วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชาชินี และเป็นที่รู้กันว่าวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ จริงๆแล้ววันแม่ไม่ได้มีวันนี้เพียงวันเดียว ทุกๆวันก็ควรจะเป็นวันแม่ที่เราต้องคอยดูแลกันไม่ใช่ว่าจะเป็นเพียงวันนี้เพียงวันเดียว แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นการทำให้ใครบางคนที่จะไม่ค่อยมีโอกาสก็ได้ใช้วันหยุดเหล่านี้มากราบแม่พบแม่และได้แสดงความรักกับแม่
ทุกคนก็ว่าแม่ของตัวเองเป็นแม่ที่ดีที่สุด และแน่นอนในสายตาของเรามาม๊าก็เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก เป็นแม่ที่รักลูกสุดดวงใจ และผลักดันให้ลูกเดินไปในทางทึ่ถูกต้องและเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ ทำอะไรถูกต้องทำนองคลองธรรม และไม่เคยสนับสนุนลูกในการประพฤติที่ผิดทางไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม
มาม๊าเกิดที่คลอง 16 นครนายก เมื่อมาม๊าได้เกิดมาเมื่องวันที่ 9 สิงหา ก็ถูกยกให้กับแม่แก่ แม่บุญธรรมของมาม๊ามาตั้งแต่เกิด เนื่องจากว่าตอนที่มาม๊าเกิด อาอี๊ของมาม๊าซึ่ง 100 วัน 1000 ปีไม่เคยมาหาอาม่า (แม่ของมาม๊า) เลย บังเอิญมาเยี่ยมอาม่าตอนมาม๊าเกิดแล้วก็ทักว่าดวงมาม๊าแข็งแต่ดวงอากงอาม่าไม่สามารถดูแลได้ ถ้าฝีนเลี้ยงมาม๊า อากงกับอาม่าจะต้องสูญเสียชีวิต นั่นก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้มาม๊าถูกยกให้กับแม่แก่ ซึ่งเป็นคนคลอง 24 บังเอิญมาที่ตลาดคลอง 16 แม่แก่ก็ได้มาม๊ามาเป็นลูกบุญธรรม และพายเรือกลับบ้านไปพร้อมกับนำมาม๊าไปให้พ่อแก่(ตาซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของมาม๊า)ซึ่งพ่อแก่ก็ดีใจที่ได้ลูกมาเลี้ยง แต่พ่อแก่กับแม่แก่ก็อายุมาก ก็ได้ช่วยเลี้ยงมาม๊า มาแล้วก็รักมาม๊ามาก พ่อแก่แกเคยเป็นเสือเก่า เป็นคนไทยที่มีอาคมและเก่งมาก เราเองมาม๊าบอกว่าได้เคยพาไปหาตาตอนเด็กๆ แต่ภาพที่จำติดตารูปของตาดันเป็นตอนที่ตานอนเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ในโลงศพซึ่งตอนนั้นเค้าเปิดโลงให้ดูก่อนเผา แต่ภาพของตาไม่ได้สยดสยองเป็นคนธรรมดาไม่น่ากลัวอะไร
ในเวลานั้นลูกของพ่อแก่กับแม่แก่ ซึ่งเราเรียกว่ายายหล่อ แต่มาม๊าเรียกแม่หล่อยังไม่ได้แต่งงาน ก็ได้มาเลี้ยงมาม๊าและก็เอ็นดูมาม๊าราวกับลูก และมาม๊าก็ติดและรักแม่หล่อมาก
ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตคนนี่มันระหกระเหินจริงๆ เพราะหลังจากนั้นพอมาม๊าอายุได้พอประมาณ แม่หล่อก็แต่งงานกับพ่อหยุด มาม๊าก็ติดแม่หล่อมากแล้วก็ตามไปอยู่ด้วย ชีวิตลำบากเพราะพ่อเลี้ยงทารุณกรรมตบตี เหมือนในละครไทยน้ำเน่าแต่มันเป็นชีวิตจริง แล้วตอนหลังก็ตามแม่หล่อเข้ากรุงเทพไปทำงานก่อสร้าง ม๊าเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นม๊าอายุ 12 เข้ากรุงเทพ ไม่มีรองเท้า ที่กรุงเทพนั้นเป็นพื้นคอนกรีตม๊าเดินเท้าเปล่าร้อนมากเท้าพองไปหมด ทำงานจนกระทั้งมีตังค์ซื้อรองเท้าแตะใส่ งานที่ทำในตอนนั้นคืองานก่อสร้างต้องแบกถังปูนขึ้นๆลงที่ไซท์ก่อสร้าง ม๊าอยู่กรุงเทพสักหลายปีมั้ง ก็ได้รับจดหมายจากพ่อแก่ว่าทางอากงอาม่าเค้าอยากได้มาม๊ากลับไปเลี้ยงต่อ ทางพ่อแก่ท่านคงเห็นว่ามันเป็นทางที่มีอนาคตมากกว่าอยู่บ้านนอกหรือทำงานก่อสร้างก็เลยตัดสินใจส่งมาม๊ากลับไปหาอากงอาม่าซึ่งทางนั้นน่าจะเป็นทางที่มีอนาคตที่ดีมากกว่า
เมื่อได้มาอยู่กับอากงอาม่าชีวิตมันก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนในหนัง เพราะทางครอบครัวของอากงอาม่า ก็มีลูกมาก มาม๊าเป็นลูกคนสุดท้องที่เข้ามาเป็นน้องเล็กคนที่ 9 การเข้ามาอยู่ในครั้งนี้มันก็ทำให้เกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง เพราะว่าอากงกับอาม่าเค้าต้องการชดเชยสิ่งที่เค้าไม่เคยให้มาม๊ามาตั้งแต่เกิด แต่ในขณะเดียวกันพี่ๆของมาม๊าบางคนก็มีความอิจฉามาม๊าด้วย มันก็เป็นธรรมดาของโลกมนุษย์
เมื่อมาม๊ามาอยู่กรุงเทพเนื่องจากทางครอบครัวอากงอาม่าเกี่ยวกับเรื่องช่างตัดผมกับตัดเสื้อผ้า ในที่สุดมาม๊าก็ได้ตัดสินใจไปเรียนทำผมเนื่องจากพีๆของมาม๊ามีร้านทำผมอยู่ มาม๊าไปเรียนตัดผมที่เกศสยาม และในขณะที่เรียนเนื่องจากหน้าตาดี ก็เลยได้ถูกเลือกไปเดินแบบหลายครั้ง เมื่อเรียนจบทำผมมา มาม๊าก็มาทำงานอยู่ที่ร้านทำผมของพี่สาวแล้วก็มาอาศัยอยู่กับพี่สาว การอยู่กับพี่สาวนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย ก็โดนกลั่นแกล้งอยู่ด้วย เมื่อทำงานอยู่ร้านทำผมอยู่ซักพัก ก็ได้มาเจอกับปาป๊า
ปาป๊าเป็นเพื่อนของอาเตี๋ยที่เป็นสามีของพี่สาวคนที่สามของมาม๊า ป๊าเค้ามารอเพื่อนที่ร้านทำผมแล้วบังเอิญมาเจอมาม๊า ถูกเสปก แบบเมื่อตาต่อตามาประสาน ป๊าก็ว่าใช่เลย คนนี้แหละที่เหมือนในโปสเตอร์ที่เแปะไว้ในห้อง นางในฝัน ก็เลยมีการสู่ขอและแต่งงานกันมาในที่สุด ส่วนรายละเอียดตอนนี้ยังไม่ได้เป็นประเด็น
เมื่อมาม๊าแต่งงานมาได้ 1 ปีเราก็เกิด ตอนนั้นมาม๊าอายุได้แค่ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่นๆ อยู่เลย อายุน้อยมากซึ่งถ้าเทียบกันกับเราสมัยนี้ อายุ 18 ยังวิ่งเล่นอยู่เลย มาม๊าเป็นแม่ที่อายุน้อย ประสบการณ์ในชีวิตก็น้อย แถมโอกาสทางการศึกษาก็น้อย แต่ยังดีที่ม๊ายังเรียนถึง ปอสี่ เพราะก็ยังสามารถอ่านเขียนออก และสามารถสอนลูกตัวน้อยให้สามารถอ่านหนังสือได้ ยังจำได้เรียนการอ่านสะกดตัว อ่านไปร้องไห้ไป ไม่อยากไปโรงเรียนม๊าก็เคี่ยวเข็ญให้ไป หลายครั้งที่แกล้งป่วยการเมือง ม๊าก็จับได้ แล้วก็ใช้ไม้เรียวพิฆาตความสำออย จำกลืนฝีนไปโรงเรียนอย่างไม่มีข้อกังขา
มาม๊ารักลูกมากและรู้อย่างเดียวว่าต้องการให้ลูกมีการศีกษาที่ดีที่สุดเพื่อที่จะอยู่รอดในสังคมได้ เนื่องจากม๊าเรียนน้อยโดนดูถูกดูแคลน และม๊าก็ไม่อยากให้ลูกมีชะตากรรมเดียวกัน ม๊าจะพาลูกไปโรงเรียนโดยบางทีก็นั่งตุ๊กๆ ไปโรงเรียน แล้วก็กินข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทยที่หน้าโรงเรียน ยังจำได้เวลาม๊าป้อนข้าวให้ได้อยู่เลย จำได้ว่าตอนเด็กๆ เกลียดโรงเรียนมากไปถึงโรงเรียนก็จะร้องไห้ไม่อยากอยู่ทีโรงเรียนกลัวโดนแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน มีคุณครูเพลินพิศนี่แหละที่รักและคอยดูแลตอนอยู่อนุบาลที่โรงเรียนจารุวัฒนาที่วงเวียนใหญ่ ตอนเย็นม๊าก็จะมารับ ม๊าก็กลัวลูกไม่ได้สารอาหารที่ดีก็ไปบอกที่ร้านขายนมโฟร์โมสของโรงเรียนว่าจ่ายเงินไว้แล้วตอนเย็นเด็กหญิงสุธีราจะมารับนมโฟร์โมสชอคโกแลตทุกวันที่ร้านขายนม แล้วม๊าก็จะมีขนมมาให้ด้วย ตอนเย็นเวลาม๊ามารับวันนั้นเป็นวันลอยกระทงม๊าก็ซื้อกระทงอันเล็กๆให้อันนึงแล้วเราสองแม่ลูกก็นั่งรถสองแถวจากวงเวียนใหญ่ถึงบุคคโล แล้วก็ต่อด้วยรถตุ๊กๆ จากบุคคโลถึงบ้านที่มีลุงเป็นเจ้าประจำตุ๊กๆเป็นคนขับ จะเล่าเรื่องแม่มันก็ึยาวเพราะแม่เป็นคนที่เราผูกพันทั้งชีวิต
ตอนนี้แม่อายุ 57 แล้ว เราก็ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดคือการทำให้ม๊าได้เข้ามาศรัทธาและปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งเราถือว่าเป็นการตอบแทนอย่างสูงสุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกมาม๊า เพราะมันเป็นทางเดียวที่ทำให้ม๊าได้เข้าพบถึงความสุขอย่างถาวร การเกิดมาเป็นลูกป๊ากับม๊าเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดในชีวิตเพราะท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีทั้งด้านหยินและหยาง และท่านทั้งสองก็เป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก และรักด้วยความจริงใจ ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นกันตลอด มันก็มีช่วงที่ขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็เข้าใจกันในที่สุด
สุขสันต์วันแม่กับทุกๆคนด้วยจ้า
No comments:
Post a Comment