Tuesday, September 03, 2013

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่โรงพักนานกว่า 5 ชั่วโมง

วันนี้เป็นวันที่ใช้เวลานานแสนนานอยู่ที่โรงพักที่เดอแรม ไม่ต้องตกใจไปโรงพักไม่ได้หมายความไปมีเรื่องมีราวกับใคร แต่ได้รับงานด่วนเมื่อเช้านี้จากบริษัทล่ามแปลให้ไปแปลเคสที่โรงพัก ตอนได้รับข้อความก็ตอบกลับไปว่าวันนี้คงไม่ได้งานยุ่งเพราะยังไม่ได้ห่อของส่งให้ลูกค้าเลย และก็คิดว่าจะหยุดงานแปลไปสักพักก่อนเพราะว่างานของบริษัทยุ่งอยู่ พอขึ้นไปอาบน้ำก็ขบคิดอยู่ว่าควรจะไปเพราะเคสที่โรงพักเรียกตัวไปส่วนมากจะเป็นเคสด่วนและคนไทยกำลังมีปัญหาเรื่องภาษา เราควรจะไปช่วย เพราะอยู่ในฐานะที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่าจะยุ่งแค่ไหน คนเค้ากำลังลำบาก ก็เลยโทรไปบอกว่าจะไป ลงมาบอกลาสโลวว่าจะรับงาน ลาสโลวก็เลยถามว่าไหนว่าไม่รับงานแปลแล้วไง ก็ตอบลาสโลวว่าคนที่จะให้ข้าพเจ้าไปเป็นล่ามให้มันต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญ ดังนั้นขอรับงานนี้แล้วกัน

พอไปถึงที่โรงพักก็นั่งรออยู่สักพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกมาพบแล้วก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆให้ฟังว่าพี่คนนี้แกถูกทำร้าย ที่บ้านพักรวม เดี๋ยวก็จะเดินทางมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร พอเจอพี่เค้าก็ทักทาย พูดคุยถามเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เค้าก็รัวมาเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าก็งง อะไรฟะ ถ้าภาษาอังกฤษได้แล้วจะให้ตูมาทำไม ก็เลยบอกพี่เค้าให้พูดภาษาไทยก็ได้ แกก็บอกว่ามาอยู่ที่นี่ 18 ปีพูดจำไทยไม่ค่อยได้แล้ว อ้าวไหงเป็นงั้น ตูเป็นล่ามแปลไทยเป็นอังกฤษ แล้วก็อังกฤษเป็นไทย นี่ต้องมาแปลอังกฤษ เป็นอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษแกก็เป็นคนไทยพูดอังกฤษแบบไทยๆ ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการสอบปากคำว่าให้แกตอบเป็นภาษาอังกฤษก็แล้วกันแต่อันไหนที่ไม่เข้าใจเดี๋ยวจะทรานสเสต แปลให้เข้าใจกัน แต่ว่าข้าพเจ้าตอนโต้ตอบกับพี่คนนี้ก็พูดเป็นภาษาไทย เพราะเธอเข้าใจ

เรื่องของเรื่องก็คือพี่เค้าได้รับคำสั่งศาลให้มาอยู่บ้านหลังนี้ แล้วโดนเพื่อนร่วมบ้านทำร้ายทุบตี ซึ่งแกพยายามไม่สู้ไม่โต้ตอบ แล้วก็ต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกัน ยัยคนฝรั่งที่เริ่มเรื่องก็เอากรรไกรมางับๆจ่อที่หน้าแก ข่มขู่ ซึ่งแกก็ไม่รู้ว่าทำไมยัยฝรั่งคนนี้เค้าถึงเป็นแบบนี้ แกคิดว่ายัยคนนี้เป็นเจ้าของบ้านก็กลัวเค้าด้วย แต่จริงๆแล้วยัยฝรั่งคนนี้ก็เป็นแค่ผู้มาอยู่เหมือนกัน สู้กันจนตอนหลังแกวิ่งหนีออกนอกบ้านไม่คิดชีวิตไปถึงตู้โทรศัพท์แล้วแจ้งตำรวจ ตำรวจก็มารับตัวแกไปไว้ที่โรงพัก

เมื่อให้ปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจก็จะพาแกกลับไปที่บ้านพัก แต่แกไม่อยากกลับ ก็กลัวว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก แต่ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่มีอะไรหรอก แล้วต่างคนต่างแยกย้าย ข้าพเจ้าก็กลับมาบ้านทำกับข้าวให้ลาสโลว และก็ว่าจะแพ็คของส่ง ปรากฏว่าได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกว่าพี่เค้าไม่ยอมกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนี้เพราะกลัว เหตุการณ์มันยังหลอนอยู่ จึงอยากให้ข้าพเจ้ากลับไปเพื่อพูดคุยกับพี่เค้า

เมื่อกลับไปถึงที่โรงพัก เจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเค้าก็บอกว่าพี่เค้ามีอาการหลอนทางประสาทเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลยต้องติดต่อโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อน เพราะตำรวจก็ไม่แฮปปี้กับการที่พี่เค้าจะต้องกลับไปอยู่บ้านหลังนั้นอีก ก็ตอนนั้นไปถึงโรงพักตอนบ่ายสามครึ่ง คุยกับตำรวจ ก็ได้เข้าไปคุยกับพี่เค้าสนทนากันไปเรื่อยๆ ถามไถ่กัน ก็ปรากฏว่านัดหมอได้ตอน ทุ่มครึ่ง เลยต้องนั่งรอกันต่อไป แบบคุยกันจนหมดเรื่องคุย ก็กลัวพี่เค้าจะหิวก็ออกไปซื้อน้ำซื้อขนมให้พี่เค้า แล้วก็ซื้อมาม่าราเม็งให้พี่เค้าไปอีกสองห่อกันเหนียวเผื่อไปอยู่ที่ไหนก็เอาต้มน้ำกินได้ประทังชีวิต รอกันจนถึงทุ่มครึ่ง ตำรวจก็มาบอกให้ออกเดินทางไปโรงพยาบาล ก็ได้นั่งรถตำรวจไปโรงพยาบาล

ที่โรงพยาบาลก็ได้พบคุณหมอพูดคุย ก็ได้ทราบว่าพี่เค้ามีประวัติของการป่วยทางจิตมาอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็จะได้ยินเสียงแว่ว แบบคนคุยกัน แบบมาบอกโน่นบอกนี่ หมอเค้าซักประวัติ ซึ่งในระหว่างที่นั่งรอจะไปโรงพยาบาลอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้สังเกตว่าอยู่ดีๆ แกก็พยักหน้างึดๆ เหมือนคุยกับใครอยู่ ข้าพเจ้าก็ถาม พี่แกก็ตอบว่าเสียงบางอย่างมาคุยด้วย ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็คอยสังเกตการณ์อยู่ เพราะจำได้ครั้งนึงไปโรงพยาบาลโรคจิตเพื่อแปลให้ป้าคนนึงซื่งป่วยทางจิต มีอาการคล้ายๆกันคือ พูดไทยไม่ได้แล้วแต่ฟังได้ จำได้ว่าหมอให้ถามอะไรก็ไม่รู้ แกก็ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษแบบฟัง โคตะระยากเลย หมอก็บอกวาไหนแปลซิป้าแกว่าไง โธ่หมอแกตอบเป็นอังกฤษ หมอไม่รู้ แล้วล่ามจะรู้ไหมเนี่ย ข้าพเจ้าก็เลยเดาไว้นิดๆว่า พี่คนนี้แกคงต้องมีอาการป่วยทางจิตอยู่บ้าง ซึ่งตอนถูกสัมภาษณ์จากหมอ ก็ อ๋อเลย ว่าแล้ว ปรากฏว่าแกก็ต้องไปอยู่บ้านที่รับคนที่ได้รับวิกฤติ ซึ่งหมอแกก็ถามว่าแกมีเงินติดตัวหรือเปล่า ข้าพเจ้าก็บอกหมอไปว่าไม่มี แต่ไม่ต้องกังวลข้าพเจ้ายินดีให้เงินข้าพเจ้ากับพี่แกไว้ เพราะกันเหนียว เผื่อฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้ เดชะบุญค้นในกระเป๋าตังค์มี 15 ปอนด์ ก็ให้แกไปหมดเลย แกก็ห่วงว่าเราเอาเงินให้ก็เลยบอกแกไปว่าไม่เป็นไรข้าพเจ้าทำงานได้ค่าแปล อันนี้ให้เพื่อช่วยเหลือพี่ที่กำลังลำบาก ไม่ต้องกังวลงานที่รับมานี่ก็ไม่ได้หวังเงินมากมาย ที่รับก็เพราะต้องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน แกก็ขอบคุณข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ตอนออกมาคุณหมอก็ถามว่าได้ให้เงินพี่เค้าไปเท่าไหร จะได้คืนไหม ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่ต้องห่วงถือว่าข้าพเจ้าบริจาคแล้วกัน

ตอนกลับตำรวจก็ขับรถตำรวจมาส่งถึงบ้าน ก็เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง ก็ถือว่าข้าพเจ้าได้ทำเต็มที่ในวันนี้ ถ้าไม่รับงานนี้พี่คนนี้ก็คงลำบาก ก็ได้ช่วยเหลือทางด้านจิตใจและทรัพย์ ไปโรงพักได้ช่วยคนไม่มากก็น้อย ก็ขอแบ่งบุญให้กับทุกๆคนด้วยคะ

No comments: