Sunday, October 02, 2011

ตั้งแต่กลับมาจากเมืองไทยก็ว่าจะมาอัพเดทบล็อกอยู่หลายวัน แต่งานยุ่งมาก ๆ ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้หยุดเลย เพิ่งจะมีวันนี้ที่มีวันว่างเป็นวันที่มานั่งรอลาสโลวซ้อม ก็ดีได้มาเขียนบล็อคเล่าสู่กันฟังได้
การกลับไปเมืองไทยเพื่อไปปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในการปฏิบัติ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ได้ศีกษาและปฏิบัติมาตลอด ซึ่งการมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ก็ได้พระอาจารย์กิตติ สุธีโร เป็นอาจารย์สอนและแนะนำการจัดระเบียบความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปี ในการปฏิบัติครั้งนี้เป็นคอร์ส 6 วันสั้นๆ แต่เน้นปฏิบัติล้วนๆ ซึ่งใน 3 วันแรกจะเป็นการฝึกสมาธิ และ 3 วันหลังเป็นการเจริญสติ
ในการปฏิบัติธรรมนี้ได้ความรู้หลายอย่าง
  • ในการทำสิ่งใดก็ตาม หากมีความตั้งใจหรือเพียรมากเกิน มันเกินความพอดี ปนไปด้วยกิเลส มันจะทำให้เกิดความเครียด เพราะถ้าตั้งใจมากก็จะหวังผล ว่าจะต้องทำได้ดี การที่เราคิดว่าจะทำให้ได้ดี มันเป็นการทำแบบมีจุดประสงค์ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ฝึกสมาธิแล้วก็ต้องเจริญสติ เราเองนั้นก็มีความเพียรมากฝึกมันแทบทั้งวัน เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่นตั้งใจ โดนกิเลสหลอก เพราะมีความอยากทำให้ได้ดีๆ อยากส่งอารมณ์ดีๆ ให้กับพระอาจารย์ มันก็ทำสมาธิ เจริญสติไปได้ระดับหนึ่ง แต่มันมีกิเลสไม่วาง เราก็เลยไปกะเกณฑ์ว่ามันจะต้องได้ประมาณนี้ แบบนี้ ทำอย่างไรมันก็ได้คำตอบเดิม แบบเดิมๆ ไปส่งอารมณ์พระอาจารย์ ไปส่งอารมณ์พระอาจารย์ท่านก็ถามว่าทำไมกำลังสมาธิถึงไม่ก้าวหน้าเลย ทั้งๆ ที่ทำเต็มที่ แบบเดิม ๆ ที่เคยทำ พระอาจารย์มาเฉลยวันหลังว่า สมาธิเกิดขึ้นเมื่อหมดความตั้งใจ นี่คือคำสอนของหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ที่พระอาจารย์เคยไปสนทนาธรรมกับท่าน แล้วเราก็มาพิจารณากับประสบการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นตัวอย่างเช่น เวลานักเรียนจะไปแข่ง พอตั้งใจมาก ปรากฏว่าแพ้ยับเยิน ทั้งๆที่ตั้งใจมาก มีความมุ่งมั่นซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย นั่นคือคำตอบ ตั้งใจมากเกิน มีความเพียรเยอะเกิน ทั้งๆ ที่แข่งกับซ้อมมันก็ไม่มีความต่างกันเท่าไหร่ และหลายอย่าง ดังนั้นโดยสรุปว่าทำอะไรอย่าซีเครียดมาก เราวางแผน แต่ไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายกับมัน เพราะมันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาทำให้แผนการณ์ของเราต้องเปลี่ยนแปลง หากเราลองปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็นมันก็อาจจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นก็ได้ อะไรเกิดขึ้นมักดีเสมอ
  • คำตอบที่ได้คือการปล่อยวาง ปล่อยวางยอมรับในสิ่งที่มัน ในการปฏิบัติเจริญสติ ได้กำลังสมาธิกลับเข้ามาเต็มเปี่ยม นอนแทบไม่หลับ หน้าร้อนเหมือนมีพลังงานออกมา พระอาจารย์ท่านได้เมตตาบอกว่านี่แหละกำลังสมาธิมันกลับมาแล้ว อย่างที่ท่านได้บอกไว้ว่าเรานั้นมีกำลังสมาธิค่อนข้างมาก พระอาจารย์ท่านให้เจริญสติแบบใช้ความรู้สึก เห็นแล้วก็ให้รู้สึก สัมผัสอะไรมากระทบอายตนะนั้นก็ให้รู้สึก แต่ไม่ต้องไปนิยามความรู้สึกว่าเป็นความรู้สึกอะไร เพราะหากเราไปนิยามมัน มันก็ทำให้เกิดความคิด เราก็มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติครั้งเก่าว่า รู้สึกแล้ว เวทนาเป็นอย่างไร ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ การเจริญสติแบบนี้ดีกับการใช้ในชีวิตปัจจุบัน มันเป็นการตัดวงจรปฏิจจสมุทปบาท คือเมื่อผัสสะมากระทบ เกิดเป็นวิญญาณ การรับรู้ เมื่อรับรู้แล้วหากเราไม่คิดมันก็จบ หากคิดต่อ มันก็สืบเนื่องเป็นการปรุงแต่งเป็นความคิดไปนิยามไปให้คุณค่า แล้วมันก็มาปรุงเป็นอารมณ์ แล้วก็ทำให้เกิดภพ ชาติ การได้คำตอบของการปฏิบัติในครั้งนี้ พอช่วงครึ่ง 3 วันหลัง ก็พยายามฝึก พระอาจารย์ท่านก็บอกให้ไม่ต้องฝึกมากไปนอนตามเวลา ในวันนั้นช่วงเช้า เราก็มาถามตัวเองว่านี่เรากำลังทำอะไร ทำไมต้องมาทำเก๊กๆ กินช้าๆ เดินช้าๆ เป็นซอมบี้ นี่่้เรากำลังทำอะไร เรากำลังไม่จริงใจกับตัวเองอีกแล้ว ที่เรากำลังทำเพื่อต้องการให้ได้อะไร การปฏิบัติธรรมต้องทำแล้วไม่ได้อะไรไม่ใช่เหรอ นี่เราไม่จริงใจกับการกระทำของตัวเองอีกแล้ว กลับไปเป็นคนเดิมๆ ทำอะไร ทำอะไรธรรมดาๆ ดีกว่า วันนั้นก็ปฏิบัติอย่างผ่อนคลาย แต่มันก็ยังไม่ผ่อนคลายจริงๆ มันก็ทำแบบคลายๆ แบบหวังๆ อยู่ แต่ก็พยายามกลบความหวังเหล่านั้น ก็ไปฝึกที่ลานจอดรถ เดินมันบนหินที่ปู เพราะพระอาจารย์ท่านให้รู้ความรู้สึก เหยียบทั้ง แบบเรียบๆ กับแบบหินๆ มันรู้สึกแตกต่างกันจริงๆ เหยียบหิน เราว่ารู้สึกเฉยๆ เฉยจริงเหรอ มันเฉยแบบโทสะ แบบจริงๆ แล้วไม่ชอบ แต่กลัวเสียฟอร์มอะไรประมาณนั้น นี่แหละมนุษย์ พอได้เวลาส่งอารมณ์พระอาจารย์ ก็เดินขึ้นมากะว่าวันนี้คงไม่มีอะไรส่งท่านเกี่ยวกับการปฏิบัติ แต่คงเป็นการที่ได้ประเมินค่าความเป็นคนของตัวเองมากกว่า ว่าเราเป็นใครทำอะไร มีนิสัยแบบไหน บนภาพของความเป็นคนดี จริงๆ แล้วเราดีจริงเหรอ พอขึ้นมาส่งอารมณ์ปรากฏคิวส่งอารมณ์พระอาจารย์ยาวเหยียด ก็เลยเดินจงกรมไปเรื่อยๆ จนเหนื่อย แล้วก็มานั่งสมาธิรอส่งอารมณ์ พอนั่งไปมันก็สงบอาจเป็นเพราะความเหนื่อย ได้อารมณ์สงบพอรู้สึกตัว ปรากฏว่าน้ำตาไหลอาบสองข้างโดยไม่รู้ว่าทำไมแต่มันเป็นความรู้สึกสบายได้พัก หลังจากนั้นก็เลยเจริญสติตามดูอาการของร่างกาย พอได้อารมณ์วิปัสสนาปรากฏว่าคำว่าปล่อยวางมันผุดขึ้นมาในหัว เกิดปีติดีใจมากน้ำตาไหลร้องได้ออกมาอย่างหยุดไม่ได้ น้ำหูน้ำตาไหลน้ำมูกไหลย้อย เมื่อได้อารมณ์เช่นนี้แล้วก็ทบทวนพิจารณา ว่าทุกอย่างจบลงด้วยการปล่อยวาง ชีวิตมันหนักถ้าเราถือไว้ ปล่อยวางได้เมื่อไหร่ก็ลอยตัว พ้นจากทุกข์ ที่คอยถาโถมเหมือนจอมยุทธที่ใช้วิชาตัวเบาวิ่งอยู่เหนือคลื่นที่กำลังปั่นป่วนและถาโถม แต่ตัวเราไม่โดนถาโถมให้จมลงไปเพราะคลื่นนั้น ดังนั้นเมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตบนโลกปัจจุบัน การปล่อยวางนั้นสำคัญมาก และการไม่อยู่ภายใต้การกระทำอย่างมีจุดประสงค์แอบแฝง คนเราต้องมีความจริงใจกับสิ่งที่เราทำ เช่นท่านติช ฮัท นันท์ เคยเขียนไว้ในหนังสือของท่าน ว่าล้างจานเพื่อล้างจาน กินข้าวเพื่อกินข้าว ไม่ใช่ว่าล้างจานหวังให้มีคนชมว่าเราล้างจานสะอาด ล้างอย่างมีจุดมุ่งมั่นกับการล้าง แล้วคนจะชมหรือไม่ชมมันก็เป็นเรื่องของเขา
ก็นี่คือสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติในครั้งนี้