Thursday, July 28, 2011


พอมาเริ่มเขียนโพสต์ลงบล็อก ก็รู้สึกว่ามีอะไรมากมายเหลือเกินที่อยากจะเขียน เอ้าวันนี้เอาไปสามบล็อคที่โพสต์ไปเป็นเทศ1 ไทย 2 ก็แล้วกัน วันไหนมาเจอกันบ่อยๆบนบล็อค แสดงว่าวันนั้นลูกค้าสุขภาพดี การสั่งซื้อไม่ค่อยมาก แต่ถ้าหายหัวกันไปเลย ก็แสดงว่ามีจำนวนลูกค้าที่ป่วยมาก หรือไปซ้อมหนัก ไปสั่งเด็กๆให้ซ้อมหนัก ส่วนโค้ชก็เอาแต่สั่ง แล้วก็ต้องสอนกันไปด้วย ตอนที่เขียนอยู่นี่เจ้าเหมียวน้อย ชื่อว่าซิสก้าก็มาร้องครืดคราดอยู่ข้างๆ สงสัยจะหิว แต่เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยให้อาหาร
วันนี้ไม่ได้ทำไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก ตื่นเช้ามาก็ได้ Skype ไปคุยกับแม่กับป๊าหลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะโทรไปบางทีท่านทั้งสองก็ไม่อยู่ หรือกำลังฟังธรรมบนคอมเลยไม่ได้สลับปลั๊กข้างหลังมาที่หูฟังสะไก๊ปป์ ส่วนมากคุยกับม๊าก็เป็นเรื่องสนทนาธรรมกันเป็นส่วนมาก คุยเรื่องธรรมะแล้วมันช่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะได้คุยกับคนที่คุยกันรู้เรื่อง ถ้าคุยกับคนที่ไม่ศรัทธา เค้าก็หาว่าเรางมงาย เส้นแบ่งของความงมงายกับศรัทธามันแยกกันได้โดยปัญญา ถ้าเชื่อโดยไร้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองก็จะเป็นงมงาย ปัญญาอันนี้เป็นปัญญาทางธรรมอันที่พระพุทธเจ้าท่านทรงได้ตรัสสอนไว้ ไม่ใช่ปัญญาทางโลกที่พิสูจน์กันด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์ หรือการคำนวณอะไร
คนไทยเป็นคนที่เชื่ออะไรง่าย เพราะเป็นคนอ่อนน้อม ขี้เกรงใจไม่กล้าขัดใจ แล้วก็ขี้เกียจคิด ใครว่าไรก็ว่าตามกัน หรือคิดแต่ไม่กล้าโต้แย้ง เพราะสังคมเรามันเป็นระบบ seniority ดังนั้นเค้าว่าไรก็ว่าตามกัน โดยเฉพาะถ้าคนที่ออกมาพูดเป็นพวกคนมีชื่อเสียงทางสังคม ดารา อะไรอย่างนี้ เราก็เชื่อกันดะว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะเค้าว่ากันอย่างนั้น อันนี้ขอยกเว้นครูบาอาจารย์และพระอริยเจ้าทั้งหลายเพราะท่านมีศีลบริบูรณ์ เราอยู่ในสภาวะขาดที่พึ่ง และที่เป็นอย่างยิ่งคือเราไม่พยายามพึ่งตนเอง คอยเพียงแต่จะพึ่งคนอื่น ซึ่งตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนคือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราอาจจะเห็นได้ว่าคนในสังคมเดี๋ยวนี้อ่อนแอ เพราะขาดการพึ่งตนเอง หวังแต่ว่าใครจะมาช่วย ใครจะมาทำให้เราได้ดีขึ้น ทั้งๆ ที่เราเองนั้นต้องเป็นผู้ทำทั้งสิ้น
เปรียบเสมือนการกินข้าว ถ้าหวังแต่คนอื่นจะมาป้อนให้เคี้ยวให้ คงไม่ได้กิน เราเองต้องเป็นผู้ยกตักกินเอง คนอ่อนแอก็ทำให้สังคมอ่อนแอ มันก็คงเป็นไปตามวัฏจักรเพราะสุดท้ายมันก็ขึ้นลง สลับกันไปมา ดังนั้นจงมาพึ่งตัวเองกันก่อนเถิด เราจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติ และมีปัญญา แล้วเราจะได้ไม่หลงไปกับความเชื่อแบบไร้เหตุผล แบบงมงาย

No comments: