วจะมีส่วนร่วมกับการเป็นกับสิ่งนั้น ภวตัณหานั่นเอง
บนโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ ซี่งสามารถเห็นได้เด่นชัด หรือแฝงตัวมาอย่างที่เราไม่สามารถหาตัวจับได้ คนเก่งๆหน่อย กิเลสก็เก่งตาม ส่วนคนมืออ่อน แค่กิเลสอย่างหยาบนั้นก็เอาอยู่ อย่างพวกฝรั่งนี้ กิเลสอย่างหยาบสามารถจับคนเหล่านี้ได้อยู่หมัด สังเกตจากการซื้อข้าวของ ทิ้งข้าวของ เค้าซื้อของกันใหม่ อัพเดทกันต้องทันสมัยกันอย่างรวดเร็ว ส่วนทางโฆษณายั่วกิเลส แค่ง่ายๆ ก็สามารถทำให้คนซื้อข้าวซื้อของกันได้แล้ว ส่วนของเราก็ยังไม่เก่ง วันนี้เข้าไปดูบ้านข้างที่ติดกับพี่ตุ้มวางขายอยู่บนตลาด ก็อยากซื้อ เกิดกามตัณหา เพราะต้องการความมั่นคง เป็นภวตัณหา แต่ไม่อยากเป็นหนี้ เป็นวิภวตัณหา นี่เห็นไหม กิเลสทั้งสิ้น พออยากได้ก็พยายามหาเหตุผลต่างๆนานามาเป็นข้ออ้างว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่อีกนัยหนึ่ง เรายังเป็นมนุษย์ที่ต้องอาศัยปัจจัยสี่ในการดำรงชีพ นี่ก็เป็นอาชีพอีกหนึ่งอาชีพที่ไม่ได้เบียดเบียนใครไม่ใช่เหรอ แต่มันก็ยังมาจากพี้นฐานของความอยากอยู่นั่นเอง
เอาเป็นว่ายังไงก็หนีไม่พ้น ต้องมีสติเข้มแข็ง แล้วก็หมั่นสร้างบุญทุกบุญที่มีโอกาส ถ้าหากมันจะเป็นของเรามันก็ต้องเป็นของเราวันยังค่ำ ช่วงนี้ของขายไม่ค่อยออก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือต้องโฆษณาอีก เพราะตอนนี้งบมันค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย เมื่อวันก่อนก็ตัดสินใจทำเว็ปใหม่ แต่ตอนนี้ใช้มืออาชีพทำ เพราะมันเกินศักย์ภาพของเราแล้วที่จะทำเอง เทคโนโลยีมันก้าวกระโดด ถ้าเราจะงมทำเองกว่าจะได้เค้าก็ไปกันไหนต่อไหนแล้ว อย่างนี้มันก็ต้องเสียงลงทุนกัน ก็ลองดู ถ้าซอลท์ไปป์ยังอยากจะให้เราทำอาชีพนี้ต่อและร่วมบุญกันต่อไปเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องช่วยลูกด้วยนะเจ้าคะ ก็ยังอยากทำต่อไป แต่พอยอดขายมันตกมันก็อดหดหู่ไม่ได้ ก็รู้ว่าหดหู่ จำคำหลวงปู่พุทธอิสระได้ว่ายอดขายตก อย่าให้จิตตก เดี๋ยวมันก็ดีเอง ต้องมั่นใจในความดีของเรา อย่าหวั่นไหวแม้มีอุปสรรค เพราะอุปสรรคเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเจริญ อ้าวเขียนไปเขียนมาไหงมาจบลงที่การค้าได้หละเนี่ย เอารูปสวยๆถ่ายจาก Angle of the North ไปดูกันแล้วกัน

Friday, August 12, 2011


วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชาชินี และเป็นที่รู้กันว่าวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ จริงๆแล้ววันแม่ไม่ได้มีวันนี้เพียงวันเดียว ทุกๆวันก็ควรจะเป็นวันแม่ที่เราต้องคอยดูแลกันไม่ใช่ว่าจะเป็นเพียงวันนี้เพียงวันเดียว แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นการทำให้ใครบางคนที่จะไม่ค่อยมีโอกาสก็ได้ใช้วันหยุดเหล่านี้มากราบแม่พบแม่และได้แสดงความรักกับแม่
ทุกคนก็ว่าแม่ของตัวเองเป็นแม่ที่ดีที่สุด และแน่นอนในสายตาของเรามาม๊าก็เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก เป็นแม่ที่รักลูกสุดดวงใจ และผลักดันให้ลูกเดินไปในทางทึ่ถูกต้องและเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ ทำอะไรถูกต้องทำนองคลองธรรม และไม่เคยสนับสนุนลูกในการประพฤติที่ผิดทางไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม
มาม๊าเกิดที่คลอง 16 นครนายก เมื่อมาม๊าได้เกิดมาเมื่องวันที่ 9 สิงหา ก็ถูกยกให้กับแม่แก่ แม่บุญธรรมของมาม๊ามาตั้งแต่เกิด เนื่องจากว่าตอนที่มาม๊าเกิด อาอี๊ของมาม๊าซึ่ง 100 วัน 1000 ปีไม่เคยมาหาอาม่า (แม่ของมาม๊า) เลย บังเอิญมาเยี่ยมอาม่าตอนมาม๊าเกิดแล้วก็ทักว่าดวงมาม๊าแข็งแต่ดวงอากงอาม่าไม่สามารถดูแลได้ ถ้าฝีนเลี้ยงมาม๊า อากงกับอาม่าจะต้องสูญเสียชีวิต นั่นก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้มาม๊าถูกยกให้กับแม่แก่ ซึ่งเป็นคนคลอง 24 บังเอิญมาที่ตลาดคลอง 16 แม่แก่ก็ได้มาม๊ามาเป็นลูกบุญธรรม และพายเรือกลับบ้านไปพร้อมกับนำมาม๊าไปให้พ่อแก่(ตาซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของมาม๊า)ซึ่งพ่อแก่ก็ดีใจที่ได้ลูกมาเลี้ยง แต่พ่อแก่กับแม่แก่ก็อายุมาก ก็ได้ช่วยเลี้ยงมาม๊า มาแล้วก็รักมาม๊ามาก พ่อแก่แกเคยเป็นเสือเก่า เป็นคนไทยที่มีอาคมและเก่งมาก เราเองมาม๊าบอกว่าได้เคยพาไปหาตาตอนเด็กๆ แต่ภาพที่จำติดตารูปของตาดันเป็นตอนที่ตานอนเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ในโลงศพซึ่งตอนนั้นเค้าเปิดโลงให้ดูก่อนเผา แต่ภาพของตาไม่ได้สยดสยองเป็นคนธรรมดาไม่น่ากลัวอะไร
ในเวลานั้นลูกของพ่อแก่กับแม่แก่ ซึ่งเราเรียกว่ายายหล่อ แต่มาม๊าเรียกแม่หล่อยังไม่ได้แต่งงาน ก็ได้มาเลี้ยงมาม๊าและก็เอ็นดูมาม๊าราวกับลูก และมาม๊าก็ติดและรักแม่หล่อมาก
ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตคนนี่มันระหกระเหินจริงๆ เพราะหลังจากนั้นพอมาม๊าอายุได้พอประมาณ แม่หล่อก็แต่งงานกับพ่อหยุด มาม๊าก็ติดแม่หล่อมากแล้วก็ตามไปอยู่ด้วย ชีวิตลำบากเพราะพ่อเลี้ยงทารุณกรรมตบตี เหมือนในละครไทยน้ำเน่าแต่มันเป็นชีวิตจริง แล้วตอนหลังก็ตามแม่หล่อเข้ากรุงเทพไปทำงานก่อสร้าง ม๊าเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นม๊าอายุ 12 เข้ากรุงเทพ ไม่มีรองเท้า ที่กรุงเทพนั้นเป็นพื้นคอนกรีตม๊าเดินเท้าเปล่าร้อนมากเท้าพองไปหมด ทำงานจนกระทั้งมีตังค์ซื้อรองเท้าแตะใส่ งานที่ทำในตอนนั้นคืองานก่อสร้างต้องแบกถังปูนขึ้นๆลงที่ไซท์ก่อสร้าง ม๊าอยู่กรุงเทพสักหลายปีมั้ง ก็ได้รับจดหมายจากพ่อแก่ว่าทางอากงอาม่าเค้าอยากได้มาม๊ากลับไปเลี้ยงต่อ ทางพ่อแก่ท่านคงเห็นว่ามันเป็นทางที่มีอนาคตมากกว่าอยู่บ้านนอกหรือทำงานก่อสร้างก็เลยตัดสินใจส่งมาม๊ากลับไปหาอากงอาม่าซึ่งทางนั้นน่าจะเป็นทางที่มีอนาคตที่ดีมากกว่า
เมื่อได้มาอยู่กับอากงอาม่าชีวิตมันก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนในหนัง เพราะทางครอบครัวของอากงอาม่า ก็มีลูกมาก มาม๊าเป็นลูกคนสุดท้องที่เข้ามาเป็นน้องเล็กคนที่ 9 การเข้ามาอยู่ในครั้งนี้มันก็ทำให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง เพราะว่าอากงกับอาม่าเค้าต้องการชดเชยสิ่งที่เค้าไม่เคยให้มาม๊ามาตั้งแต่เกิด แต่ในขณะเดียวกันพี่ๆของมาม๊าบางคนก็มีความอิจฉามาม๊าด้วย มันก็เป็นธรรมดาของโลกมนุษย์
เมื่อมาม๊ามาอยู่กรุงเทพเนื่องจากทางครอบครัวอากงอาม่าเกี่ยวกับเรื่องช่างตัดผมกับตัดเสื้อผ้า ในที่สุดมาม๊าก็ได้ตัดสินใจไปเรียนทำผมเนื่องจากพีๆของมาม๊ามีร้านทำผมอยู่ มาม๊าไปเรียนตัดผมที่เกศสยาม และในขณะที่เรียนเนื่องจากหน้าตาดี ก็เลยได้ถูกเลือกไปเดินแบบหลายครั้ง เมื่อเรียนจบทำผมมา มาม๊าก็มาทำงานอยู่ที่ร้านทำผมของพี่สาวแล้วก็มาอาศัยอยู่กับพี่สาว การอยู่กับพี่สาวนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย ก็โดนกลั่นแกล้งอยู่ด้วย เมื่อทำงานอยู่ร้านทำผมอยู่ซักพัก ก็ได้มาเจอกับปาป๊า
ปาป๊าเป็นเพื่อนของอาเตี๋ยที่เป็นสามีของพี่สาวคนที่สามของมาม๊า ป๊าเค้ามารอเพื่อนที่ร้านทำผมแล้วบังเอิญมาเจอมาม๊า ถูกเสปก แบบเมื่อตาต่อตามาประสาน ป๊าก็ว่าใช่เลย คนนี้แหละที่เหมือนในโปสเตอร์ที่เแปะไว้ในห้อง นางในฝัน ก็เลยมีการสู่ขอและแต่งงานกันมาในที่สุด ส่วนรายละเอียดตอนนี้ยังไม่ได้เป็นประเด็น
เมื่อมาม๊าแต่งงานมาได้ 1 ปีเราก็เกิด ตอนนั้นมาม๊าอายุได้แค่ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่นๆ อยู่เลย อายุน้อยมากซึ่งถ้าเทียบกันกับเราสมัยนี้ อายุ 18 ยังวิ่งเล่นอยู่เลย มาม๊าเป็นแม่ที่อายุน้อย ประสบการณ์ในชีวิตก็น้อย แถมโอกาสทางการศึกษาก็น้อย แต่ยังดีที่ม๊ายังเรียนถึง ปอสี่ เพราะก็ยังสามารถอ่านเขียนออก และสามารถสอนลูกตัวน้อยให้สามารถอ่านหนังสือได้ ยังจำได้เรียนการอ่านสะกดตัว อ่านไปร้องไห้ไป ไม่อยากไปโรงเรียนม๊าก็เคี่ยวเข็ญให้ไป หลายครั้งที่แกล้งป่วยการเมือง ม๊าก็จับได้ แล้วก็ใช้ไม้เรียวพิฆาตความสำออย จำกลืนฝีนไปโรงเรียนอย่างไม่มีข้อกังขา
มาม๊ารักลูกมากและรู้อย่างเดียวว่าต้องการให้ลูกมีการศีกษาที่ดีที่สุดเพื่อที่จะอยู่รอดในสังคมได้ เนื่องจากม๊าเรียนน้อยโดนดูถูกดูแคลน และม๊าก็ไม่อยากให้ลูกมีชะตากรรมเดียวกัน ม๊าจะพาลูกไปโรงเรียนโดยบางทีก็นั่งตุ๊กๆ ไปโรงเรียน แล้วก็กินข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทยที่หน้าโรงเรียน ยังจำได้เวลาม๊าป้อนข้าวให้ได้อยู่เลย จำได้ว่าตอนเด็กๆ เกลียดโรงเรียนมากไปถึงโรงเรียนก็จะร้องไห้ไม่อยากอยู่ทีโรงเรียนกลัวโดนแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน มีคุณครูเพลินพิศนี่แหละที่รักและคอยดูแลตอนอยู่อนุบาลที่โรงเรียนจารุวัฒนาที่วงเวียนใหญ่ ตอนเย็นม๊าก็จะมารับ ม๊าก็กลัวลูกไม่ได้สารอาหารที่ดีก็ไปบอกที่ร้านขายนมโฟร์โมสของโรงเรียนว่าจ่ายเงินไว้แล้วตอนเย็นเด็กหญิงสุธีราจะมารับนมโฟร์โมสชอคโกแลตทุกวันที่ร้านขายนม แล้วม๊าก็จะมีขนมมาให้ด้วย ตอนเย็นเวลาม๊ามารับวันนั้นเป็นวันลอยกระทงม๊าก็ซื้อกระทงอันเล็กๆให้อันนึงแล้วเราสองแม่ลูกก็นั่งรถสองแถวจากวงเวียนใหญ่ถึงบุคคโล แล้วก็ต่อด้วยรถตุ๊กๆ จากบุคคโลถึงบ้านที่มีลุงเป็นเจ้าประจำตุ๊กๆเป็นคนขับ จะเล่าเรื่องแม่มันก็ึยาวเพราะแม่เป็นคนที่เราผูกพันทั้งชีวิต
ตอนนี้แม่อายุ 57 แล้ว เราก็ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดคือการทำให้ม๊าได้เข้ามาศรัทธาและปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งเราถือว่าเป็นการตอบแทนอย่างสูงสุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกมาม๊า เพราะมันเป็นทางเดียวที่ทำให้ม๊าได้เข้าพบถึงความสุขอย่างถาวร การเกิดมาเป็นลูกป๊ากับม๊าเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดในชีวิตเพราะท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีทั้งด้านหยินและหยาง และท่านทั้งสองก็เป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก และรักด้วยความจริงใจ ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นกันตลอด มันก็มีช่วงที่ขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็เข้าใจกันในที่สุด
ก็การที่ได้เกิดมาเป็นลูกป๊าม๊านี้ ลูกก็ขอกราบระลึกถึงบุญคุณของท่านทั้งสองอย่างสุดซึ้ง บุญคุณที่ได้รับมาตลอดชีวิต ชดใช้ด้วยชีวิตก็คงไม่หมด ดังนั้นการเป็นลูกที่ดี และเป็นคนดีของสังคม และคอยดูแลทางด้านสภาพจิตใจของท่านทั้งสองเป็นสิ่งที่ลูกจะพยายามทำให้ดีที่สุด
สุขสันต์วันแม่กับทุกๆคนด้วยจ้า

Wednesday, August 10, 2011

บนโลกนี้ มนุษย์มักใช้ความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นหรือสิ่งอื่นอยู่เสมอ เราเอาบรรทัดฐานของเราไปวัดคนอื่นซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะมนุษย์มีความแตกต่างมีสภาวะความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน คนเรามักจะมองคนหรือสิ่งของกันที่รูปลักษณ์ภายนอกแล้วใช้มาตรฐานหรือสัญญาที่ได้รับการยัดเยียดจากสื่อต่างๆ ไปให้ค่าคนอื่น ในโลกนี้มีการให้ค่าอยู่ตลอดเวลา และในทุกสิ่งทุกอย่าง มีดี ไม่ดี ชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย ถูกใจ-ไม่ถูกใจ ถูก-ผิด ค่าเหล่านี้มากจากไหน มันมาจากเวทนา ความรู้สึกยินดี พอใจ ไม่พอใจ และสังขารเข้าร่วมปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์นั่นเอง ถ้าเราเห็นคนคนนึงแต่งตัวโทรมๆ ซอมซ่อ ซอมซ่อ ผัสสะทางตาเห็น เข้ามาปรุงโดยสังขาร สัญญาจำได้ว่าถ้าคนแต่งตัวแบบนี้น่าจะเป็นพวกไร้บ้านช่องเหมือนที่จำได้ในหนัง เวทนาก็เกิดความไม่ชอบเกิดขึ้น แต่จริงๆแล้วคนคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นคนไร้บ้านก็ได้ อาจเป็นมหาเศรษฐีแต่บังเอิญขมุกขมอมไปหน่อย แต่สัญญา มันจำแล้วก็ได้ตัดสินคนคนนั้นไปแล้ว เนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ เพราะในโลกนี้ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีผิด ไม่มีถูก ที่มันเกิด ดีชั่ว ผิดถูก ก็เพราะคนไปให้ค่าของมันเอง ของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้มีการให้ค่าแต่อย่างใด เหมือนกับเพชร พลอย มันก็เป็นแค่ก้อนหินธรรมดา แต่เราไปให้คุณค่ามัน ว่าเพชรต้องเป็นเครื่องประดับที่มีมูลค่าสูงกว่าก้อนหินชนิดอื่น ทั้งๆ ที่ก้อนหินธรรมดานั้นสามารถมีประโยชน์มากกว่าเพชรซึ่งเป็นได้แค่เครื่องประดับ แต่หินนั้นสามารถเอามาสร้างถนน ก่อสร้างอาคารสถานบ้านเรือนได้
ถ้าเราหยุดให้ค่าสรรพสิ่งมันจะเป็นไปได้ไหม มันคงยากอย่างเช่น รถแบบเดียวกันผลิตจากที่เดียวกัน มีสเปกอย่างเดียวกัน แต่ คันนึงติดป้าย เบ๊นซ์ กับ อีกคัน ติดป้าย โตโยต้า ความรู้สึกของคนที่เห็นก็จะให้ค่าแล้วว่าโตโยต้า กระจอก ทั้งๆ มันเป็นรถแบบเดียวกันทุกกระเบียดนีิว นี่คือในโลกปัจจุบัน นักการตลาดก็เห็นกิเลสของมนุษย์คือการให้ค่า ดังนั้นเราจึงเห็นแบรนด์โน้น แบรนด์นี้ ทั้งๆ ในบรรดาสินค้าจำพวกเดียวกัน มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์เหยียบล้าน หรือนาฬิกาเรือนละ 30 บาท มันก็ทำหน้าที่บอกเวลาเช่นเดียวกันฉันใด ของทุกอย่างในโลกนี้ สุดท้ายเป็นสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องยี่ห้อไหน ทำไมเราจึงปล่อยให้คนมาเอาเปรียบเราโดยใช้จุดอ่อนของการให้ค่าสิ่งเหล่านั้น

Tuesday, August 09, 2011


หายไป 1 อาทิตย์เนื่องจากเครือข่ายโทรศัพท์ล่มตั้งแต่วันอังคารที่แล้ว โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ อินเตอร์เนทก็ใช้ไม่ได้ โอ้วพระเจ้า ชีวิตที่ขาดเครื่องมือสื่อสารนี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ก็เลยมาเป็นหัวข้อในโพสต์นี้ที่ว่าเมื่อก่อนเราอยู่ได้อย่างไรโดยไม่มีสิ่งเหล่านี้ ปัจจุบันชีวิตสิ่่งแรกที่คนมักจะทำก่อนเป็นอันดับต้นๆของวันคือกดมือถือ เปิดคอม ท่องเนต เวลามากกว่า 80 เปอร์เซนต์ของชีวิตจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ การสื่อสารของมนุษย์ ณ ปัจจุบันช่างไร้พรหมแดนเสียจริง อยากคุยกับใคร ก็ออนไลน์ กด สไกป์ คุยกัน หรือ แช็ทคุยกันทางคอม ช่องว่างระหว่างระยะทางมันถูกทำให้ย่นย่อด้วยเทคโนโลยี และการสื่อสารก็รวดเร็วทันใจไม่ต้องรอ คิดถึงใครก็กดมือถือ หรือส่งข้อความถึงกันได้อย่างรวดเร็ว คนเราไม่มีเวลาให้มีความรู้สึกคิดถึงกัน ไอ้แบบมองดูเดือนเหมือนเตือนให้ใจคิดถึง แบบสมัยก่อนแล้ว ไม่ต้องมองอะไรแล้วมองแต่ว่ามือถืออยู่ไหน หรือมีใครออนไลน์บ้าง มันก็ดีอย่างในแง่ของการรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่บางทีมันก็เร็วเกินไป อย่างนี้ต้องมัชฌิมา ทางสายกลาง
ในช่วงที่อินเตอร์เนทไม่เวิร์คนั้น ตอนนั้นติดหนังซีรีย์เกาหลีเรื่องดงฮี ตอนไม่สามารถดูได้ สามารถเห็นจิตที่สาดส่ายดิ้นรน ความอยากดู อยากให้มันทำงานได้ ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง นี่แหละก่อให้เกิดทุกข์ เพราะทำให้เกิดการปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ก็ต้องดิ้นรนพยายามหาวิธีดูละครเรื่องนี้ให้ได้ ในที่สุดกิเลสก็ชนะเพราะมือถือมีอินเตอร์เนทดูได้ ก็ดูกันอย่างไม่บรรยะบรรยัง ไม่ได้หลับนอนสร้างวิบากกรรมให้กับร่างกายของตัวเอง ช่วงที่ว่านั้นน่าจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แต่กลับสูญสิ้นไปกับการดูละคร แย่จริงๆ นี่เรายังตัดไม่ได้เหรอเนี่ย
วันนี้อินเตอร์เนทกลับมาใช้การได้แล้ว ได้กลับมาบนโลกอินเตอร์เนทได้อย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่งเพราะเมื่อตอนอินเตอร์เนทที่บ้านใช้การไม่ได้ก็ได้ไปซื้อ โมบายบรอดแบรนด์มาใช้ ต้องใช้อย่างจำกัดจำเขี่ยเพราะเดี๋ยวมันจะหมด แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว ใช้ได้เต็มที่