Sunday, September 26, 2010

วันที่ 26 กันยายน 2553 เนื่องจากพอดีมีเพื่อนคนนึงเค้าอยากนั่งวิปัสสนากรรมฐานเพราะได้ไปอ่านหนังสือของใครคนนึงที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้วมานั่งวิปัสสนาแล้วหาย เค้าเลยอยากนั่ง แต่ไม่มีคนสอน เคยได้แนะนำเค้าไปเรียนที่วัดอรุณรัตนคีรี แล้วแต่ว่าจากบ้านเค้าไปมันไกลมากตั้งชั่วโมงนึง คิดไปคิดมาเลยสอนเองเลยดีกว่าเพราะอยากให้เค้าได้ความรู้อย่างถูกต้องตามสายวิปัสสนาขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มากกว่าไปเรียนกับพวกนักจิตวิทยาซี่งเป็นนักคิดแล้วก็ตั้งมาตรฐานวัดคนอื่น อีกทั้งยังมีนักเรียนที่เรียนฟันดาบที่ชอบนั่งสมาธิ มาเรียนด้วยซึ่งเด็กๆเหล่านี้เป็นเด็กดีและมีผู้ปกครองที่ดี เลยอยากปลูกฝังให้มีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง
ในที่สุดก็ตัดสินใจสอนเองด้วยความรู้ที่มีน้อยนิด แต่ก็พอจะถ่ายทอดได้ และยังมีพี่ตุ้มซึ่งเป็นสหายร่วมอดีตชาติมาร่วมนั่งด้วยและก็เป็นแนวให้กับคนที่นี่
ก็ได้สอนแนวสติปัฏฐานสี่แต่ยังไม่ได้อธิบายอะไรทั้งสิ้น ให้ทำก่อนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตมีความอ่อนโยนแล้วจึงจะเริ่มสอน ก็สอนการเดินจงกรม นั่งสมาธิ แบบที่ได้เรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ และก็แนวประยุกต์ของหลวงพ่อชาญชัย ก็รู้สึกดี ได้ทบทวนถ่ายทอดความรู้ที่มีแค่หางอึ่งนี้ให้กับชาวต่างชาติที่อาจจะเคยร่วมชาติกันมาหลายชาติในอดีตแล้วก็ได้มาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ก็ต้องขอขอบคุณคนที่มาให้เราได้สอนเพราะทำให้เราได้สร้างบารมี และทำให้ได้ใช้วิชาของพระพุทธเจ้าทำให้เขาได้คลายทุกข์ หรือมีปัญญาได้เห็นสัจจธรรมความเป็นจริงที่เป็นของสรรพสิ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่หลังจากที่เขาได้ทำไปอย่างต่อเนื่องแล้ว เค้าก็จะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ก็ขอผลบุญจากการได้ถ่ายทอดธรรมะของพระพุทธองค์นี้ ถวายแด่ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ของพระพุทธองค์ และขอให้ผลบุญนี้จงสำเร็จแด่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย พ่อแม่พี่น้องและญาติทั้งหลาย ตลอดทั้งดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ที่ยังไม่ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ขอให้ท่านเหล่านี้จงมีความสุข ปราศจากความทุกข์ และขอให้ผลบุญนี้ยังผลให้ข้าพเจ้ามีความเจริญในธรรมได้อริยมรรคอริยผล ซึ่งเป็นหนทางนำชีวิตไปสู่ความสุขสงบแห่งนิพพานด้วยเทอญ

วันเกิดปีนี้ 19 กันยายน 2553 ได้ทำบุญประจำปีด้วย เพราะตรงกับวันอาทิตย์พอดี ได้นิมนต์พระมาจากวัดสันติวงศาราม (วัดสังฆทาน เบอร์มิงแฮม) ซึ่งพระอาจารย์ท่านก็ได้มีความเมตตารับกิจนิมนต์มาทั้งๆที่วันนั้นที่วัดก็ยุ่งมากเพราะได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดท่านเจ้าอาวาสด้วย
วันงานนั้นก็มีพี่น้องชาวไทยหลายท่านรวมทั้งเพื่อนที่ฟันดาบรวมทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมาร่วมงานกันอย่างพร้อมพรั่ง น่าจะเกือบถึง 100 คนได้ ก็มีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และ ญาติโยมร่วมรับประทานอาหารกัน ทุกคนก็มีความสุขกับการกินอาหาร หลังจากนั้น พระอาจารย์ท่านก็นำนั่งสมาธิเป็นเวลา 5 นาที ก็รู้สึกดีใจที่ได้ให้ความสุขกับทุกคนได้รับบุญร่วมกัน สุขจากการให้นั้นเป็นความสุขมากกว่าการได้รับเสียอีก วันเกิดที่ไม่ต้องมีของขวัญ แต่มอบโอกาสทำบุญให้เป็นของขวัญกับเพื่อนพี่น้องร่วมโลกนั้น เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่เสียกว่า ก็วันเกิดของลูกก็ต้องนึกถึงพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิด จึงขอผลบุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้จงสำเร็จแด่ป๊าและแม่ตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณทั้งหลายขอให้ท่านจงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำนี้ด้วยเทอญ



ก็มีนักเรียนที่เรียนฟันดาบนำของขวัญกับการ์ดมาให้ มีนักเรียนคนนึงชื่อแบรดลี่ย์ได้ทำการ์ดพิเศษคือเป็นภาษาไทยมามอบให้ น่าประทับใจจริงๆ ถึงความตั้งใจ อยากให้โค้ชมีความสุข ก็ขอให้ผู้ให้มีความสุขด้วยเช่นกัน

วันคล้ายวันเกิดก็คือวันที่เตือนสติว่าชีวิตเรานั้นสั้นลงไปอีกหนึ่งปี หรือโชคดีที่รอดมาได้อีกปีนึง ก็ต้องหมั่นทำความดีสะสมบุญให้มากยิ่งขึ้นไปเพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ครบวันเกิดอีกรอบหรือไม่ แต่ต้องอยู่กับปัจจุบันทำให้ดีที่สุดอย่าประมาท ชีวิตที่มีอยู่นั้นน้อยนิด บางคนก็ไม่มีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาว บางคนมีโอกาสที่มีชีวิตยืนยามแต่ก็ไม่มีความสุขก็มี ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทในชีวิตนี้ก็ต้องสร้างสมบุญบารมีให้มากๆ เผื่อต้องกลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีกจะได้มีโอกาสตัดภพชาติไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก

Saturday, September 18, 2010



วันนี้วันที่ 18 กันยายน 2553 เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือเสด็จพ่อ รัชกาลที่ 5 ของพวกเราชาวไทย ที่บ้านจะมีกุหลาบสีชมพูปลูกไว้ มีดอกนึงที่สวยงามรอการตัดไปนำถวายบูชาแด่ท่าน ก็ขอกราบน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้ปกป้องแผ่นดินสยามให้อยู่รอดปลอดภัยจากการถูกล่าอาณานิคม และการเลิกระบบทาส ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด ท่านได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติของเรา

วันนี้เป็นวันที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ส่วนมากจะรู้จักวันสวรรคตของพระองค์มากกว่า ซึ่งเป็นวันปิยมหาราช ที่ 23 ตุลาคมของทุกปี
อย่างไรก็ดี ก็ขอน้อมผลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้เคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติถวายแต่องค์สมเด็จรัชกาลที่ 5 ด้วยเทอญ

Sunday, September 12, 2010




เมื่อวานนี้เป็นวันซ้อมวันแรกของ Regional Fencing Centre-Durham เด็กๆ ก็มาซ้อมกันอย่างถ้วนหน้า การฟันดาบนั้นถ้าจะให้เก่งก็ต้องมีระเบียบวินัยในตนเอง ต้องขยันหมั่นฝึกซ้อม ถึงโค้ชไม่บอกก็สามารถซ้อมได้ว่าต้องควรจะทำอะไรบ้าง ตามประสบการณ์สอนมาหลายปี เด็กที่ซ้อมน้อย เวลาลงแข่งจะตื่นเต้นเพราะรู้ตัวดีว่าสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้นการที่เด็กๆซ้อมมากนั้นเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจ อย่างน้อยที่สุด เราก็เตรียมตัวมาดี

วันแรกในการซ้อมนี้ก็ไม่ได้จับดาบเลย เป็นการอุ่นเครื่องเสริมสร้างกำลังวังชาให้กับกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวในการซ้อม
กีฬาฟันดาบนั้นไม่ง่ายเลยเพราะเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ไม่เป็นทีมในการแข่ง นักกีฬาจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ดังนั้นเวลาสอนเด็กจึงต้องพัฒนาการเป็นทีม เช่นการซ้อมการทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ว่าเด็กๆที่จะมาเล่นกีฬาประเภทนี้หายาก เพราะฟันดาบเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความอดทนกว่าจะประสบความสำเร็จ มักจะต้องพบกับความไม่สมหวังความพ่ายแพ้มาก่อน ดังนั้นเด็กที่ไม่มีความมุ่งมั่นและความอดทนจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทนี้ เช่นถ้าเป็นฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมาบังเอิญลูกเข้าเท้าหน้าประตูฟลุกเตะเข้าโกล ก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่ฟันดาบไม่ใช่ กว่าจะแทงเข้าเป้าที่ทำแต้มได้ หรือต่อสู้ทันเกมส์ได้ ต้องฝึก แล้วก็ฝึก แล้วก็ฝึก จนอยู่ตัวไม่ตื่นเต้นสามารถควบคุมตัวเองได้ก่อน แล้วจึงจะสามารถควบคุมคู่ต่อสู้ได้

การสอนในระบบของลาสโลว จะไม่มีพรีมาดอนน่า คือคนที่เด่นซะหมด แต่จะเน้นกลุ่ม มากกว่าเดี่ยว เพราะถ้าเน้นความเป็นเดี่ยวของนักกีฬา เด็กก็จะออกมาแบบข้านี่ขั้นเทพใครแตะไม่ได้ แม้แต่โค้ช และก็จะเห็นแก่ตัวซึ่งนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของกีฬา การเล่นกีฬาก็เพื่อพัฒนาการ การเข้าสังคม มีเพื่อนไม่สร้างศัตรู ไม่ใช่แบบชนะแล้วคนเกลียดกันทั้งบาง ต้องชนะทั้งบนเกมส์และนอกเกมส์
ก็ไม่ง่ายและไม่ยาก ต้องมีใจรักไม่งั้นปวดหัวกับเด็กและผู้ปกครองตายเลย