Monday, June 01, 2015

ระลึกชาติกับวันวิสาขบูชา 2015

เมื่อวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมเวิร์คชอปของ ดร.ไบรอัน ไวส์ ซึ่งเป็นแพทย์สะกดจิตชาวอเมริกันซึ่งมีความโด่งดังกับหนังสือเรื่อง Many Lives Many Master ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ ดร.ไวส์ได้สะกดจิตย้อนอดีตของคนไข้ที่มีชื่อว่าแคทเธอรีน และได้เรียนรู้ว่าชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้เกิดมาแล้วตาย แต่เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดเป็นวัฏจักรมานับไม่ถ้วนแล้ว และแต่ละอดีตที่เกิดขึ้นก็มีผลสืบเนื่องมาถึงอนาคตทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และบุคคลที่เคยเกี่ยวเนื่องกันมาก็จะกลับมาเกี่ยวเนื่องกันอีกนับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่จำกัดว่าต้องมีความสัมพันธ์กันแบบเดิม บางทีแม่ก็กลายเป็นลูก สามีกลายเป็นภรรยา ซึ่งหลังจากหนังสือเรื่องนี้ ดร.ไวส์ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตแพทย์ที่สามารถใช้เรื่องของการระลึกเข้าไปในอดีตมารักษาสภาวะการป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 
ในงานเวิร์คชอปนี้อยู่ที่ลอนดอน ข้าพเจ้าและลาสโลวก็ได้ตัดสินใจไปร่วมงานในครั้งนี้เพราะเคยติดตามงานหนังสือและอีกอย่างในมุมมองของข้าพเจ้าที่ได้ศึกษาธรรมและปฏิบัติ ข้าพเจ้าอยากเปิดโลกทัศน์ได้เรียนรู้มุมมองของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกต่อเรื่องการระลึกชาตินั้นเป็นอย่างไร และการที่จะนำจิตให้เป็นสมาธิรำลึกอดีตของจิตแพทย์นั้น มีความต่างกับการปฏิบัติสมาธิในทางพุทธศาสนาอย่างไร แต่เรื่องของการระลึกชาตินั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะในพระพุทธศาสนาก็ได้สอนถึงเรื่องผลของการเข้าถึงวิปัสสนาญาณ ก็จะทำให้ได้บุพเพนิวาสนุสติญาณการระลึกชาติได้ ดังนั้น การมาร่วมงานในครั้งนี้ก็เป็นเกิดเรียนรู้วิธีและแนวทางในการปฏิบัติของชาวตะวันตกในการเข้าถึงอดีตชาติ นับว่าเป็นโอกาสดีครั้งหนึ่ง
ในงานนี้มีคนมากมายมาร่วมงานเวิร์คชอป มีมากมายมาจากหลายประเทศอย่างไม่น่าเชื่อบ้างก็มาจาก อเมริกาใต้ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ และอีกมากมาย ก็แสดงให้เห็นว่าคนที่สนใจและเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีอยู่ไม่น้อย ในเชิงปฏิบัติของการเข้าถึงสมาธินั้น เป็นแนวทางของการสะกดจิต ลำดับแรกก็คือหรี่ไฟให้สลัวๆ สร้างบรรยากาศ แล้ว ดร.ไวส์ก็จะพูดบรรยายพร้อมเสียงเพลง ให้เราหลับตา หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าเอาสิ่งดีๆเข้าไป หายใจออกเอาความเครียด ความกังวล สิ่งไม่ดีต่างๆออกมา แล้ว เมื่อเข้าถึงสมาธิจุดนึง ดร.ไวส์ก็จะเราใช้จินตนาการเห็นแสงส่องมาที่ตัวเองแล้วจินตนาการให้ตัวเองมีแสงห่อหุ้ม แล้วก็จินตนาการว่าเราเข้าไปอยู่ทีทุ่งหญ้าสวยงาม แล้วก็ให้ย้อนระสึกถึงเหตุการณ์วัยเด็ก แล้วก็เริ่มเดินทางไป คือวิธีการก็คือ ดร.ไวส์จะนำจิตของเราให้ดิ่งลงๆๆๆ แล้วก็ดึงเอาความทรงจำในอดีตออกมา ซึ่งก็น่าสนใจดี แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น วิธีนี้ยากมากเพราะเมื่อจิตดิ่งเป็นสมาธิแล้วเสียงของดร.ไวส์กับเพลงมันติดๆขัดๆ เป็นแค่เสียงและการใช้จินตนาการแบบนี้ยิ่งยาก เพราะไม่เคยฝึกมา ฝึกมาแบบรู้อยู่ ณ ปัจจุบัน แต่ก็ไม่เป็นไร ก็สนุกไปอีกแบบ หลังจากฝึกแล้วก็จะมีการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งน่าแปลกใจมากว่ามีหลายคน สามารถย้อนอดีตจำเรื่องราวต่างๆได้ บางคนย้อนไปได้หลายชาติเลย แต่ข้าพเจ้ากับลาสโลวย้อนไปไหนไม่ได้เลย ยังอยู่ที่เดิม  หลังจากนั้น ก็เป็นการฝึกอีกอย่างคือให้จับคู่ เอาแบบคนไม่รู้จักกัน แลกของกัน แล้วก็หลับตาส่งจิตไปที่ของ รับรู้ถึงเรื่องราวและพลังงานของของ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้แลกแหวนกับคนอินเดียข้างๆ แล้วก็หลับตาสมาธิปรากฏภาพว่าเป็นงานรื่นเริงอะไรซักอย่างมีผู้หญิงใส่สาหรีโปรยดอกไม้กันใหญ่ แล้วก็แลกประสบการณ์กัน เค้าก็ยิ้มๆไม่บอกอะไร ประสบการณ์ของข้าพเจ้าไม่น่าตื่นเต้นอะไร แต่ ของคนอื่นตื่นเต้นกว่าคือมีคนนึงเค้าบอกว่าเมื่อได้รับของของคนที่แลกกันคอของเขาเจ็บมาก ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของของเป็นโรคอะไรซักอย่างเกี่ยวกับคอ และอีกตัวอย่างหนึ่งคือผู้หญิงคนนึงแลกแหวนกันกับคู่ของเขาเมื่อเขาเข้าสมาธิถึงแหวนก็เห็นผู้หญิงสวยคนนึงมีความสุขใส่ชุดสีขาววิ่งอย่างมีความสุข ปรากฏว่าเจ้าของแหวนนั้นบอกว่ามันเป็นแหวนวันแต่งงานที่เขามีความสุขมากๆเลย  ในตอนบ่ายของวันแรกก็เป็นการสะกดจิตหมู่อีกครั้งก็เหมือนเดิม ตามเสต็ป
วันที่สองนี่น่าตื่นเต้นเพราะหลังการสะกดจิตหมู่ ก็เป็นการฝึกที่ไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือการมองหน้าคู่ของเราในที่มืด ก็เริ่มจากการทำสมาธิหลับตา แล้วก็ลืมตาเบาๆ มองไปที่หน้าของคู่เรา มองไปเรื่อยๆอย่าจดจ้องมองสบายๆ หลังจากนั้นก็แชร์ประสบการณ์กัน อันนี้น่าสนใจ เพราะมีผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คู่แรกเค้าบอกว่าเห็นหน้าคู่ของเค้าเป็นผู้หญิงอียิปต์ข้างหลังมีแบคกราวน์อียิปต์ด้วย แต่หน้าของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความเศร้า ซึ่งมันก็ไปตรงกับประสบการณ์ที่คู่ของเค้าคือผู้หญิงคนนี้เห็นอดีตของตัวเองเกี่ยวกับอียิปต์ และเมื่อปีที่แล้วเค้าไปอียิปต์กำลังจะเดินทางไปปีรามิด ระหว่างเดินทางจะไปถึงปีรามิดเค้าก็ป่วยหนักมีอาการไม่สามารถเดินทางได้ ก็เลยปล่อยให้สามีไปคนเดียว และเมื่อมาถึงโรงแรมก็อาการหาย แต่พอเดินทางไปรับสามีที่ปิรามิดก็เกิดอาการป่วยหนักระหว่างทางขึ้นมาอีก ที่น่าสนใจกว่านั้น ในขณะที่พี่คนนี้กำลังเล่า อีกคนนึงก็ยกมือแล้วก็บอกว่าพอพี่คนนี้เล่าเรื่องเค้าก็น้ำตาไหลร้องให้รับรู้ถึงความเศร้านั้น อีกคู่นึงเป็นน้องผู้หญิงแถวหน้า คู่นี้ก็น่าสนใจก็คือน้องผู้หญิงคนนี้เห็นหน้าคู่ของตัวเองเปลี่ยนไปเป็นชาวมายา แล้วก็ดับไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นพ่อหมอแห่งชาวมายาซึ่งดูมีอำนาจ  ซึ่งน้องคนที่ถูกมองหน้าก็บอกว่าเค้าเคยถูกบอกว่ามีความผูกพันเกี่ยวกับเผ่ามายา ส่วนข้าพเจ้าคูกับลาสโลว มองไปเรื่อยๆ เฮ้ย เห็นหน้าลาสโลวกลายเป็นเสือ ดร.ไวส์ก็บอกว่านั่นอาจเป็นการสื่อถึงพลังและอำนาจในตัวของลาสโลว แต่ลาสโลวก็ไม่เห็นอะไรจากหน้าข้าพเจ้า ยังเป็นฤทธิ์คนเดิม
ในช่วงบ่ายก็จะมีการให้มีอาสาสมัครยอมขึ้นมาถูกสะกดจิต เพราะ ดร.ไวส์จะแสดงวิธีสะกดจิตที่ใช้ในการรักษาคนไข้ คนแรกเป็นน้องผู้ชายคนนึงตัวเล็กๆ ดร.ไวส์ก็แสดงวิธีสะกดจิตซึ่งไม่น่าเชื่ออยู่ดีๆหลังจากจ้องตา ดร.ไวส์ ก็คอตกเหมือนหลับไปเลย หลังจากนั้นดร.ไวส์ก็จะบอกให้ระลึกถึงวัยเด็กมีเหตุการณ์อะไร น้องเค้าก็บอกว่าเป็นงานวันเกิด มีความสุข แต่รู้สึกหมั่นไส้พี่สาวมากเพราะชอบเรียกร้องความสนใจ ดร.ไวส์ก็เลยถามว่าทำไม เค้าก็บอกว่าไม่รู้ ดร.ไวส์ก็ให้ระลึกไปให้เด็กกว่านั้น น้องเค้าก็ระลึกถึงตอนที่เค้าเป็นทารกหลังคลอดแม่พากลับมาบ้าน เค้าเห็นพี่สาวเค้ามองเค้าที่มองอยู่ที่เค้าด้วยสายตาไม่น่าเป็นมิตรนัก หลังจากนั้น ดร.ไวส์ก็พาระลึกอดีตที่ไกลกว่านั้น น้องเค้าก็บอกว่าเค้าอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นซามูไร ตัวใหญ่ ซึ่งเป็นซามูไรมือสังหาร ก็ได้สังหารคนไปหลายคน ตามสั่งเพราะต้องทำตามใบสั่งผู้บัญชาการ ปรากฏว่าใบสั่งมาให้ฆ่าผู้หญิงซึ่งเค้าปฏิเสธ ก็เลยโดนลงโทษให้ทำฮาราคีรี คว้านท้อง เค้าบอกว่าคำสั่งมันไม่ถูกต้องเค้าทำตามไม่ได้โดยเฉพาะฆ่าผู้หญิง มันไม่ถูกต้อง ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเค้ายอมตาย หลังจากนั้นก็เห็นน้องคนนั้นมีอาการเหมือนเจ็บปวดมาก ดร.ไวส์ก็บอกว่าให้มันผ่านไปมันเป็นอดีตไปแล้ว แล้วก็ให้เรียนรู้ว่าเราได้บทเรียนอะไรบ้าง หลังจากนั้น ดร.ไวส์ก็นำเขากลับมา ณ เวลาปัจจุบัน  แล้วก็ให้มีคนซักถาม ก็มีคนถามเขาว่ามีความเจ็บปวดหลงเหลือกับบาดแผลในอดีตไหม น้องเค้าก็บอกว่าเวลาดื่ม หรือกินอะไร บางทีก็ปวดท้องประมาณบริเวณที่คว้านท้อง ซึ่งวันนี้เค้าเข้าใจแล้วว่าทำไม แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ มีผู้หญิงคนนึงยกมือแล้วก็บอกว่าระหว่างที่ ดร.ไวส์สะกดจิตน้องผู้ชาย พอเค้าเล่าถึงตอนทำฮาราคีรี พี่ผู้หญิงคนนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องเหมือนกัน ดร.ไวส์ก็บอกว่าบางทีคนเรามีสื่อติดต่อกัน
โดยสรุปก็เป็นวันสุดสัปดาห์ที่น่าสนใจ ผู้คนที่มาล้วนอยากมีประสบการณ์ระลึกชาติอยากรู้อดีต และอยากหายจากโรคที่เจ็บปวด หรือความทุกข์ที่เป็นอยู่ แต่อย่างนี้อย่างนั้น วิธีนี้การสะกดจิตระลึกชาติก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นการตัดวงจรสังสารวัฏ เพราะเห็นการเวียนว่ายตายเกิดแต่ไม่สามารถออกมาจากวงจรนี้ได้  ซึ่ง ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกว่าเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทรงตรัสรู้ความรู้อันยิ่งใหญ่สำหรับชาวโลก พระองค์ได้พิสูจน์เรื่องหลายอย่าง การเวียนว่ายตายเกิดนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงประสบการณ์ของพระองค์เองไม่ว่าจะเป็นกรณี ของพระองค์และพระเทวทัต หรือเรื่องราวอีกหลายเรื่องในพระไตรปิฏก ซึ่งในทางตะวันตกมันอาจจะไม่ร่วมสมัย แต่เรื่องเล่าอย่างในงานมันดูเป็นประสบการณ์จริงน่าติดตามเพราะเหตุการณ์ร่วมสมัยกว่า พระองค์ทรงเข้าถึงบุพเพนิวาสานุสติญาณ รู้ภพชาติของพระองค์เอง และพระองค์ยังสามารถเห็นอดีตและกฏแห่งกรรมของผู้คนได้อีกด้วย พระองค์ยังทรงแสดงถึงการให้ผลของกรรม ที่ติดตามข้ามภพข้ามชาติกัน และเรื่องของเหตุผลเรื่องราวของชีวิตได้ แต่ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือพระองค์ทรงให้วิธีการดับการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ซึ่งเป็นการดับวงจรเกิด ตาย เกิดตาย ได้อย่างถาวร ซี่งสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบนี้มีประโยชน์มากกับการใช้ชีวิตโดยที่ทำให้เราอยู่กับทุกข์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทุกข์
และในวันนี้เป็นวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญของโลกเพราะเป็นวันที่มหาบุรุษ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงสอนนั้น ยังทันสมัยและเป็นอริยสัจ ที่ไม่ว่าวันเวลาเปลี่ยนไป คำสอนของพระองค์ก็ไม่สามารถมีอะไรมาลบล้างได้ และสามารถประยุกต์นำไปใช้ในการดำรงชีวิตในทางที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอกราบระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจะนำคำสอนของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องและสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้ได้เข้าถึงพระสัจจธรรมคำสอนของพระองค์เพื่อความสันติสุขของมนุษยชาติในโลกนี้
อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา พุทธัง ภควันตังอภิวาเทมิ  ... กราบ
สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธัมมัง นะมะสามิ.......กราบ

สุปะฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆัง นะมามิ.....กราบ

No comments: