ณ ริมสระว่ายน้ำ ขณะนั่งรอลาสโลวซ้อมฟันดาบ เมือง Nottingham
13 มีนาคม 2011
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 นี้ได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหวและสึนามิได้เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดินใต้ทะเลใกล้ๆกับชายฝั่งของญี่ปุ่น ค่าความสั่นสะเทือนตามที่ข่าวได้รายงาน 8.9 ริกเตอร์ซึ่งเป็นการสั่นอย่างรุ่นแรง ดังนั้นจึงทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ โถมเข้าหาชายฝั่งของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด รายงานความเสียหายจากที่ดูในข่าวและอินเตอร์เนท ภาพความเสียหายน่ากลัวและสะเทือนขวัญเป็นอย่างมาก เพราะบ้านช่องถูกกระแสน้ำจากคลื่นยักษ์พัดพังไปก็มาก แล้วผู้คนที่สูญหายไปก็มีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 10000 คนเหตุการณ์จากภัยธรรมชาติสอนอะไรเราได้บ้าง สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน ทุกสิ่งตกอยู่ภายใต้กฏของไตรลักษณ์
อนิจจัง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงซี่งเป็นไปได้ทั้งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม และชีวิตของมนุษย์เรานั้นก็ตกอยู่ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่สามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงโดยประสาทสัมผัสทางทั้ง 5 และความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสที่จะรับรู้ได้ จะมารู้อีกครั้งก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และถูกกระทบโดยผลของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราอยู่บนโลกของความเปลี่ยนแปลง และตัวเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อย่างที่สอง ก็คือทุกขัง ซึ่งหมายถึงความคงทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะเดิม ในการเกิดแผ่นดินไหวนี้เพราะแผ่นดินมันไม่สามารถคงทนอยู่ได้ในสิ่งที่มันเป็นมันเลยต้องมีความเคลื่อนไหวออกจากกัน
และอนัตตา ไม่สามารถควบคุมได้ มันจะเกิดก็เกิดขึ้น ไม่มีอะไรไปห้ามมันได้ ไม่มีใครสามารถหยุดแผ่นดินไม่ให้เคลื่อนไหวออกจากกัน ไม่มีใครสามารถหยุดคลื่นที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็หยุด ไม่มีตัวตนอีกต่อไป คงเหลือไว้แต่ซากปรักหังพังของบ้านเรือนที่ถูกทำลายไปตามเหตุปัจจัย
แล้วเราควรจะวางใจอย่างไรในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
เมื่อเราเข้าใจในกฏของไตรลักษณ์นี้แล้วเราก็จะสามารถเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและทำใจยอมรับกับมันให้ได้ คนอื่นอาจจะว่าก็เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้สูญเสียอะไร แล้วเราจะไปเดือดร้อนอะไร มันก็เดือดร้อนอยู่ในแง่ของหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ว่าต้องมีหลักพรหมวิหาร คือเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หลายคนได้ดูทีวีหากไม่วางใจเป็นกลางและไม่เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติแล้วจิตใจก็จะเศร้าหมองเกาะติดสถานการณ์ ประหวั่นพรั่นพรึงทั้งๆ ที่ทำอะไรก็ไม่ได้ อยู่กันคนละขั้วโลก สึนามิก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาทำให้จิตใจหดหู่ อย่างนี้โดนครอบงำด้วยความกลัว มีการปรุงแต่งกันไปต่างๆนานา จริงๆแล้วชาวพุทธควรจะเข้าใจในเหตุปัจจัย หากมีอะไรที่เราจะช่วยเหลือได้ก็อย่าได้รีรอ แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาปรุงมาเก็บเป็นอารมณ์ ควรจะพิจารณาถึงความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าความตายนั้นมาถึงเราได้อย่างไม่ต้องมีอะไรมาเตือนกันล่วงหน้า เราหมั่นทำความดีให้ถึงพร้อมกันหรือยัง อย่าไปคิดกันว่าชั้นยังเด็กยังสาวยังหนุ่มยังไม่ตาย ความตายไม่มีอะไรมาแบ่งขั้นอายุ ในผู้ประสบภัยเสียชีวิตนั้นก็มีทั้งเด็ก สตรี บุรษ และคนชรา หากเราไม่เตรียมตัวพร้อมรับมือกับมัจจุราชแล้วจะไปเกิดในภพภูมิไหนก็ไม่มีใครรู้ได้
เราควรเตือนใจเราจากอุบัติภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท มีทาน ศีล และภาวนา เป็นกิจวัตรประจำวันที่จะอย่างน้อยเป็นทุนรอนในโลกหลังความตาย และ การหมั่นเพียรทำความดี ใครที่กระทำความชั่วผิดศีลผิดธรรมก็ควรจะละเลิกสิ่งเหล่านั้นซะ หรือหากยังละไม่ได้ทั้งหมดก็ทำให้มันน้อยลง ชีวิตเราที่กินดีอยู่ดีมีที่อยู่อาศัยได้ก็เพราะบุญ ที่ได้เกิดมาอยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติได้ก็เพราะบุญเก่าที่เราได้เคยทำสะสมมา ดังนั้นขอให้ได้ตระหนักอย่าประมาทในบุญที่มีอยู่ใช้จนหมด โดยที่ไม่สร้างเพิ่ม เพราะสิ่งที่ตรงข้ามกับบุญก็คือบาป และบาปนั้นพวกเราก็มีเหมือนบุญ แต่ว่าสิ่งใดมากกว่าสิ่งใดสิ่งนั้นก็จะแสดงผลออกมา หากเราไม่หมั่นทำความดีเติมบุญของเราแล้ว เมื่อบุญลดกำลังเหลือน้อย พลังของบาปก็จะส่งผลทำให้เกิดความวิบัติเดือดร้อนต่อชีวิตของเรา
หากจะถามว่าประเทศญี่ปุ่นมีบาปหรือคนที่ตายหรือได้รับผลกระทบนั้นบาปหรือไม่ มันก็ตอบไม่ได้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ แต่เหตุปัจจัยของคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็มีผลมาจากวิบากที่ต้องส่งให้คนเหล่านั้นไปอยู่ที่นั้นในเวลานั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ถ้าจะมองในแง่ของกรรมส่งผล มันก็อาจจะมีส่วน ซึ่งในสมัยก่อนญี่ปุ่นก็ได้ถล่มหลายประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนล้มตายบ้านเรือนเสียหาย แต่เรื่องของกฏแห่งกรรมมันซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาฟันธงกันว่าเพราะกรรมเก่าญี่ปุ่นถึงเป็นแบบนี้
ดังนั้นเราควรเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นเห็นมันเป็นไปตามสิ่งที่เป็น ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ณ วันหนึ่งเมื่อชีวิตเราต้องดับไปด้วยเหตุการณ์อะไรก็ตาม เราเป็นผู้ไม่ประมาท คนเราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ทำทั้งกรรมดีกรรมชั่วมาในอดีตชาติ เมื่อเราเข้าใจในสิ่งเหล่านี้แล้วเราก็จะเลือกได้ว่าเราจะทำกรรมดี หรือกรรมชั่ว ในชีวิตที่ไม่แน่นอนของเราที่เหลืออยู่ในโลกมนุษย์นี้
Friday, March 18, 2011
Wednesday, March 09, 2011
เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอนไว้ การจองเวรคืออะไร การจองเวรก็คือการไม่ปล่อยไปยึดอยู่กับความเจ็บแค้นและผู้ที่ทำให้เราเจ็บแค้นหรือเจ็บใจ
สิ่งที่เรียนรู้ครั้งนี้มาจากการทำบ้านเช่าที่คนเช่าบ้านที่เคยเช่ามาเกือบ 6 ปี ทำตัวงี่เง่า และไร้มารยาทก้าวร้าว ทั้งที่เราก็ทำให้เค้าอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างดีที่สุดแล้ว ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาคนที่เช่าบ้านหลังนี้ก็เรียกร้องต่างๆ นานา เราเองก็ไม่เคยที่จะเป็นเจ้าของบ้านที่ใจร้าย ก็ทำให้ตลอดไม่ว่าจะซ่อมแซมสิ่งเล็กสิ่งน้อยทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้าน เช่นการเปลี่ยนหลอดไฟ ทำความสะอาดในสิ่งที่เค้าควรจะต้องทำเอง เหตุมันเกิดตรงที่เพดานห้องซักล้างมันก็เก่ามากและมันเกือบจะพังแล้ว แต่คนที่อยู่เค้าไม่ใส่ใจเค้าจะเอาตู้เก็บของในห้องครัวซึ่งเราไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องติดตั้งให้ เมื่อลาสโลวเข้าไปตรวจบ้านก็มันเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนเพดานแต่เค้าไม่ต้องการ แต่ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเปลี่ยน ซี่งเค้าก็ไม่พอใจ พอวันเปลี่ยนช่างมาซ่อม เพดานมันก็ถล่มลงมาเลยเพราะว่าไม่มีตะปูติดซักตัว เค้าเห็นแล้วก็ตกใจ แล้วก็โมโหไม่พอใจยืดค่าเช่าบ้านไม่ยอมจ่าย ซึ่งเค้ามีพฤติกรรมที่ค่อนข้างก้าวร้าวคิดโน่นคิดนี่ตอนหลังเราเลยไม่ต่อสัญญา พอเค้ารู้เค้าก็บอกว่าเค้ากำลังหาบ้านใหม่อยู่ด้วย ตลอดเวลาที่เค้าอยู่บ้านหลังนี้ ก็ไม่ได้ดูแลให้เลย แล้วก็บ้านสกปรกรกรุงรังยังกับรังหนู ห้องครัวก็สกปรก แต่เราไม่เคยว่าเลยทั้งๆที่เป็นเจ้าของ มีวันนึงเข้าไปซ่อมที่อาบน้ำ บ้านไฟเปิดทั้งบ้านแถมยังเปิดฮีทไว้อีกทั้งบ้าน ซึ่งเราก็ว่าจบๆกันไปซะก็ดี เมื่อเค้าต้องหาบ้านเค้าก็ต้องให้เราเป็นบุคคลอ้างอิง ซึ่งต้องให้คำรับรองว่าเค้าเป็นอย่างไร ถ้าตอบแบบจริงๆ ยายนี่ก็ต้องไม่ได้บ้านแน่ๆ ก็เห็นว่าจิตตัวเองว่าเราต้องไม่จองเวร ปล่อยเค้าไป ก็เลยต้องตอบไปแบบกลางๆ สุดท้ายเค้าก็ได้บ้าน นี่ถ้าเราจองเวร เวรอันนี้ก็ต้องติดตัวเราไปสร้างปัญหากันไม่ละเว้น
ก็โชคดีก็แล้วกันสำหรับพวกเค้า เราไม่จองเวรกัน แล้วก็ขอให้เรามีผู้มาเช่าบ้านที่ดีไม่มีปัญหาด้วยเถิด
เดือนกุมภาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยงานบุญ ทำกันจนอิ่มบุญกันไปเลย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้เป็นเจ้าภาพร่วมงานบวชของผ้าขาวกาโบ้เลื่อนขึ้นเป็นสามเณรกัมภิโร ก็ในการบวชครั้งนี้ลาสโลวได้มีโอกาสถวายบาตรให้แก่สามเณรองค์ใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสดีในครั้งหนึ่งของชีวิตที่มีลูกชายแต่ไม่ได้บวช แต่ได้มาอุปปัฐฐากกาโบ้ซึ่งเป็นชาวฮังการีเหมือนกัน ซึ่งจะได้มีสาวกของพระพุทธศาสนาช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวฮังการี และในวันนั้นก็เป็นวันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันที่พระอรหันต์ 1250 รูปมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก็มีญาติโยมมาทำบุญกันมาร่วมงานกัน แต่ก็ไม่มากเพราะเป็นวันศุกร์ที่ทุกคนต้องทำงานและในอาทิตย์ที่ผ่านมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของลาสโลวซึ่ง ก็ได้จัดงานทำบุญเป็นงานทำบุญประจำปีครั้งที่ 1 ในปีนี้ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะจัดให้ได้ 2 ครั้งต่อปีที่พี่น้องชาวเดอแรมจะได้มาทำบุญร่วมกัน ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 65 ปีของลาสโลว ก็ได้ให้ของขวัญเซอร์ไพรส์โดยการเชิญลูกชายทั้งสองคนของเค้ามาร่วมงานในปีนี้ การทำบุญในครั้งนี้ก็จัดที่ Vane Tempest Hall ที่เดิม ก็การจัดเตรียมก็เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่จะต้องไปซีื้อข้าวของมาเตรียมทำกับข้าวที่จะถวายพระและเลี้ยงญาติโยมที่มาร่วมงานกัน ในวันเสาร์ก็ต้องจัดเตรียมอาหารบางอย่างและจัดสถานที่ให้เรียบร้อยก่อนวันงาน และวันอาทิตย์ก็จะเป็นวันงานที่ทุกคนมาร่วม ก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาผัดหมี่และย่างไก่ ส่วนบ้านพี่ตุ้มก็ต้องเตรียมเกี่ยวกับเรื่องของแกงและขนมจีบและผลไม้ พระอาจารย์ท่านเมตตามาในงานนี้ 3 รูปจากวัดสันติวงศาราม เบอร์มิงแฮม ส่วนญาติโยมก็พี่น้องชาวเดอแรมนี่แหละ ก็ทุกคนก็หน้าเปื้อนยิ้มอิ่มบุญไปกันทุกคน เมื่อวานซีนทางวัดส่งใบอนุโมทนามาได้รับปัจจัยจากการทำบุญในครั้งนี้เป็นจำนวน 675 ปอนด์ ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านด้วยคะ อยากดูรูปก็เชิญได้ที่ www.facebook.com/ritsutera


Subscribe to:
Posts (Atom)